หมอหญิงยอดมือสังหาร - ตอนที่ 1235-2 ราชโองการประหาร
ตอนที่ 1235-2 ราชโองการประหาร
เพียงแต่องครักษ์ที่ยืนอยู่อีกฝั่งเองก็ลงมือเช่นกัน ดาบฟันไปขวางตรงหน้าหนิงอ๋อง หนิงอ๋องจำต้องถกมือกลับมา
“ท่านอ๋อง”
ภาพเลือดนองที่น่ากลัวในใจของทุกคนไม่ได้เกิดขึ้น มือเรียวขาวราวกับหยกเข้าคว้าด้านหลังของดาบคมที่อยู่ห่างจากลำคอของฉีอ๋องไม่ถึงสามชุ่น มืออีกข้างผลักฉีอ๋องออกไปเบาๆ องครักษ์ที่ลงมือเองก็ตกใจ เงยหน้ามองหญิงงามร่างระหงในอาภรณ์สีแดงตรงหน้า
หนานกงมั่วยิ้มบาง เอ่ย “คนที่ต้องการสังหารข้ามีมาก คนที่สังหารข้าได้ก็มีไม่น้อย แต่ว่าไม่รวมพวกเจ้าและนายของพวกเจ้าอย่างแน่นอน”
คนชุดสีเทาหลายคนพุ่งเข้ามาในห้องรับรอง ล้อมหนานกงมั่วและองครักษ์ที่ถือดาบผู้นั้นเอาไว้ แม้ด้านนอกจะมีศัตรูที่มีอาวุธครบมือ แต่สำหรับยอดฝีมือเหล่านี้แล้วมิได้มีประโยชน์มากนัก ยิ่งไปกว่านั้นองครักษ์เหล่านั้นสนใจเพียงออกไม่สนใจเข้า หลายคนพุ่งเข้ามากะทันหัน คนด้านนอกยังไม่ทันได้สติพวกเขาก็เข้ามาถึงห้องโถงด้านในแล้ว
สีหน้าขององครักษ์ผู้นั้นพลันเปลี่ยน เอ่ยด้วยรอยยิ้มเย็น “ดูเหมือนพระชายาฉู่อ๋องอยากขัดราชโองการ”
หนานกงมั่วปล่อยมือที่คว้าดาบเอาไว้ ตวัดมือผลักคนตรงหน้าออก เอ่ย “ยามนี้เอ่ยถึงเรื่องนี้มีประโยชน์หรือ พวกเจ้าทำอันใดกับเสด็จแม่”
องครักษ์ยิ้มเย็นไม่เอ่ยวาจา หนานกงมั่วกลับไม่คิดบีบบังคับ สะบัดเส้นไปที่ข้อมือ เส้นด้ายเคลื่อนไหวราวกับงูพุ่งออกไป ดึงขันทีที่ซ่อนตัวอยู่ด้านข้างออกมาอยู่ตรงหน้าตนเอง ขันทีผู้นั้นตกใจไม่น้อย รีบคุกเข่าลงร้องไห้สะอึกสะอื้น “พระชายาช่วยด้วยพ่ะย่ะค่ะ ฮองเฮา…ฮองเฮาถูกคนพวกนี้จับตัวเอาไว้พ่ะย่ะค่ะ”
หนานกงมั่วเข้าใจทันใด มองเห็นสถานการณ์ตรงหน้านางก็รู้แล้วว่าฮองเฮาต้องเกิดเรื่อง คนชุดเทาเอ่ยเสียงเบาเพียงไม่กี่ประโยคที่ข้างหูหนานกงมั่ว หนานกงมั่วถอนหายใจด้วยความเสียดาย
หนานกงมั่วมองหลายคนตรงหน้าอยู่ชั่วครู่ ก่อนจะถอนหายใจพลางเอ่ย “เรื่องมาถึงขั้นนี้แล้ว พระชายาเจิ้งอ๋องออกมาเถิด”
ได้ยินเช่นนั้นทุกคนพลันตกตะลึง แม้แต่ฉีอ๋องและหนิงอ๋องยังหันไปมองหนานกงมั่วด้วยใบหน้าตื่นตะลึง ราวกับกำลังถามว่านางเข้าใจผิดแล้วหรือไม่ แม้ฉีอ๋องและหนิงอ๋องจะไม่ได้ชื่นชอบเซียวเชียนเหว่ยผู้มีความทะเยอทะยานนัก แต่ต่างก็คิดว่าหากผ่านไปอีกหลายปีเซียวเชียนเหว่ยอาจเข้าตาจน แต่ยามนี้เกรงว่าเซียวเชียนเหว่ยคงไม่มีความกล้านี้
“พี่สะใภ้ช่างฉลาดเกินคน…ทำให้คนรังเกียจยิ่งนัก” เสียงของจูชูอวี้ดังเข้ามา ทุกคนรีบหันไปมองจูชูอวี้ที่อยู่ในชุดพระชายาชินอ๋องที่ยืนนิ่งอยู่หน้าประตูกำลังมองมายังหนานกงมั่ว ใบหน้าเย็นชาขาวซีดเล็กน้อย ดอกบัวที่ถูกวาดอย่างประณีตอยู่ใต้ตายามนี้มีความน่าหลงใหลและเย็นยะเยือกขึ้นมาหลายส่วน
คนที่ยืนบังอยู่หน้าประตูค่อยๆ ถอยออกไป มองสตรีในอาภรณ์แดงทั้งสองที่กำลังเผชิญหน้ากันเงียบๆ
หนิงอ๋องถอนหายใจ ดึงฉีอ๋องมายืนอยู่ด้านหลังหนานกงมั่ว ดวงตาจูชูอวี้มีความเย็นยะเยือกพาดผ่าน เลิกคิ้วพลางเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “ดูเหมือนเสด็จอาหนิงอ๋องและเสด็จอาฉีอ๋องจะเลือกอยู่ข้างพี่สะใภ้อย่างนั้นหรือ”
หนิงอ๋องเลิกคิ้วด้วยรอยยิ้ม เอ่ย “เดิมทีข้าไม่ชอบการเดิมพัน แต่น้อยครั้งจะเดิมพันแล้วพ่ายแพ้ เพราะว่า ข้ามักจะเดิมพันกับฝั่งที่มีทางชนะมากกว่า”
จูชูอวี้ยิ้มเย็น “เอ่ยเช่นนี้ เสด็จอาหนิงอ๋องคิดว่า…วันนี้ฉู่อ๋องจะชนะหรือ” หนิงอ๋องเพียงยิ้มไม่เอ่ยวาจา ความหมายแน่นอนว่าไม่ต้องเอ่ยก็รู้ เพียงหันกลับไปมองหน้าประตูตำหนัก ยิ้มพลางเอ่ยว่า “น่าเสียดาย วันนี้…เสด็จอาหนิงอ๋องคงจะแพ้แล้ว เพราะว่าต่อให้ฉู่อ๋องชนะ พวกท่านก็ต้องตาย”
หนานกงมั่วเอ่ยถาม “เจ้าทำอันใดกับเสด็จแม่”
จูชูอวี้ตบมือ ไม่นานก็มีคนด้านนอกลากคนคนหนึ่งเข้ามา เป็นฮองเฮานั่นเอง ฮองเฮาฟื้นแล้ว ทว่าร่างกายยังคงไร้เรี่ยวแรง ความจริงต่อให้ร่างกายนางแข็งแรง เมื่อเทียบกับยอดฝีมือที่จับนางเอาไว้แล้วยังห่างไกล หนานกงมั่วมองไปพลันเข้าใจความหมายของจูชูอวี้ ยอดฝีมือที่จับฮองเฮาเกรงว่าฝีมือคงไม่ได้ด้อยไปกว่านาง ยังมีฮองเฮาเป็นเครื่องมือ…
จูชูอวี้หันไปยังฮองเฮา ยิ้มบางๆ แล้วเอ่ย “เสด็จแม่ มิสู้พระองค์เกลี้ยกล่อมพี่สะใภ้และเสด็จอาทั้งหลายสักหน่อยดีหรือไม่เพคะ”
ฮองเฮามองนางด้วยสายตาเย็นชา ทว่าไม่เอ่ยวาจา จูชูอวี้เพียงถอนหายใจ “ลูกไม่เคยเห็นมารดาที่ใจร้ายเพียงนี้มาก่อนเลยจริงๆ”
หนานกงมั่วยิ้มเย็น เอ่ย “เช่นนั้นคงต้องบอกว่าโชคดีที่เจ้าไม่เคยเป็นมารดา เพราะการเป็นบุตรของเจ้าคงไม่ใช่เรื่องโชคดีนัก” จูชูอวี้เลิกคิ้ว “อ้อ หากข้ามีบุตรชาย แน่นอนว่าต้องนำสิ่งที่ดีที่สุดในโลกมาให้เขาทั้งหมด หากมีผู้ใดขัดขวางอยู่ตรงหน้าเขาก็ต้องตายให้หมด ยังไม่นับว่าเป็นมารดาที่ดีอีกหรือ”
หนิงอ๋องยิ้มร่ามองไปยังจูชูอวี้ เอ่ยถาม “เช่นนั้นพระชายาเจิ้งอ๋องมองว่า หากฮองเฮาต้องการเป็นมารดาที่ดี ควรให้เซียงอ๋อง เจิ้งอ๋องหรือเหลียงอ๋องไปตายเล่า หรือแบ่งตำแหน่งกษัตริย์เป็นสามส่วน แบ่งไปคนละส่วนเล่า หากเจิ้งอ๋องชนะแล้ว เขาจะปล่อยเซียงอ๋องและเหลียงอ๋องจริงหรือ”
จูชูอวี้เงียบไปนาน ยิ้มร่าแล้วจึงเอ่ย “หนิงอ๋องไม่เพียงทำสงครามเก่ง สร้างความร้าวฉานเองก็ไม่เลว”
หนิงอ๋องแสยะยิ้ม “ไยต้องให้ข้าสร้างความร้าวฉาน ให้ภรรยาของตนจับตัวเสด็จแม่ เจิ้งอ๋องเป็นบุตรชายที่ดีจริงหรือ ช่างกตัญญูยิ่งนัก”
หนานกงมั่วมองจูชูอวี้อย่างสงบ เอ่ย “มิสู้พระชายาเจิ้งอ๋องเอ่ยมาตามตรง เจ้าคิดจะทำอันใด อย่าได้บอกข้าว่าเจ้าพาเสด็จแม่มาจับตัวข้า เจ้า…กล้าทำร้ายเสด็จแม่จริงหรือ” จูชูอวี้ยิ้มอย่างมีเลศนัยอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน บางที…อาจเรียกได้ว่าบ้าคลั่ง “พระชายาฉู่อ๋องช่างฉลาดยิ่งนัก”
หนานกงมั่วเอ่ย “ยังนึกถึงเรื่องเหล่านี้ได้ เอ่ยได้ว่าเจ้ายังไม่ได้บ้าจริงๆ” ฮองเฮาเป็นไพ่ใบสำคัญของจูชูอวี้ ทำร้ายนางนับว่าทำลายไพ่ใบสำคัญของตน
จูชูอวี้โบกมือ หลายคนเข้ามาขวางกั้นสายตาของหนานกงมั่วและฮองเฮา จูชูอวี้เอ่ยด้วยรอยยิ้ม “ข้าไม่อาจทำร้ายเสด็จแม่ แต่เสด็จลุงเสด็จอาและเสด็จป้าสะใภ้เสด็จอาสะใภ้ที่อยู่ในตำหนักทั้งหลาย…พี่สะใภ้ ข้ารู้ว่าท่านเก่ง และข้ารู้ว่าคนข้างกายเหล่านี้ของท่านต่างก็เป็นยอดฝีมือ แต่ว่าท่านกล้ารับรองหรือไม่ว่าจะช่วยทุกคนในตำหนักนี้ได้”
“จูซื่อ เจ้าบังอาจนัก” จิ้นอ๋องคังอ๋องเอ่ยขึ้นพร้อมกัน จูชูอวี้เป็นพระชายาขององค์ชาย แต่องค์ชายที่ไม่ได้รับการแต่งตั้งไม่มีอำนาจทางทหาร สำหรับพวกเขาผู้ปกครองเมืองก็เป็นเพียงหลานชายเท่านั้น จูชูอวี้ที่เป็นภรรยาของหลานชาย กล้าเสียมารยาทกับพวกเขาเพียงนี้
จูชูอวี้กลับไม่เกรงกลัว ยิ้มบาง เอ่ย “เดิมทีพวกเราก็ไม่คิดทำร้ายเสด็จลุงอาทั้งหลาย แต่ว่า…หากจะโทษ ก็ต้องโทษที่พวกท่านไยจึงเลือกมาอยู่ที่นี่ในเวลานี้เถิด ชีวิตเป็นเช่นนี้ จะทำอันใดได้เล่า” หนานกงมั่วเอ่ยเสียงเรียบ “เกรงว่าคงไม่ใช่เรื่องบังเอิญ ทว่าถูกคนล่อลวงมากระมัง”
“อ้อ” จูชูอวี้เลิกคิ้ว
หนานกงมั่วเอ่ย “หากยามนี้ในตำหนักมิได้มีผู้คนมากมายเพียงนี้ เจ้าจะกล้าเข้ามาเผชิญหน้ากับข้าด้วยตนเองหรือ”
จูชูอวี้พยักหน้าเห็นด้วย “แน่นอนว่าข้ามิกล้า ดังนั้นข้าคงเพียงให้คนข้างนอกยิงธนูเข้ามา”
หนานกงมั่วยิ้มทว่าไม่เอ่ยวาจา จูชูอวี้พลันนึกขึ้นได้ “จริงสิ พี่สะใภ้เคยสร้างเรื่องในสนามรบมา ต่อให้มีลูกธนูราวกับห่าฝน เกรงว่าคงไม่อาจขวางทางของท่านได้” คิดมาถึงตรงนี้ จูชูอวี้ไม่นับถือโจวเซียงผู้วางแผนอยู่เบื้องหลังไม่ได้ ขิงแก่นี่เผ็ดเยี่ยงนี้เองหรือ
หนานกงมั่วเองไม่รีบร้อน หมุนตัวกลับไปนั่งลงบนเก้าอี้ เอ่ย “ในเมื่อเป็นเช่นนี้ มิสู้ลองทายสิว่าผู้ใดที่ช่วยเจ้า”
จูชูอวี้เอ่ยถาม “พระชายาฉู่อ๋องต้องการถ่วงเวลาหรือ รอคนมาช่วยท่านงั้นหรือ”
หนานกงมั่วเอ่ย “ข้านึกว่าพระชายาเจิ้งอ๋องสร้างเรื่องนี้ขึ้นมาเพื่อถ่วงเวลาข้า ในเมื่อเป็นเช่นนี้ แน่นอนว่าไม่มีผู้ใดมาช่วยข้า ข้างหน้าเองก็เกิดเรื่องแล้วกระมัง”
มองใบหน้าเรียบนิ่งของหนานกงมั่ว คิ้วของจูชูอวี้พลันขมวดขึ้น มองสำรวจนาง ครุ่นคิดถึงสิ่งที่จะเกิดนอกเหนือจากแผนการ ยากจะทิ้งความไม่วางใจให้สงบได้ เอ่ยถามเสียงเข้ม “ท่านไม่ร้อนใจหรือ” หนานกงมั่วเอ่ยตอบ “เรื่องมาถึงขั้นนี้ร้อนใจไปก็ไม่อาจแก้ปัญหาได้” จูชูอวี้เห็นด้วยกับประโยคนี้
สายตาของหนานกงมั่วกวาดมแงไปยังผู้ที่อยู่ในสถานการณ์ทุกคน สุดท้ายหยุดลงที่ใบหน้าของใครบางคน เอ่ยถาม “เสด็จอาโจวอ๋อง บุตรชายของพระองค์เห็นอยู่ว่าตายเพราะเซียวเชียนเยี่ย ไยท่านจึงต้องโกรธแค้นเสด็จพ่อและจวินมั่วนักเล่า”
ทุกคนชะงัก สายตามองไปยังโจวอ๋องอย่างพร้อมเพรียง โจวอ๋องเองก็ชะงัก มองไปยังหนานกงมั่วก่อนจะเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “ข้าไม่รู้ว่าเจ้าเอ่ยถึงสิ่งใด”
หนานกงมั่วส่ายศีรษะ “เริ่มแรกข้าก็คิด ใครช่างมีความกล้าหลีกหนีไปลอบวางยาทุกคนในของว่างได้ เดิมทีข้าคิดว่าเป็นยอดฝีมือในยุทธภพ เพียงแต่…คนเหล่านี้ต่อให้ข้าจะไม่รู้จักทั้งหมดก็ยังรู้จักเจ็ดแปดส่วน อีกทั้ง หากพวกเขาวางยา ไยจึงจะวางซานเซ่อหลิงที่เป็นยาพิษเล็กน้อยเช่นนี้ คนพวกนั้น…ถูกคนใช้เงินซื้อ ไหนเลยวางยาแล้วจะไม่มีคนตายมากมาย ยิ่งไปกว่านั้น วันนี้ในวังหลวงมีการคุ้มกันมากมาย อาหารยิ่งมีการตรวจเข้มงวด ต่อให้เก่งกาจเพียงใดก็ไม่อาจวางยาในระยะห่างเป็นร้อยก้าวได้กระมัง”
รอยยิ้มของโจวอ๋องเริ่มเลือนหาย จ้องมองหนานกงมั่วแล้วจึงเอ่ยถาม “เช่นนั้นเจ้าคิดว่า เกิดอันใดขึ้น”
หนานกงมั่วมองไปยังพระชายาที่โดนพิษทั้งหลาย เอ่ย “ข้าพบว่าเสด็จป้าสะใภ้เสด็จอาสะใภ้ที่ได้รับพิษทั้งหลายต่างก็นั่งอยู่ใกล้เสด็จอาสะใภ้โจวอ๋อง ถ้าหาก…เสด็จอาสะใภ้โจวอ๋องวางยาลงในของว่างตนเอง จากนั้นค่อยเชิญชวนให้เสด็จป้าเสด็จอาสะใภ้ทั้งหลายชิมเล่า แน่นอนเสด็จป้าเสด็จอาสะใภ้ทั้งหลายจะไม่สงสัยว่าเสด็จอาสะใภ้โจวอ๋องวางยาตนเองอย่างแน่นอน”
พระชายาฉีอ๋องชะงัก รีบถอยห่างพระชายาโจวอ๋องหลายก้าว ครุ่นคิดจริงจัง เอ่ย “นางเป็นคนบอกว่าของว่างชนิดนั้นอร่อยจริงๆ ดังนั้นจึง…” เป็นพระชายาโจวอ๋องกินขนมนั้นเข้าไปก่อน แน่นอนไม่มีใครคิดว่านางรู้ว่ามียาพิษยังจะกิน ดังนั้นก่อนที่หนานกงมั่วจะเปิดโปง ทุกคนต่างไม่มีใครสงสัยนาง
พระชายาโจวอ๋องจ้องหนานกงมั่วเขม็ง มองเหล่าพระชายาที่ถอยห่างจากตนอย่างพร้อมเพรียง ยกยิ้มเย็นไม่เอ่ยวาจา
ฉีอ๋องมองไปยังโจวอ๋องด้วยสีหน้าสับสน “น้องหก…”
ใบหน้าขาวๆ อ้วนกลมของโจวอ๋องค่อยๆ มีความร้ายกาจขึ้นมา เดินไปอยู่ด้านข้างจูชูอวี้เชื่องช้า เอ่ยเสียงเย็น “เดิมทีข้าไม่อยากแตกหักกับพี่สาม หากจะโทษก็โทษพระชายาฉู่อ๋องที่เอาแต่ทำเหมือนตนเองฉลาดเถิด” หนานกงมั่วเลิกคิ้ว เอ่ย “เอ่ยเช่นนี้ ท่านอ๋องเกลียดหม่อมฉันและเว่ยจวินมั่วอย่างนั้นหรือ” สำหรับเรื่องนี้หนานกงมั่วรู้สึกไม่ยุติธรรม การตายของโจวอ๋องซื่อจื่อในครั้งนั้นเกี่ยวข้องกับเว่ยจวินมั่ว นั่นเป็นเพราะเซียวเชียนเยี่ยทำเพื่อใส่ร้ายเว่ยจวินมั่ว พวกเขาเองก็เป็นผู้เสียหาย ไยโจวอ๋องจึงไม่ไปเอาคืนเซียวเชียนเยี่ย ทว่ามาโกรธแค้นพวกเขาเยี่ยงนี้เล่า
โจวอ๋องกัดฟัน “ข้ามีบุตรชายเชื้อสายหลักเพียงคนเดียว”
หนานกงมั่วกะพริบตา “หม่อมฉันรู้สึกเสียดาย แต่ว่า…ไยเสด็จอาโจวอ๋องจึงไม่ไปโกรธเซียวเชียนเยี่ย เอาความโกรธมาลงที่คนอื่นเช่นนี้จะดีหรือเพคะ”
โจวอ๋องเอ่ย “หากไม่ใช่เพราะทำร้ายเว่ยจวินมั่ว ไยเซียวเชียนเยี่ยต้องไปทำร้ายลูกของข้า”
“…” เอ่ยเช่นนี้ หมายความว่า แม้ข้าจะอยากบอกว่าใครใช้ให้บุตรชายท่านโง่ไปติดกับเซียวเชียนเยี่ย แต่ก็เพราะความโชคร้ายของท่านข้าจะไม่เสียดสีท่าน หนานกงมั่วลอบเอ่ยอยู่ในใจ หนิงอ๋องสีหน้าเอือมระอา มองไปยังโจวอ๋อง “พี่หก ท่านเข้าใจผิดอันใดหรือไม่ เช่นนี้พี่สามและฉู่อ๋องก็นับว่าช่วยท่านแก้แค้นแทนบุตรชายแล้ว ท่านยังไม่สำนึกบุญคุณทว่ายังคิดเป็นความแค้นอีกหรือ”
โจวอ๋องมุมปากกระตุก กัดฟันเอ่ย “หุบปาก เจ้าจะเข้าใจอันใด”
หนานกงมั่วยิ้มบาง เอ่ย “เสด็จอาหนิงอ๋อง เสด็จอาโจวอ๋องไม่รู้จักแยกแยะผิดถูกเช่นนี้ เพียงแค่…เสด็จอาโจวอ๋องคงจะคิดว่าเป็นเสด็จอาคงจะสบายใจกว่าเป็นเสด็จน้องเท่านั้น เจิ้งอ๋องขึ้นครองบัลลังก์ คงจะสบายกว่าเสด็จพ่อครองบัลลังก์อยู่มากกระมัง บางทีอาจมีใครให้ประโยชน์ที่ดีกว่า หรือบางที…ในอนาคตเสด็จอาโจวอ๋องอาจช่วยสยบความวุ่นวายขึ้นอีกครั้งก็เป็นได้ ใช่หรือไม่เพคะ เสด็จอาสะใภ้โจวอ๋อง พระองค์ลำบากในครั้งนี้ พระองค์มีบุตรชายเพียงคนเดียว หากเรื่องนี้สำเร็จแล้ว ไม่แน่ว่าพระองค์ยังจะนั่งตำแหน่งพระชายาได้อย่างมั่นคง แต่หากล้มเหลว พระองค์ต้องล่มจมไปกับเสด็จอาโจวอ๋องอย่างแน่นอน”
พระชายาโจวอ๋องสีหน้าพลันเปลี่ยน ทว่ากัดฟันไม่เอ่ยวาจา
โจวอ๋องสีหน้าทะมึน “ข้าเกลียดสตรีพูดมาก หนานกงมั่ว เจ้ารู้มากเกินไปแล้ว มิน่า…ถึงได้บอกว่าเจ้าเป็นหอกข้างแคร่”
หนานกงมั่วลุกขึ้น ย่อตัวให้โจวอ๋อง ยิ้มพลางเอ่ยรับ “ขอบพระทัยเสด็จอาโจวอ๋องที่ชื่นชมเพคะ อู๋สยามิบังอาจน้อมรับเพคะ”
หนิงอ๋องถอนหายใจ เงยหน้ามองคานหลังคาบนศีรษะ ก้มหน้าก่อนจะเอ่ยขึ้นเสียงเบา “เจ้ามีความมั่นใจหรือไม่ เว่ยจวินมั่วจะมาถึงเมื่อไร”
หนานกงมั่วยิ้มบาง หันกลับไปเอ่ยตอบเสียงเบาเช่นกัน “เสด็จอาหนิงอ๋องคิดอันใดอยู่เพคะ ที่นี่พวกเรามีคนมากมาย พวกเขาฝั่งนั้นคงมีมากกว่าพวกเราอย่างแน่นอน”
รอยยิ้มของหนิงอ๋องแข็งค้าง กัดฟันเอ่ย “ดังนั้นจะบอกว่า…ไม่มีกำลังสนับสนุนหรือ”
“เพคะ” หนานกงมั่วพยักหน้า
“ตอนนี้ข้าย้ายฝั่งไปอยู่ฝั่งนั้นยังทันหรือไม่” หนิงอ๋องเอ่ยถาม
หนานกงมั่วยิ้มบางไม่เอ่ยวาจา
จิ้นอ๋องกุมขมับท่าทางปวดหัว หลังจากองค์รัชทายาทจากไปเขาก็นับว่าเป็นพี่ใหญ่ เพียงแต่นิสัยของจิ้นอ๋องอ่อนโยน หลายปีก่อนยังถูกองค์รัชทายาทกดเอาไว้ เดิมทีไม่ได้มีความทะเยอทะยานใดๆ แต่เวลานี้ยังต้องแสดงออกถึงความเป็นพี่ เอ่ยเสียงเข้ม “น้องหก หลานชายจากไปข้ารู้ว่าพวกเจ้าเสียใจ แต่ก็ไม่อาจเหลวไหลเช่นนี้ได้ นี่เจ้า…”
โจวอ๋องเอ่ยเสียงเย็น “พี่รอง ท่านไม่เคยได้ยินว่ายิงธนูออกไปแล้วไม่อาจย้อนกลับหรือ ถึงตอนนี้แล้ว พวกเราต่างก็ไม่มีทางให้ถอยแล้ว ดังนั้นท่านไม่ต้องเกลี้ยกล่อมแล้ว”
จิ้นอ๋องอ้าปาก ถอนหายใจอย่างไร้เรี่ยวแรงพลันจนวาจาแล้ว ลูกธนูยิงออกไปแล้วไม่อาจเอากลับคืนมาได้ โจวอ๋องเอ่ยไม่ผิด
ฉีอ๋องอยากเกลี้ยกล่อมอีกสักนิด “น้องหก อาศัยตอนนี้ที่ยังไม่เป็นความผิดครั้งใหญ่ พวกเราพี่น้องยังอ้อนวอนขอร้องต่อหน้าพี่สามแทนเจ้าได้ เจ้า…”
โจวอ๋องกลับไม่รับน้ำใจ ยิ้นเย็นก่อนจะโบกมือ เอ่ยว่า “พอแล้ว ข้าไม่อยากฟังวาจาเหลวไหลของพวกท่าน เป็นห่วงข้า ยามนี้พวกท่านเป็นห่วงพี่สามของพวกท่านจะดีกว่า คนที่ต้องการเอาชีวิตของเขามีมากมาย พระชายาเจิ้งอ๋อง ที่นี่มอบให้เป็นหน้าที่ของเจ้าแล้ว” จูชูอวี้พยักหน้ายิ้มเบาๆ “เสด็จอาได้โปรดวางใจเพคะ” โจวอ๋องมายืนอยู่ฝั่งพวกนาง นับว่าเป็นความยินดีที่จูชูอวี้คาดไม่ถึง “เสด็จลุงเสด็จอาทั้งหลาย เสด็จป้าเสด็จอาสะใภ้ หม่อมฉันไม่อยากทำร้ายพวกท่าน ดังนั้นขอพวกท่านอย่าได้บุ่มบ่ามจึงจะดี ส่วนพระชายาฉู่อ๋อง…หม่อมฉันรู้ว่าพระชายาฉู่อ๋องไม่กลัวพิษ ดังนั้นขอท่านทำลายวรยุทธ์ของท่านด้วยตนเอง มิเช่นนั้น…หม่อมฉันคงต้องขออภัยผู้อาวุโสทั้งหลายก่อนแล้ว”
หนานกงมั่วมองนาง เอ่ยเสียงเรียบ “เจ้าให้คนเข้ามาเสียสิ”
จูชูอวี้ขมวดคิ้ว หนานกงมั่วเอ่ย “ข้าผู้นี้รักตัวกลัวตาย ชีวิตของข้า แน่นอนว่าสำคัญกว่าชีวิตผู้ใด เจ้าว่าใช่หรือไม่”
จูชูอวี้เองไม่ปฏิเสธ “เช่นนั้นคงต้องขออภัยพี่สะใภ้แล้ว จับตัวหนานกงมั่ว!”