หมอหญิงยอดมือสังหาร - ตอนที่ 1210 หอจอหงวน
ตอนที่ 1210 หอจอหงวน
ผ่านไปพริบตาเดียวก็ใกล้ถึงวันฉลองพระบรมราชสมภพแล้ว ทั้งเมืองหลวงจินหลิงแออัดไปด้วยผู้คนมากขึ้น คณะทูตจากประเทศต่างๆ พ่อค้า คนที่เดินทางมาสอบ และผู้ที่ตั้งใจมาร่วมสนุกโดยเฉพาะต่างก็ทยอยมารวมตัวกันในจินหลิง เมืองจินหลิงทั้งเมืองจึงดูมีชีวิตชีวามากกว่าปกติหลายเท่า
ภายในหอจอหงวนในเมืองจินหลิงเต็มไปด้วยลูกค้าแขกผู้มีเกียรติ ซึ่งส่วนใหญ่แล้วเป็นบัณฑิตผู้สง่างาม ปกติแล้วหอจอหงวนก็เป็นเพียงร้านอาหารและโรงเตี๊ยมพักแรมที่นับได้ว่าไม่เลวแห่งหนึ่งเท่านั้น อย่างน้อยก็เทียบไม่ได้กับหอเทียนอีและโรงเตี๊ยมหรูหราอีกหลายแห่ง แต่มีชื่อเสียงที่ดีจนทำให้แน่นขนัดในช่วงการสอบจอหงวนทุกๆ สามปีอยู่เสมอ แม้ปราชญ์จะว่าไว้ ขงจื๊อไม่พูดเรื่องลี้ลับเหนือธรรมชาติ แต่บัณฑิตส่วนใหญ่ก็ยังเชื่อในการเริ่มต้นที่ดี อีกอย่างคนที่จะพำนักในหอจอหงวนได้ส่วนใหญ่แล้วก็จะเป็นพวกที่เรียนเก่งชาติตระกูลดีกันทั้งนั้น เมื่อทุกคนอยู่รวมกันก็ยังสามารถแลกเปลี่ยนวิชาความรู้กันได้ ทั้งยังสามารถพัฒนาตัวเองได้อีกด้วย
ด้วยเหตุนี้ แม้ว่าเรื่องที่สำคัญที่สุดในจินหลิงคืองานวันพระบรมราชสมภพ แต่หัวข้อที่มีการพูดถึงมากที่สุดในหอจอหงวนคือการสอบพิเศษ
การสอบชุนเหวยใกล้เข้ามาทุกที แต่ราชสำนักก็ยังไม่ประกาศออกมาว่าใครจะเป็นผู้คุมการสอบ ไม่เพียงแต่ชื่อหัวหน้าผู้คุมการสอบเท่านั้น แม้แต่รายชื่อขุนนางที่ต้องทำงานก็ยังไม่มีประกาศออกมาด้วย ซึ่งนอกจากจะทำให้บางคนที่คิดจะหาลู่ทางกับพวกขุนนางดูจะต้องผิดหวังเล็กน้อยแล้ว ก็ยังทำให้นักเรียนคนอื่นกระวนกระวายไปใจด้วย เพราะถึงอย่างไรตัวผู้คุมการสอบก็มีความสำคัญกับอนาคตทางราชการของพวกเขาเช่นกัน
“ฝ่าบาทยังไม่ได้ประกาศตัวคนคุมสอบ หรือราชสำนักจะยังไม่ได้ตัดสินใจ?” บัณฑิตขงจื๊อคนหนึ่งอดเอ่ยขึ้นไม่ได้
คนที่อยู่ข้างๆ กลับมีความเห็นแตกต่าง “เดี๋ยวก็จะถึงวันพระราชสมภพแล้ว หลังจากนั้นจึงจะเป็นการสอบพิเศษ ถ้าตอนนี้ยังไม่ประกาศออกมา หรือว่าจะประกาศวันสอบเลย”
ใครบางคนเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “ก็ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้นี่”
“หากเป็นเช่นนั้น ถ้าคนคุมสอบ…” ใครบางคนกังวลใจว่าหากผู้คุมสอบไม่เหมาะสม วันข้างหน้าของพวกเขาก็จะยากลำบาก เมื่อเป็นขุนนางในราชสำนัก อาจารย์ผู้คุมสอบและจอหงวนจิ้นซื่อใหม่ย่อมมีความสัมพันธ์เป็นศิษย์อาจารย์กันอยู่แล้ว หากความคิดเห็นทางการเมืองแตกต่างกัน ศิษย์ละทิ้งอาจารย์ก็จะถูกคนรังเกียจ แต่ถ้าอาจารย์ทำอะไรที่พลอยทำให้ศิษย์เดือดร้อนไปด้วย นักเรียนก็ได้แต่ต้องยอมรับชะตากรรมความโชคร้ายนั้น แน่นอนว่าไม่ใช่พวกเขาไม่ยอมสร้างระยะห่างแยกตัวออกมาตั้งแต่แรก แต่ประการแรกคือยากที่จะสลัดคนพวกนี้ออกไปได้ และประการที่สอง การทำเช่นนั้นก็คือการสร้างศัตรูตัวฉกาจให้แก่ตนเองตั้งแต่เริ่มต้น
“ฮ่าๆ พี่ชายพูดเช่นนี้ดูค่อนข้างมั่นใจอยู่นะ ท่านจะต้องสอบได้อันดับต้นๆ แน่ๆ” และยังมีอีกประเภทคือ หากอันดับต่ำเกินไป แต่ถ้าอาจารย์ถูกใจก็ไม่จำเป็นจะต้องพูดเรื่องยืนต่อแถวแล้ว
“ที่ไหนได้ ก็เพียงคำพูดโง่เขลาเบาปัญญาประโยคหนึ่งเท่านั้น”
“ราชสำนักต้องตัดสินใจเรื่องพวกนี้เอง พวกเราก็ได้แต่รอ” แต่ตอนนี้ปราชญ์ที่มีชื่อเสียงก็มีอยู่น้อย เกรงว่า…จะเป็นอาจารย์โจวแล้ว” บัณฑิตหนุ่มคนหนึ่งอดเอ่ยขึ้นมาไม่ได้ แต่ก็มีคนโต้แย้งทันที “พี่ชายท่านนี้ผิดไปแล้ว ตอนนี้อาจารย์โจวไม่ได้อยู่ในราชสำนักด้วยซ้ำ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงตำแหน่งผู้คุมสอบเลย ตามความเห็นของข้า ใต้เท้าเหวินหรือไม่ก็เซี่ยโหวสองท่านนี้ดูจะมีโอกาสมากกว่า”
ด้านข้างก็มีคนส่ายศีรษะอีก “ข้าได้ยินมาว่าปีนี้มีคุณชายตระกูลเซี่ยและอีกหลายคนในสำนักศึกษาตระกูลเซี่ยเข้าร่วมการสอบด้วย เซี่ยโหวจะต้องหลีกเลี่ยงข้อครหาและไม่ยุ่งเกี่ยวกับเรื่องการสอบอย่างแน่นอน”
“ถ้าอย่างนั้นก็เหลือแค่ใต้เท้าเหวินแล้วมิใช่หรือ”
“คุณชายตระกูลเซี่ยหลายคนจะร่วมสอบด้วยหรือ ถ้าอย่างนั้นการแข่งขันในการสอบปีนี้ก็คงจะยิ่งรุนแรงขึ้นน่ะสิ” ใครบางคนได้สติและเริ่มกังวลใจขึ้นมาทันที ตระกูลเซี่ยสร้างผู้มีพรสวรรค์ไว้มากมายมาโดยตลอด ตอนนี้คุณชายเซี่ยเจ็ดก็ได้ชื่อว่าเป็นผู้มากความสามารถมีชื่อเสียงโด่งดังเป็นที่รู้จักในจินหลิงไม่ลดน้อยถอยลงเลย โชคดีที่พวกเขาไม่ได้สอบปีเดียวกับคุณชายเจ็ด แต่ถึงกระนั้นก็ไม่อาจประมาทคุณชายเซี่ยคนอื่นได้เช่นกัน
ในมุมหนึ่งที่ไม่เป็นที่สังเกต ชายหนุ่มรูปงามและหญิงสาวอาภรณ์น้ำเงินนั่งอยู่ตรงข้ามกัน
หนานกงมั่วมองคุณชายที่นั่งอยู่ตรงข้ามด้วยความรู้สึกขบขัน “ดูท่าว่าความสามารถและชื่อเสียงของตระกูลเซี่ยจะสร้างแรงกดดันให้กับนักเรียนทุกคนเลยจริงๆ”
คุณชายผู้หล่อเหลาสง่างามยกจอกขึ้นคารวะพลางเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “พระชายาชมเกินไปแล้ว”
หนานกงมั่วเองก็สงสัยเล็กน้อยเช่นกัน “ปีนี้มีคุณชายตระกูลเซี่ยร่วมสอบด้วยกี่คนหรือ คุณชายเจ็ดบอกได้หรือไม่”
คุณชายผู้หล่อเหลาสง่างามก็คือคุณชายเซี่ยเจ็ดนั่นเอง เขาเอ่ยตอบ “ก็ไม่เยอะหรอกพ่ะย่ะค่ะ จวนกระหม่อมก็มีเพียงน้องเก้า น้องสิบสอง และน้องสิบห้าเท่านั้น แล้วก็ญาติสายอื่นอีกไม่กี่คน”
หนานกงมั่วถอนหายใจ “ดูท่าว่าปีนี้รายชื่อบนป้ายประกาศสีทองจะถูกกำหนดไว้ล่วงหน้าแล้ว
คุณชายเซี่ยเจ็ดถ่อมตัว ได้แต่พูดว่ามิกล้า
หนานกงมั่วเท้าคางท่าทางครุ่นคิด “ถ้าเช่นนั้น…เซี่ยโหวก็รับหน้าที่เป็นผู้คุมสอบไม่ได้แล้วสิ” คุณชายเจ็ดประสานมือ “ท่านพ่อละอายใจที่ไม่อาจรับความเมตตาจากฝ่าบาทได้” หนานกงมั่วเอ่ย “คุณชายเจ็ดไม่จำเป็นจะต้องถ่อมตัวเกินไปหรอก ถึงจะเป็นผู้คุมสอบไม่ได้แต่ก็ตรวจข้อสอบได้กระมัง”
คุณชายเซี่ยเจ็ดชะงักไปเล็กน้อยก่อนจะเอ่ยด้วยท่าทางลังเล “พระชายาหมายถึง…” เขารู้สึกประหลาดใจที่จู่ๆ หนานกงมั่วก็เชิญเขามาดื่มชาขึ้นมาทันที แต่เขาก็รู้ด้วยว่าพระชายาฉู่อ๋องไม่เหมือนกับสตรีในห้องหอคนอื่น และนางก็จัดการหลายๆ เรื่องในจวนฉู่อ๋องด้วย อย่างไรก็ตามเขาก็นึกไม่ถึงว่าสถานที่ที่พระชายาฉู่อ๋องอยากจะมาก็คือหอจอหงวน ยิ่งคาดไม่ถึงว่าพระชายาฉู่อ๋องจะเอ่ยเรื่องนี้กับเขาด้วย
คุณชายเซี่ยเจ็ดตกใจทันที หนานกงมั่วเองก็ยักไหล่อย่างช่วยไม่ได้ “ท่านอ๋องและฝ่าบาทกำลังวุ่นวายเรื่องเจรจากับทูตจากประเทศต่างๆ ฝ่าบาทก็เลยให้ข้าออกมาดูหน่อย ข้าไม่ค่อยคุ้นเคยเรื่องเหล่านี้ก็เลยต้องรบกวนคุณชายเจ็ดให้พามา” คุณชายเซี่ยเจ็ดได้ยินเช่นนั้นก็โล่งใจทันที ในเมื่อเป็นรับสั่งจากฝ่าบาทก็ง่ายหน่อย แต่หากพระชายาเป็นคนสอดมือเข้ามายุ่งเรื่องนี้เองก็จะยุ่งยากแล้ว
คุณชายเซี่ยเจ็ดเอ่ย “พระชายาหมายความว่า…”
หนานกงมั่วยิ้มออกมาทันที “ก็เพียงออกมาดูบัณฑิตเหล่านี้สักหน่อยเท่านั้น ส่วนเรื่องโจทย์และผู้คุมสอบ ฝ่าบาทมีกฎอยู่แล้ว พวกเราไม่ต้องกังวลไปหรอก”
คุณชายเซี่ยเจ็ดยิ่งรู้สึกวางใจ เอ่ยด้วยรอยยิ้ม “ก็จริง ฝ่าบาททรงมีความคิดกว้างไกล พวกเราไม่จำเป็นต้องกังวลเรื่องเหล่านี้เลย หากพระชายาอยากจะเข้าใจผู้เล่าเรียนศึกษาเหล่านี้ การมาที่หอจอหงวนก็ถูกต้องแล้ว เชิญพระชายาดูเถิด” คุณชายเซี่ยเจ็ดชี้ไปที่กำแพงไม่ไกล บนกำแพงมีบทกวีเพลงกลอนแขวนอยู่ไม่น้อย ซึ่งจากสายตาของหนานกงมั่วแล้วมีผลงานที่ยอดเยี่ยมอยู่ในนั้นมากมาย
คุณชายเซี่ยเจ็ดเอ่ย “คนที่สามารถทิ้งลายมือเขียนพู่กันไว้ที่นี่ได้ก็จะมีความมั่นใจอยู่บ้างไม่มากก็น้อย ว่ากันว่า…สิบกว่าปีก่อนในการสอบจอหงวนครั้งหนึ่งมีผู้เล่าเรียนศึกษาหลายสิบคนทิ้งลายมือพู่กันไว้ที่นี่และพวกเขาก็สอบติดกันทั้งหมด ในบรรดาพวกเขาก็ยังมีคนที่กวาดสามอันดับแรกในการสอบไปทั้งหมดด้วย สมควรแก่ชื่อหอจอหงวนอย่างแท้จริง”
หนานกงมั่วมองดูแต่ละคนในขณะที่คุณชายเจ็ดเซี่ยเอ่ยต่อ “นั่นคือเจี่ยงจื้อเฉิงจากหลิงโจว เซ่าฟางจากชวีโจว ทั้งคู่เป็นผู้ศึกษาเล่าเรียนที่มีพรสวรรค์จากเจียงหนาน และได้รับความนิยมมีคนเอาใจช่วยมากที่สุดในปีนี้ด้วย ซูเฟิ่งเหวยจากสำนักศึกษาหลวง ซูมี่จากตระกูลซู แม้ว่าคนพวกเขาเหล่านี้จะเป็นคนจินหลิง แต่ก็มาที่หอจอหงวนเพื่อทิ้งลายมือไว้เพื่อจะได้เพิ่มชื่อเสียงให้ตัวเองไปอีกทางหนึ่งด้วยเช่นกัน”
“ไม่เลวเลยจริงๆ” หนานกงมั่วชื่นชม
คุณชายเซี่ยเจ็ดเอ่ย “ใช่แล้ว เหนือฟ้ายังมีฟ้า ตระกูลเซี่ยของพวกเราไหนเลยจะกล้าอวดตนว่าไม่ธรรมดาได้”
หนานกงมั่วมองไปยังผู้เล่าเรียนศึกษาคนหนึ่งทางด้านอื่นด้วยรอยยิ้ม “คนนั้นเล่า”
คุณชายเซี่ยเจ็ดหันไปมอง ขมวดคิ้วครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ย “คนนั้น…ดูเหมือนจะเป็นบุตรชายเชื้อสายหลักของใต้เท้าเหวิน บัณฑิตแห่งสำนักฮั่นหลิน เขายังเป็นคนเก่งที่มีชื่อเสียงมากในจินหลิงช่วงสองปีมานี้ด้วย”
“น่าสนใจจริงๆ บุตรชายเชื้อสายหลักบัณฑิตจากสำนักฮั่นหลินมาถึงนี่เลยหรือ” หนานกงมั่วท่าทางสนใจเรื่องนี้มาก คุณชายเซี่ยเจ็ดเอ่ย “หลังจากวันสิ้นปีเป็นต้นมาก็มีผู้เล่าเรียนศึกษาจำนวนมากส่งเทียบขอมาเยี่ยมเยียนตระกูลเหวิน เดิมทีชื่อเสียงและความสามารถของคุณชายท่านนี้ยังเทียบกับคนอื่นไม่ได้ แต่ช่วงนี้ดูเหมือนว่าเขาจะโดดเด่นมากจริงๆ”
“แล้วมีประโยชน์อันใด” หนานกงมั่วงุนงง นางไม่ค่อยรู้เกี่ยวกับการสอบจอหงวนมากนัก
คุณชายเซี่ยเจ็ดเอ่ย “เรื่องนี้หรือพ่ะย่ะค่ะ ในการสอบระดับฮุ่ยซื่อก็ยังไม่มีประโยชน์อันใด แต่ในการสอบจัดอันดับและการสอบหน้าพระที่นั่งนั้นกลับมีประโยชน์ไม่น้อยเลยทีเดียว หากชื่อเสียงความสามารถของใครล่วงรู้ไปถึงฝ่าบาทและอาจารย์ผู้คุมสอบได้ หากเป็นที่พึงพอใจล่ะก็…จากตำแหน่งบัณฑิตทั่นฮวาอาจกลายเป็นปั้งเหยี่ยน ส่วนปั้งเหยี่ยนก็อาจกลายเป็นจอหงวนก็ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้”
“ถ้าอย่างนั้น…ตระกูลเหวินก็คิดการใหญ่น่ะสิ” หนานกงมั่วเอ่ย จริงๆ มีอันใดมากกว่าที่คุณชายเซี่ยเจ็ดเอ่ยไว้เสียอีก เพียงแต่มีเหตุผลบางประการที่ทำให้คุณชายเจ็ดไม่สามารถบอกนางได้ แต่เหตุผลที่นอกเหนือจากการสอบจอหงวนพวกนั้น เขาไม่จำเป็นต้องพูด หนานกงมั่วก็น่าจะเข้าใจได้เอง
ขณะที่ทั้งสองกำลังสนทนากันอยู่นั้นก็มีใครบางคนสังเกตเห็นพวกเขา แม้ว่าพวกเขาทั้งสองจะนั่งอยู่ในมุมที่ไม่เป็นที่สังเกตที่สุด และต่อให้ไม่มองรูปร่างหน้าตาของหนานกงมั่วเลยก็ตาม แค่เพียงลักษณะท่าทางของคุณชายเซี่ยเจ็ดก็ทำให้คนอื่นไม่อาจมองข้ามเขาได้แล้ว มีชายสองสามคนที่ดูเหมือนพวกบัณฑิตเข้ามาพูดคุยกับเขา “ข้าน้อยหลี่ซวี่จากชิงโจว ไม่ทราบว่าพี่ชายท่านนี้มีชื่อเสียงเรียงนามว่าอันใดหรือ”
คุณชายเซี่ยเจ็ดพยักหน้าน้อยๆ พลางยิ้ม “ข้าน้อยเซี่ยเจ๋อ ชาวจินหลิง”
เมื่อได้ยินว่าเขาแซ่เซี่ย คนทั้งกลุ่มก็รู้สึกตื่นตัวขึ้นมาเล็กน้อย แต่เมื่อมองจากวัยของเขาแล้ว สีหน้าของพวกเขาก็ผ่อนคลายลงอีกครั้ง ในเวลาเช่นนี้คนที่อยู่ในวัยเดียวกันล้วนแต่เป็นคู่ต่อสู้กันทั้งสิ้น แต่จากที่พวกเขาได้ยินมา คุณชายเก้าที่อายุน้อยที่สุดของตระกูลเซี่ยยังอายุไม่ถึงยี่สิบเลย คนผู้นี้ดูๆ แล้วน่าจะอายุยี่สิบกว่าแล้วชัดๆ อีกอย่างพวกเขาคงไม่ได้โชคดีขนาดที่เพิ่งออกจากบ้านมาก็เจอคนตระกูลเซี่ยเลยทันทีกระมัง
“ที่แท้ก็พี่เซี่ยนี่เอง ท่านนี้คือ…”
“น้องสาวของข้า” คุณชายเซี่ยเจ็ดเอ่ยเรียบๆ
ถึงอย่างไรพวกเขาก็เป็นบัณฑิตมีการศึกษา แม้ว่าพวกเขาจะแสดงสีหน้าอัศจรรย์ใจที่ได้เห็นหน้าหนานกงมั่ว แต่ก็ไม่มีใครมีสีหน้าหรือกิริยาที่เป็นการเสียมารยาทเลย เพียงแต่เมื่อมีสตรีอยู่ด้วยเช่นนี้พวกเขาจะเอ่ยอันใดกันก็ไม่ค่อยสะดวกนัก เมื่อครู่นี้พวกเขาเข้ามาทักทายเพราะชื่นชมในกิริยาท่าทางของคุณชายเซี่ยเจ็ด แต่ตอนนี้กลับรู้สึกกระอักกระอ่วนทำตัวไม่ถูกขึ้นมาแล้ว หนานกงมั่วเข้าใจพวกเขา จึงเอ่ยยิ้มๆ “ถ้าเช่นนั้นพี่ใหญ่ก็คุยกับพวกเขาไปเถิด ข้าจะไปนั่งข้างๆ”
“คือ…” คุณชายเซี่ยเจ็ดอึกอักลังเลเล็กน้อย
หนานกงมั่วยิ้มน้อยๆ “ไม่ง่ายเลยที่จะได้พบกับบัณฑิตทุกท่านเช่นนี้ พี่ใหญ่ก็อย่าได้ปิดกั้นตัวเองเลย ข้าหิวแล้ว จะไปนั่งกินอันใดอยู่ข้างๆ ก็แล้วกัน”
คุณชายเซี่ยเจ็ดได้แต่ต้องตอบตกลง และเรียกเสี่ยวเอ้อร์ไปจัดการห้องส่วนตัวที่อยู่ใกล้ๆ พวกเขา ก่อนจะสั่งให้คนยกของว่างมาให้ หนานกงมั่วลุกขึ้นและพยักหน้าให้ทุกคนก่อนจะเดินจากไป เมื่อทุกคนเห็นความเอื้ออาทรและความเข้าใจอันดีของนางก็รู้สึกชื่นชมคุณหนูท่านนี้มากขึ้น และไม่ได้รู้สึกไม่เห็นด้วยที่สตรีคนหนึ่งอย่างนางจะมาอยู่ที่หอจอหงวนเช่นนี้ เพราะถึงอย่างไรที่เมืองจินหลิงก็ไม่ได้ห้ามไม่ให้กุลสตรีออกจากบ้าน อีกอย่างนางก็มีพี่ชายมาด้วย
คุณชายเซี่ยเจ็ดเข้าใจเจตนาของหนานกงมั่ว เขาปล่อยวางความคิดและสนทนากับบัณฑิตเหล่านี้ ทำตัวเหมือนเป็นบัณฑิตคนหนึ่งที่กำลังจะเข้าสอบจริงๆ เมื่อบัณฑิตเหล่านั้นเห็นว่าเขาพูดได้ดี และมีประเด็นที่น่าสนใจ ก็ยิ่งชื่นชมเขามากขึ้นไปอีก ไม่นานนักเขาก็ถูกรายล้อมด้วยผู้คนมากมาย บรรยากาศตรงนั้นก็คึกคักขึ้นมาทันที
หนานกงมั่วนั่งอยู่ในห้องข้างๆ แต่สามารถได้ยินเสียงข้างนอกได้อย่างชัดเจน ขณะที่นั่งจิบชาก็ฟังคนข้างนอกตีฝีปากกันไปพลาง แล้วก็ต้องส่ายศีรษะด้วยความขบขัน หากฮ่องเต้ไท่ชูต้องการที่จะนำบัณฑิตที่สอบได้ตำแหน่งใหม่ๆ พวกนี้มาใช้งานทันทีจริงๆ ก็คงต้องผิดหวังแล้ว อย่างน้อยๆ พวกเขาก็ต้องใช้เวลาฝึกฝนอีกหลายปีจึงจะใช้การได้จริงๆ กระมัง สิ่งที่น่ากลัวที่สุดคือหลังจากผ่านการฝึกฝนหลายปีไปแล้ว พวกเขาก็ยังไม่สามารถจะกลายเป็นคนที่ฮ่องเต้ไท่ชูสามารถใช้ได้อยู่ดี
หนานกงมั่วครุ่นคิดสักพักก็รวบรวมกำลังภายในควบคุมเส้นเสียงขยับริมฝีปากส่งสารออกไปอย่างเงียบๆ
คุณชายเซี่ยเจ็ดที่อยู่ด้านนอกชะงักไปเล็กน้อยก่อนจะกลับมาเป็นปกติ เขาเปลี่ยนหัวข้ออย่างเป็นธรรมชาติไปพูดคุยเรื่องการดำรงชีวิตของประชาชนและการปกครองท้องถิ่น และแล้วเหล่าบัณฑิตที่เพิ่งจะพูดคุยอย่างลื่นไหลเมื่อครู่นี้ก็หมดคำพูดไปในทันที แม้ว่าจะมีคนพูดต่อได้บ้าง แต่ก็ไม่สามารถแสดงความคิดเห็นออกมาได้ดีนักและคลุมเครือมาก อันที่จริงจะโทษพวกเขาก็ไม่ได้ คนเหล่านี้ส่วนใหญ่อ่านหนังสือปราชญ์ตั้งแต่ยังเด็ก ไหนเลยจะไปเข้าใจชีวิตชาวบ้านและงานราชการ เกรงว่ายังมีอีกหลายคนที่ไม่เคยหาเงินด้วยตัวเองแม้สักอีแปะด้วยซ้ำ พวกเขาอาจวางอุบายขัดแข้งขัดขาคนอื่นได้ดีกว่าการทำความเข้าใจเรื่องวิถีชีวิตชาวบ้านก็ไม่แน่
คุณชายเซี่ยเจ็ดเองก็เข้าใจเจตนาของหนานกงมั่วและฝ่าบาท เขาแอบถอนหายใจเงียบๆ ในใจ อันที่จริงเขาเองก็ไม่เคยทำเรื่องพวกนี้มาก่อน แต่การศึกษาของตระกูลเซี่ยไม่เหมือนบ้านอื่น เขาจึงพอจะเข้าใจอยู่บ้าง ส่วนเรื่องที่จะทำได้มากน้อยแค่ไหนนั้นก็ต้องขึ้นอยู่กับสถานการณ์จริง และนี่ก็เป็นเหตุผลที่คุณชายเซี่ยเจ็ดอยากจะออกไปรับตำแหน่งขุนนางข้างนอก เดิมทีเขาไม่มีโอกาส แต่ในเมื่อตอนนี้เขามีโอกาสแล้วก็ต้องลองฝ่าฟันอุปสรรคดูสักหน่อย อย่างไรก็ยังดีกว่าการอยู่ในเมืองหลวงจินหลิงคอยแย่งชิงอำนาจและผลประโยชน์กว่ามาก
“คุณชายท่านนี้ พวกเราเป็นบัณฑิตผู้เล่าเรียนหนังสือ คุณชายอ้าปากทีไรก็พูดถึงเรื่องเงินทองเรื่องเสบียงอาหารเช่นนี้ไม่ใช่เรื่องทะเยอทะยานหรอกหรือ” การถกเถียงพูดคุยกันตรงนี้ย่อมดึงดูดความสนใจจากผู้อื่น จู่ๆ ชายหนุ่มในวัยยี่สิบกว่าปีก็ลุกขึ้นยืนและถามคุณชายเซี่ยเจ็ดด้วยเสียงอันดัง
คุณชายเซี่ยเจ็ดเลิกคิ้ว ตระกูลเซี่ยเป็นตระกูลบัณฑิตนักวิชาการ แต่ตระกูลเซี่ยก็ไม่เคยสอนเขาว่าเงินเป็นของทะเยอะทะยาน หากความโลภเข้าตาหายใจเข้าออกเป็นเงินนั้นไม่ถูกต้องแน่นอน แต่หากไม่มีเงิน แล้วตระกูลเซี่ยจะเปิดสำนักศึกษาได้อย่างไร ตระกูลเซี่ยจะเลี้ยงดูคนเป็นร้อยในบ้านได้อย่างไร กิจกรรมของคุณชายเหล่านี้ทั้งการเล่นดนตรี หมากรุก เขียนอักษร และวาดภาพ มีสิ่งไหนบ้างที่ไม่ต้องใช้เงินมากมาย แล้วจะทำอย่างไร อย่างไรก็ตาม นี่เป็นครั้งแรกที่มีคนว่าเขาทะเยอทะยาน คุณชายเซี่ยเจ็ดจึงค่อนข้างสงสัยเล็กน้อย เมี่อเขาหันไปมองชายหนุ่มผู้นั้นก็เห็นว่าเป็นผู้ชายรูปร่างสูงเพรียว ใบหน้าจัดได้ว่าหล่อเหลา เพียงแต่ความสูงส่งที่แสดงออกมาทางสีหน้านั้นไม่สามารถปกปิดได้เลย เพียงเห็นแวบเดียวก็รู้แล้วว่าเป็นคนประเภทที่ไม่เคยต้องทำสิ่งใดด้วยตัวเอง รู้จักแต่อ่านหนังสืออย่างเดียวเท่านั้น
คุณชายเซี่ยเจ็ดไม่ได้โกรธ เขาเพียงแต่เอ่ยยิ้มๆ “สิ่งสำคัญสำหรับชีวิตเจ็ดประการ ฟืน ข้าว น้ำมัน เกลือ ซีอิ๊ว น้ำส้มสายชู ชา มีสิ่งไหนที่ไม่ใช้เงินบ้าง ว่ากันว่าอาหารเป็นสิ่งสำคัญที่สุดสำหรับคนเรา ถ้าไม่มีข้าว เราจะอยู่รอดกันได้อย่างไร คำว่าทะเยอทะยาน[1] แม้ข้าน้อยจะไม่รู้คำว่าหยาบคายที่แยกออกมานี้มีความกมายว่าความสามารถธรรมดาพื้นๆ หรือไม่ แต่คำว่าธรรมดาสามัญนี้ ข้าจะรับไว้ เมื่อเข้าเป็นขุนนางในราชสำนัก ย่อมต้องการการก้าวหน้าไปอย่างราบรื่น คงไม่อาจกลายเป็นเทพเซียนบนสวรรค์ไปได้”
หากเจ้าไม่ทะเยอทะยาน แล้วเหตุใดต้องดิ้นรนเพื่อมาสอบให้ทันด้วย ไม่เร้นกายในภูเขาป่าลึกดื่มน้ำค้างไปเล่า
ชายหนุ่มสำลักไปเล็กน้อยและสีหน้าของเขาก็ดูย่ำแย่ทันที เขาแค่นเสียงออกมาเบาๆ ก่อนจะเอ่ย “เรื่องเล็กน้อยเหล่านี้ย่อมมีบ่าวรับใช้ดูแลอยู่แล้ว คุณชายยังต้องไปดูแลเองอีกหรือ”
คุณชายเซี่ยเจ็ดมองหน้าชายหนุ่มด้วยท่าทางครุ่นคิดก่อนจะพยักหน้าน้อยๆ “ข้าเห็นว่าคุณชายก็ไม่ได้มีอันจะกินเท่าไรนัก ที่จริงแล้วท่านจะดูแลเรื่องบางเรื่องเองบ้างก็ย่อมได้”
“เจ้า!” ใบหน้าของชายแดงก่ำขึ้นมาทันที เขาจ้องหน้าคุณชายเซี่ยเจ็ดด้วยความโกรธ
หลี่ซวี่และคนอื่นๆ ที่อยู่ข้างๆ รีบดึงตัวคุณชายเซี่ยเจ็ดไว้ทันที คำพูดของเขาออกจะเกินไปหน่อย พวกบัณฑิตรักศักดิ์ศรีหน้าตาตัวเองกันทั้งนั้น ต่อให้เขาจะรู้ว่าคนอื่นขัดสนเงินทองก็ไม่ควรที่พูดออกมาเพื่อสร้างความอับอาย แต่ชายหนุ่มคนนั้นก็แต่งตัวดูดี เสื้อผ้าใหม่เอี่ยม ดีพวกเขาเล็กน้อยเสียด้วยซ้ำ ไม่รู้ว่าทำไมพี่เซี่ยผู้นี้จึงได้ตัดสินว่าเขาไม่ร่ำรวย
แม้จะเป็นเรื่องจริงก็ไม่ควรพูดออกมาตรงๆ เช่นนี้ ต่อไปทุกคนจะต้องเป็นขุนนางในราชสำนักอย่างเลี่ยงไม่ได้อยู่แล้ว การกระทำเช่นนี้จะไม่เป็นการสร้างความบาดหมางกันหรือ เขาเป็นคุณชายตระกูลใหญ่ที่ไม่รู้เรื่องรู้ราวอย่างนั้นหรือ
[1] ทะเยอทะยาน มาจากคำว่า 庸俗 ซึ่งเมื่อแยกออกจากัน คำว่า 庸 หมายถึง ธรรมดาสามัญ 俗 หมายถึงหยาบคาย