หมอหญิงยอดมือสังหาร - ตอนที่ 1225 จังหวะในการก่อเรื่อง
ตอนที่ 1225 จังหวะในการก่อเรื่อง
กลางดึก ในห้องขังกองปัญจทิศคุ้มกันเมือง หนานกงมั่วคลุมผ้าคลุมสีน้ำเงินปักขนสีขาว นั่งสง่าผ่าเผยอยู่บนเก้าอี้ที่วางชิดผนังห้องขัง ห่างออกไปไม่ไกล ตระกูลลิ่นแม่ลูกถูกมัดติดกับเสารวมอยู่ด้วยกัน บนร่างกายไม่ได้มีร่องรอยบาดแผลใดๆ ยิ่งไม่มีรอยเลือด ทว่าเพียงมองไปที่ท่าทางอ่อนเพลียของลิ่นฉังอวิ๋นก็รู้แล้วว่าได้รับความลำบากอยู่ไม่น้อย
หนานกงมั่วเท้าคางขมวดคิ้วมองแม่ลูกตระกูลลิ่นตรงหน้า ดวงตาฉายแววความเบื่อหน่าย เอ่ย “ไต่สวนมานานเพียงนี้ ยังไม่ได้ความอีกหรือ”
ฉินจื่อซวี่กุมขมับ รู้สึกละอายใจเป็นอย่างยิ่ง “กระหม่อมไร้ความสามารถ พระชายาได้โปรดอภัยด้วยพ่ะย่ะค่ะ”
หนานกงมั่วโบกปัดมือ ความสามารถของฉินจื่อซวี่นางรู้ดี ถามไม่ได้ความแน่นอนว่าไม่ใช่เขาที่ไร้ความสามารถ แต่ลิ่นฉังอวิ๋นดูแล้วก็ไม่เหมือนคนที่มีความอดทนนี่นา ต่อให้เขามีความอดทน ลิ่นฉังอาน ลิ่นฮูหยิน และลิ่นฮั่นทั้งสามคงจะไม่ใช่อย่างแน่นอน หนานกงมั่วครุ่นคิด เอ่ยถาม “หรือว่า…พวกเขาจะไม่รู้อันใดเลยจริงๆ”
ฉินจื่อซวี่ไม่เชื่อนัก เรื่องในครั้งนี้ตระกูลลิ่นมีส่วนเกี่ยวข้องอย่างแน่นอน ทุกคนต่างเป็นลูกหลานตระกูลขุนนาง ต่อให้โชคร้ายเลือกผิดแล้วก็ไม่มีทางไม่รู้แม้กระทั่งว่าคนที่ขุดหลุมเป็นใคร ในหลุมมีสิ่งใด ขุดหลุมไปทำไมต่างก็ไม่รู้เลยหรือ หากเป็นเช่นนี้ยังกล้าที่จะกระโดดลงหลุมโดยไม่มีข้อโต้แย้ง เช่นนั้นก็โง่เขลานัก แต่เมื่อนึกถึงเรื่องเมื่อบ่ายวันนี้ นอกจากวิธีฉีกเนื้อหนัง วิธีพื้นฐานต่างก็ทดลองมาหมดแล้ว ลิ่นฉังอวิ๋นคงไม่ยอมหลุดปาก ถามอันใดก็ตอบไม่รู้ คิดว่าผู้นี้มิใช่แข็งข้อ แต่ไม่รู้อันใดเลยจริงๆ อย่างนั้นหรือ
ฉินจื่อซวี่มองไปที่สายตาของลิ่นฉังอวิ๋น ยิ่งเข้าใกล้ยิ่งเห็นว่าโง่เง่า ลิ่นฉังเฟิงถูกแม่ลูกเช่นนี้รังแกมาตลอดสิบกว่าปีสุดท้ายถูกไล่ออกจากจวนอย่างนั้นหรือ คุณชายฉินคิดว่าเขาควรต้องทบทวนสติปัญญาของคุณชายฉังเฟิงอีกครั้งหรือไม่ ลิ่นฉังอวิ๋นราวกับถูกสายตาเยี่ยงนั้นมองมาเกิดความละอายกลายเป็นความโกรธ บทสนทนาของหนานกงมั่วและฉินจื่อซวี่ไม่ได้ปิดบังเขา จ้องฉินจื่อซวี่เขม็งทว่ายังไม่เอ่ยสิ่งใด เพียงแต่สายตาเริ่มทะมึนร้ายกาจขึ้นมา
ราวกับเจอเค้าลางใหม่ ฉินจื่อซวี่นั่งกลับลงไปอีกครั้ง เอ่ยถาม “ในเมื่อเจ้าไม่รู้อันใดเลย หากว่าจอมยุทธ์เหล่านั้นลิ่นฉังอานไปจ้างตามท้องถนน แล้วไยอยู่ดีๆ เขาต้องไปจ้างจอมยุทธ์เหล่านั้นมาเป็นโขยงเล่า” วันนี้ลิ่นฉังอวิ๋นได้รับความลำบากไม่น้อย ยามนี้ได้ยินฉินจื่อซวี่เอ่ยถามซ้ำคำถามเดิม ยิ่งรู้สึกหงุดหงิดมากขึ้น “ข้าบอกไปแล้ว เพื่อป้องกันลิ่นฉังเฟิง เขามีวรยุทธ์สูงเพียงนั้น ลูกน้องยังมียอดฝีมือจำนวนไม่น้อย เกิดวันใดคิดร้ายต่อพวกเราจะทำเยี่ยงไร”
ฉินจื่อซวี่ไม่ตอบรับทว่าไม่ปฏิเสธ ดีดนิ้วเบาๆ เอ่ย “ความจริงคือพวกเจ้าคิดร้ายต่อลิ่นฉังเฟิง วางแผนสังหารขุนนางขั้นสามของราชสำนัก มีความกล้าไม่น้อยนี่”
“ข้าไม่ได้คิดอยากสังหารเขา” ลิ่นฉังอวิ๋นเอ่ยด้วยความโกรธ นี่เป็นความจริง ไม่ว่าเขาจะเกลียดลิ่นฉังเฟิงมากเพียงใด กระทั่งบางครั้งรู้สึกว่าอีกฝ่ายตายไปคงจะดี แต่แรกเริ่มเดิมที วันนี้เขาไม่ได้คิดจะสังหารลิ่นฉังเฟิง ฉินจื่อซวี่ไม่เห็นด้วย เอ่ยถามต่อ “ช่วงนี้ตระกูลลิ่นจ่ายเงินออกไปกว่าสามแสนตำลึงเงิน ส่งให้ตระกูลจูหรือ เพื่ออันใด”
ลิ่นฉังอวิ๋นส่งเสียงหยัน เอ่ย “เช่นนั้นแล้วอย่างไร น้องหกแต่งเข้าตระกูลจู ข้าให้สินเจ้าสาวนางมิได้หรือ ต่อให้ข้าส่งเงินสามแสนตำลึงเงินให้ตระกูลจู ผิดกฎหมายหรือ”
ฉินจื่อซวี่มองสำรวจเขา เอ่ยด้วยรอยยิ้ม “สินเจ้าสาวสามแสนตำลึง ใจกว้างเสียจริง ข้ารู้ว่าเจ้ากำลังคิดอันใด เพียงแต่เจ้าคงความจำไม่ดีต้องการให้ข้าเอ่ยเตือน คิดจะจัดการกับเจ้าข้าไม่จำเป็นต้องสืบสาวว่าเจ้าสมรู้ร่วมคิดกับผู้ใดหรือเข้าร่วมกับกลุ่มไหนใดๆ ทั้งสิ้น อาศัยที่เจ้าคิดปองร้ายลิ่นฉังเฟิงในวันนี้ เจ้าอย่าได้คิดว่าจะเดินออกไปจากห้องขังได้อย่างมีความสุข อ้อ เดิมทีมีคนฉุดเจ้าขึ้นมาได้ แต่เจ้าว่าหากข้านำเงินสามแสนตำลึงเงินทูลต่อฝ่าบาท เจ้าลองทายว่าเจ้านายใหม่ของเจ้าจะกล้าออกหน้าเอ่ยแทนเจ้าหรือไม่”
ลิ่นฉังอวิ๋นกัดฟัน “ฉินจื่อซวี่ ข้าไม่ได้มีความแค้นกับเจ้า…”
ฉินจื่อซวี่ยิ้มเย็น พรุ่งนี้หากเกิดเรื่อง อย่าได้เอ่ยถึงความแค้นเลย ใครก็อย่าหวังว่าจะได้มีชีวิตที่ดีเลย
หนานกงมั่วนวดหัวคิ้ว เอ่ย “ดึกแล้ว พรุ่งนี้ยังมีธุระ ดูเหมือนเขาจะไม่รู้อันใดจริงๆ อย่าได้เสียเวลาเลย จัดการด้วยข้อหาคิดร้ายต่อขุนนางในราชสำนักเถิด”
ฉินจื่อซวี่พยักหน้าตอบรับด้วยท่าทางนอบน้อม “พระชายากล่าวถูกแล้วพ่ะย่ะค่ะ ดูเหมือนที่นี่คงไม่ได้เบาะแสอันใดแล้ว พระชายาจะกลับไปพักผ่อนก่อนหรือไม่”
หนานกงมั่วพยักหน้าลุกขึ้น เอ่ยตอบ “ก็ดีเหมือนกัน”
เห็นว่าหนานกงมั่วจะไปจริงๆ สายตาที่ฉินจื่อซวี่มองเขายิ่งเยือกเย็นมากขึ้นเรื่อยๆ ลิ่นฉังอวิ๋นเริ่มกระสับกระส่าย เขาไม่ได้โง่ถึงเพียงนี้ มาถึงขั้นนี้แล้วพอคาดเดาได้แล้วว่าเกรงว่าคงมีเรื่องใหญ่ที่เขาไม่รู้เกิดขึ้นแล้ว สิ่งที่ฉินจื่อซวี่เอ่ยเมื่อครู่ปิดตายความหวังทุกทางของเขา หากมีเรื่องใหญ่อันใดที่เขาไม่รู้เกิดขึ้นและเขายังเข้าร่วมอยู่ในนั้น เกรงว่าสุดท้ายคงไม่ใช่เขาเพียงผู้เดียว ทว่าตระกูลลิ่นทั้งตระกูลคงได้จบสิ้นแล้ว แต่เขากลับนึกไม่ออกว่ามีเรื่องอันใดกันแน่ หากบอกว่าเขาลอบอาศัยเจิ้งอ๋อง นี่นับว่าเป็นเรื่องใหญ่หรือไม่ ในเมืองจินหลิงคนที่เลือกฝั่งไม่มีหนึ่งร้อยก็มีแปดสิบ ยุคใดสมัยใดไม่มีเรื่องเช่นนี้กัน หากจวนฉู่อ๋องคิดกำจัดตระกูลลิ่นด้วยเหตุผลเช่นนี้ ฉู่อ๋อง ท่านอ๋องพระองค์นี้คงได้เป็นเพียงเท่านี้แล้ว
เช่นนั้น…มันเรื่องอันใดกันแน่
ยิ่งคิดยิ่งร้อนรน ลิ่นฉังอวิ๋นกระวนกระวายใจจนเหงื่อซึมตามขมับ
เขาจะต้องเอ่ยอันใดบางอย่าง หากไม่เอ่ยในสิ่งที่พระชายาฉู่อ๋องต้องการ พวกเขาสี่แม่ลูกเกรงว่าคงไม่อาจมีชีวิตรอดได้อีกแล้ว ต่อให้จะไม่มีเรื่องอันใดก็ตาม ใครจะรู้ว่าฉินจื่อซวี่จะยัดเยียดความผิดอันใดให้เขาหรือไม่
“ช้าก่อน” มองเห็นว่าหนานกงมั่วกำลังจะเดินออกจากห้องขังไปแล้ว ลิ่นฉังอวิ๋นจึงเอ่ยเรียกขึ้นมา หนานกงมั่วหยุดเท้าทว่าไม่ได้หันกลับมา ลิ่นฉังอวิ๋นกลืนน้ำลาย กัดฟันพลางเอ่ย “คุณชายใหญ่จูบอกกับฉังอานว่าช่วงนี้จินหลิงค่อนข้างวุ่นวาย ให้พวกเราหาคนคุ้มกันความปลอดภัยเพิ่ม จอมยุทธ์พวกที่หนีไปเป็นคนที่พวกเราใช้เงินหามา คนที่เก่งกาจไม่กี่คนนั่นไม่ใช่ พวกเขาเป็นคนของคุณชายใหญ่ตระกูลจู บอกว่ามาพักในจวนชั่วคราว คนอย่างคุณชายใหญ่ตระกูลจูไหนเลยจะเลี้ยงดูยอดฝีมือเหล่านั้นได้ ข้านึกว่า…นึกว่าเจิ้งอ๋องอยากลอบเลี้ยงยอดฝีมือเอาไว้สู้กับฉู่อ๋อง ดังนั้นจึงได้เรียกคนเหล่านั้นมา อย่างไรใครๆ ต่างก็รู้ดีว่าลูกน้องของฉู่อ๋องมียอดฝีมือมากมาย…เพียงให้ที่พักแก่พวกเขาก็สามารถซื้อใจเจิ้งอ๋องได้ ดังนั้นจึง…”
หนานกงมั่วหันกลับมาสบตากับฉินจื่อซวี่ เห็นว่าพวกเขาไม่เอ่ยวาจา ลิ่นฉังอวิ๋นจึงร้อนใจขึ้นมา “ข้าเอ่ยความจริง เรื่องเช่นนี้มิใช่เพียงตระกูลข้าที่ทำ มีหลายตระกูลที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับจวนเจิ้งอ๋องและตระกูลจูต่างก็ทำเช่นกัน ส่วนเงินสามแสนตำลึงเงินนั่น ไม่ใช่เพียงพวกเรา สิบตระกูลใหญ่ในจินหลิง อย่างน้อยก็มีสามตระกูลที่ลอบส่งเงินให้ตระกูลจู ขุนนางในราชสำนักเหล่านั้นยิ่งไม่ต้องเอ่ยถึง หากข้าไม่ส่งให้ ไหนเลยจะมีตำแหน่งต่อหน้าเจิ้งอ๋องกันเล่า”
หนานกงมั่วหลุบตาลง “ตระกูลใดบ้างที่รับเลี้ยงดูคนในยุทธภพ เขียนออกมา”
ไม่นานก็มีคนนำกระดาษมาให้ ลิ่นฉังอวิ๋นก็รู้ว่าเรื่องราวไม่ปกติแล้วจึงเขียนสิ่งที่ตนเองรู้ออกมา เดิมไม่ได้รู้สึกอันใด แต่เมื่อตกอยู่ในสถานการณ์ที่ถูกบีบบังคับมานานจนถึงตอนนี้จึงเริ่มมีสติขึ้นมาบ้าง หากเจิ้งอ๋องต้องการเลี้ยงดูจอมยุทธ์เพียงซ่อนเอาไว้ในที่ที่คนไม่รู้ก็พอ จะแบ่งไปอยู่ในจวนตระกูลใหญ่ในจินหลิงเพื่อสิ่งใด เห็นชัดว่าต้องการสร้างเรื่องชัดๆ คิดมาถึงตรงนี้ ลิ่นฉังอวิ๋นพลันตกใจจนเหงื่อท่วม
ได้รายชื่อที่ลิ่นฉังอวิ๋นเขียนออกมา สีหน้าของหนานกงมั่วยิ่งเย็นยะเยือกดุจน้ำแข็ง ยื่นไปให้หนานกงชวี่ที่อยู่ด้านข้าง เอ่ยเสียงเข้ม “พี่ใหญ่ ควบคุมตัวเถิด ข้าจะให้ซิงเวยและชิวหยางไปช่วย”
หนานกงชวี่พยักหน้าเงียบๆ หันหลังเดินออกไป
เช้าวันต่อมา ท้องถนนในเมืองจินหลิงถูกคนเก็บกวาดจนสะอาดสะอ้าน สองข้างวางดอกไม้ตามฤดูกาลนานาชนิด โคมไฟหลากสีสันมีมากกว่าเทศกาลปีใหม่ที่ผ่านมากว่าสามเท่า วันพระบรมราชสมภพของฮ่องเต้ เว้นโทษอาญาแผ่นดิน ประชาชนร่วมเฉลิมฉลอง แน่นอน ฮ่องเต้ไท่ชูไม่ใช่กษัตริย์ที่ชอบมีบุญคุณ แน่นอนว่าเขาไม่มีทางลดโทษผู้คนที่กระทำผิดเพื่อซื้อใจประชาชน ทว่าเลือกอีกวิธีที่เป็นที่ยอมรับของประชาชน…ลดภาษี
ภาษีของต้าเซี่ยแน่นอนว่าไม่ได้หนักเท่านยุคสมัยของเป่ยหยวน แต่อย่างไรตั้งแต่อดีตนับพันปีจนถึงปัจจุบันก็ไม่นับว่าน้อย อย่างไรต้าเซี่ยก็ก่อตั้งประเทศได้ไม่ถึงห้าสิบปี จำต้องฟื้นฟู หลายปีนี้ยังมีสงครามไม่หยุด ไม่ว่าจะเป็นตอนเหนือหรือตอนใต้ความจริงแล้วภาษีก็นับว่าเก็บภาษีหนัก ฮ่องเต้ไท่ชูขึ้นครองบัลลังก์ เดิมทีก็มาเพื่อต่อลมหายใจให้แก่ประชาชน ประกาศลดภาษีในยามนี้นับว่าเหมาะสม แม้ฮ่องเต้ไท่ชูรีบร้อนอยากจัดการกับคนเป่ยหยวน แต่ก็เข้าใจว่าไม่อาจรวดเร็วได้ดังที่ใจต้องการ หากจงหยวนไม่มั่นคง ยังจะเอ่ยถึงการสู้รบทางเหนือได้อย่างไร
ดังนั้นเมื่อข่าวนี้ถูกประกาศออกไป ประชาชนทั่วทั้งต้าเซี่ยจึงคึกคักขึ้นมา กู่ร้องทรงพระเจริญหมื่นปีด้วยความยินดี
สำหรับประชาชนแล้ว ใครจะเป็นฮ่องเต้ความจริงไม่เกี่ยวอันใดกับพวกเขา สิ่งสำคัญก็คือผู้ใดที่ทำให้พวกเขามีชีวิตที่ดีได้ ผู้ใดขึ้นครองบัลลังก์พวกเขาได้จ่ายภาษีน้อยลง ได้ใช้แรงงานน้อยลง ส่วนใครจะถูกต้องตามธรรมเนียมหรือใครจะชิงบัลลังก์ ความจริงไม่ได้มีความสำคัญเพียงนั้น
รุ่งเช้า เยาเยาและอานอานก็ถูกองค์หญิงฉังผิงพาเข้าวังไปแล้ว แม้คุณชายเสียนเกอจะไม่ได้มีบรรดาศักดิ์และไม่มีตำแหน่ง ลูกศิษย์กับอาจารย์ต่างก็ได้รับเทียบเชิญอย่างเป็นทางการ ถูกเชิญเข้าร่วมงานเลี้ยงฉลองในวังในฐานะแขกผู้สูงส่ง เดิมทีชายชราและอาจารย์อาเหวินเหรินไม่ได้มีความสนใจต่องานเลี้ยงเช่นนี้ แต่เมื่อได้ยินว่าอาจมีการลอบปลงพระชนม์ในวันนั้นจึงเข้าวังมาพร้อมกับคุณชายเสียนเกอ เกิดพวกไม่มีตานั่นทำให้เด็กทั้งสองต้องบาดเจ็บ ไม่รู้พวกเขาจะปวดใจเพียงใด โดยเฉพาะเยาเยาที่เคยถูกกงอวี้เฉินลักพาตัว จึงกลายเป็นเรื่องสำคัญไปแล้ว หลังจากที่เด็กทั้งสองถูกองค์หญิงฉังผิงพาเข้าไปถวายพระพรฮองเฮาก็ถูกส่งต่อให้อาจารย์และอาจารย์อา ผู้อาวุโสทั้งสองอายุต่างก็มากแล้ว วังหลังของฮ่องเต้ไท่ชูมีเพียงไม่กี่คน ดังนั้นจึงไม่ต้องหลบเลี่ยงมากนัก
หนานกงมั่วที่อยู่จวนฉู่อ๋องได้ยินองครักษ์ที่ติดตามองค์หญิงฉังผิงกลับมารายงานจึงยกยิ้มขึ้นมาโดยไม่อาจควบคุมได้ วางใจขึ้นมาแล้วจริงๆ เด็กทั้งสองมีอาจารย์และอาจารย์อาคอยดูแล วันนี้ไม่ว่าจะเกิดอันใดขึ้นนางและเว่ยจวินมั่วก็ไม่ต้องเป็นห่วงเด็กทั้งสองแล้ว โบกมือบอกให้องครักษ์กลับไปคุ้มกันองค์หญิงฉังผิงต่อ หนานกงมั่วก้มหน้าพลิกดูของที่อยู่ในมือ อย่ามองว่าวันนี้เป็นงานเลี้ยงวันพระบรมราชสมภพเลย นางก็ยังไม่อาจสะบัดมือไปร่วมสนทนากับเหล่าสตรีทั้งหลายได้ ยังมีเรื่องอีกมากมาย แต่เมื่อนึกถึงสถานการณ์ที่ต้องนั่งร่วมพูดคุยอยู่กับสตรีเหล่านั้น หนานกงมั่วพลันฮึกเหิม ทำงานดีกว่า
“พระชายา”
ชวีเหลียนซิงยกบัญชีกองใหญ่เข้ามา ไม่รอให้นางคารวะ หนานกงมั่วก็เอ่ยปาก “ฝั่งฉังเฟิงมีข่าวหรือยัง” เทียบกับก่อนหน้า ชวีเหลียนซิงดูซีดเซียวขึ้น ยังคงสวมชุดเมื่อวานที่สวมใส่ประจำ ดวงตามีเส้นเลือดสีแดง เห็นได้ชัดว่าไม่ได้นอนมาทั้งคืน
ชวีเหลียนซิงพยักหน้า ส่งบัญชีในมือไปตรงหน้าหนานกงมั่ว เอ่ย “รายงานพระชายา เมื่อคืนคุณชายฉังเฟิงตรวจสอบบัญชีของกรมคลังช่วงสิบปีมานี้ หักค่าใช้จ่ายสิ้นเปลืองตามปกติ พบว่ามีเงินจำนวนหนึ่งมีที่ไปไม่ชัดเจนจริงๆ เพคะ”
หนานกงมั่วพลิกเปิดบัญชี เปิดไปที่หน้าสุดท้าย มองเห็นตัวเลขด้านบนกลับชะงัก เลิกคิ้วเอ่ย “สองแสนตำลึงหรือ”
ชวีเหลียนซิงพยักหน้า เอ่ย “มีเพียงก้อนนี้ที่น่าสงสัยที่สุดเพคะ เงินสองแสนตำลึงทองนี้ถูกจ่ายออกไปเป็นค่าใช้จ่ายทางการทหารในช่วงต้นเดือนแปดปีที่แล้ว แต่ว่าความจริงแล้วเงินพวกนี้ไม่ได้ใช้จ่ายทางการทหารเลยเพคะ ตำลึงทองหลังจากออกจากคลังหลวงก็ไม่เห็นแม้เพียงเงา เพราะเป็นช่วงเวลาที่กองทัพทั้งสองฝ่ายกำลังอยู่ในช่วงตึงเครียด ราชสำนักมีเรื่องมากมาย กรมคลังก็ไม่มีเวลาสนใจเงินก้อนนี้ รอจนฝ่าบาทขึ้นครองบัลลังก์แล้ว…”
“ทำไมหรือ” หนานกงมั่วเอ่ยถาม
ชวีเหลียนซิงเอ่ย “ก่อนหน้านี้ขุนนางฝ่ายบุ๋นในราชสำนักรวมกลุ่มกันท้าทายอำนาจฝ่าบาทจึงถูกฝ่าบาทปลดออกจากตำแหน่งแล้วเพคะ เจ้ากรมคลังคนปัจจุบันเป็นคนของฝ่าบาท ดังนั้น…เขาเองก็ไม่รู้เบื้องลึกของสถานการณ์ที่เกิดขึ้น พวกเราส่งคนไปหาชายชราผู้นั้น พบว่าเขาตายไปตั้งแต่ปีที่แล้วแล้วเพคะ”
“สองแสนตำลึงทอง…ไม่ใช่จำนวนน้อยๆ “ หนานกงมั่วเอ่ย “ต่อให้ตอนนั้นมีเรื่องมากมาย ไม่มีทางที่เซียวเชียนเยี่ยจะไม่ถามนี่นา”
ชวีเหลียนซิงส่ายศีรษะ แม้ตอนนี้เซียวเชียนเยี่ยจะเป็นเพียงจวิ้นอ๋องที่ไม่มีอำนาจ แต่อย่างไรก็มีฐานะที่พิเศษ ไม่มีคำอนุญาตจากฝ่าบาท ต่อให้พวกเขาสงสัยเพียงใดก็ไม่อาจวิ่งไปถามเขาถึงที่จวนได้ แน่นอนว่าหนานกงมั่วเองก็เข้าใจในเรื่องนี้ เอ่ยถาม “มีเพียงสองแสนตำลึง ที่เหลือเล่า”
ชวีเหลียนซิงเอ่ย “กลมคลังไม่มีที่ใดให้ตรวจสอบได้แล้วเพคะ เวลานานแล้วต่อให้อยากทำบัญชีปลอมก็ไม่ง่ายเพียงนั้น” ยิ่งไปกว่านั้น เงินหนึ่งล้านตำลึงทองเลยนะ มีค่าเท่ากับสิบล้านตำลึงเงิน แม้แต่สำหรับคลังหลวงเองก็ยังไม่ใช่จำนวนน้อยๆ หากเงินมากมายเพียงนี้หายไปจากคลังหลวงแล้วไม่มีใครรู้ เจ้ากรมคลังก็คงไม่ต้องมีชีวิตอยู่อีกต่อไปแล้ว
“เพียงแต่เมื่อคืนพวกเรายังตรวจสอบบัญชีของเชื้อพระวงศ์ในช่วงหลายปีมานี้ทั้งคืน พบว่า…”
“พบสิ่งใดหรือ”
“เมื่อครั้งที่จวนผิงชวนถูกยึดทรัพย์แล้ว ทรัพย์สินของผิงชวนจวิ้นอ๋องกลับไม่ได้เข้าสู่คลังหลวง และไม่พบในบัญชีของคลังในวังหลวงเพคะ” เดิมทีคลังในวังหลวงไม่ได้อยู่ในความดูแลของลิ่นฉังเฟิง เพียงแต่ฮ่องเต้ไท่ชูนึกขึ้นมาได้จึงให้ลิ่นฉังเฟิงตรวจสอบไปพร้อมๆ กัน อย่างไรเขาก็ไม่มีเงิน และไม่กลัวว่าลิ่นฉังเฟิงจะยักยอกไป เวลาไม่ถึงหนึ่งวันหนึ่งคืน ต่อให้ลิ่นฉังเฟิงพาคนทั้งกรมคลังและจ้างคนภายนอกเข้ามา คิดอยากตรวจสอบบัญชีคลังในวังหลวงทั้งหมดก็นับว่าเป็นงานใหญ่ยิ่งนัก แม้ตอนนี้ชวีเหลียนซิงจะตอบคำถามของหนานกงมั่วได้อย่างชัดเจน แต่ในหัวของนางตอนนี้ราวกับมีบัญชีมากมายลอยไปมาอยู่ในหัว
หนานกงมั่วครุ่นคิด “ผิงชวนจวิ้นอ๋อง…เหมืองทองหลิงโจว”
ตอนนั้นผิงชวนจวิ้นอ๋องและเซียวเชียนเยี่ยร่วมกันคุมเหมืองทองที่หลิงโจว และจากความสัมพันธ์ของพวกเขาในตอนนั้นดูเหมือนเซียวฉุนจะเป็นคนเอาส่วนที่มากไป ทรัพย์สินของผิงชวนจวิ้นอ๋องผู้นั้น…คิดมาถึงตรงนี้ หนานกงมั่วจึงถอนหายใจเบาๆ เงยหน้ามองใบหน้าซีดเซียวของชวีเหลียนซิง เอ่ย “ข้ารู้แล้ว เมื่อคืนลำบากเจ้าแล้ว เจ้ากลับไปพักผ่อนก่อนสักสองชั่วยาม ดูแลตนเองก่อนค่อยคุยเรื่องอื่นเถิด เรื่องในวันนี้เกรงว่าคงมีไม่น้อย”
“เพคะ พระชายา เหลียนซิงขอตัวลาเพคะ” ชวีเหลียนซิงเองก็ไม่ปฏิเสธ ก้าวถอยออกไป อย่างไรนางก็ไม่อาจเทียบกับคนมีวรยุทธ์ ลิ่นฉังเฟิงยังคงสดใสแม้จะยุ่งมาทั้งคืน แต่ตอนนี้นางไม่เพียงรู้สึกปวดขมับ ยังรู้สึกหนักหัวอีกด้วย หากยังไม่พักเกรงว่าคงได้ล้มป่วยกันพอดี
หลังจากมองชวีเหลียนซิงเดินโซเซออกไป หนานกงมั่วพลันยกยิ้มอย่างอดไม่ได้ ส่ายศีรษะลุกขึ้น ถือบัญชีที่ชวีเหลียนซิงให้มาเมื่อครู่เดินตรงออกไป