หมอหญิงยอดมือสังหาร - ตอนที่ 1236-5 ภพนี้ได้เจอเจ้า โชคดีสามภพ
ตอนที่ 1236-5 ภพนี้ได้เจอเจ้า โชคดีสามภพ
การตายกะทันหันของโจวเซียงทำให้ผู้คนที่อยู่ตรงนั้นไม่ทันได้ตั้งสติ เซียวเชียนจย่งแทบอยากสับโจวเซียงเป็นชิ้นๆ แต่เมื่อเห็นโจวเซียงตายไปต่อหน้าต่อตา ในใจกลับไม่รู้ว่ารู้สึกอย่างไร เซียวเชียนเหว่ยใบหน้าซีดขาว เขาเกลียดโจวเซียง เป็นเพราะโจวเซียงทำให้เขาตกอยู่ในสภาพนี้ แต่เขาเองก็รู้ หากโจวเซียงตายเขาก็จบสิ้น
“คุณชายฉังเฟิง ฝีปากเยี่ยมยอด” หนานกงชวี่หันกลับไปเอ่ยเสียงเรียบกับลิ่นฉังเฟิง
คุณชายฉังเฟิงงุนงง “นี่ต้องมีอันใดผิดพลาดอย่างแน่นอน” ไยเขาจึงไม่รู้ว่าฝีปากของตนนั้นสามารถฆ่าคนให้ตายได้
เซียวเชียนชื่อถอนหายใจ เอ่ย “น้องสาม ไม่มีอันใดแล้ว ให้คนปล่อยเสด็จแม่เถิด”
“อย่าขยับ” จูชูอวี้เอ่ยเสียงดัง “ฮองเฮาเป็นสิ่งสุดท้ายที่จะรักษาชีวิตเอาไว้ได้แล้ว หากยังอยากมีชีวิตอยู่ก็จับตัวนางเอาไว้ให้ดี”
ทหารกบฏเหล่านั้นทิ้งอาวุธไปนานแล้ว แต่จอมยุทธ์ในยุทธภพทั้งหลายไม่มีทางทิ้งได้ง่ายเพียงนั้น พวกเขารู้ว่ามาถึงขั้นนี้ก็ไม่มีทางให้ถอยแล้ว ดังนั้นเมื่อจูชูอวี้เอ่ยจึงเคลื่อนตัวมาล้อมฮองเฮาเอาไว้โดยไม่ได้นัดหมาย จูชูอวี้จับจ้องไปยังหนานกงมั่วและเว่ยจวินมั่ว เอ่ยเสียงเย็น “ครั้งนี้ข้าไม่ได้ล้อเล่น หากพวกเจ้ากล้าทำอันใดบุ่มบ่าม ข้าจะให้คนแทงฮองเฮาเสีย หากจะตายก็ตายไปด้วยกัน”
“เจ้ากล้าหรือ!” เซียวเชียนจย่งเอ่ยเสียงดังด้วยความโกรธ
จูชูอวี้ยิ้มเย็น คนที่จับฮองเฮาเอาไว้ฟันไปที่ไหล่ของฮองเฮา ฮองเฮาส่งเสียงร้องออกมาเบาๆ กัดริมฝีปากแน่นจนซีดขาวทว่าไม่ตอบโต้แม้เพียงประโยค เพียงแต่สายตาที่มองไปยังเซียวเชียนเหว่ยนั้นเต็มไปด้วยความผิดหวัง
“จูชูอวี้ เจ้า!” เซียวเชียนเหว่ยขมวดคิ้วเอ่ย
“เจ้าหุบปาก” จูชูอวี้ด่าทออย่างอารมณ์ไม่ดี “ข้าไม่เคยเห็นคนไร้ประโยชน์ได้อย่างเจ้ามาก่อนเลยจริงๆ ข้าจูชูอวี้ฉลาดเฉลียว ลงทุนลำบากลำบน กลับ…หากรู้เช่นนี้แต่แรก ตอนนั้นมิสู้…” เซียวเชียนเหว่ยถูกภรรยาดูถูกเหยียดหยามต่อหน้าผู้คนมากมายจึงโมโหขึ้นมา “หญิงแพศยา นี่เจ้ากล้า…”
สายตาของจูชูอวี้โกรธแค้น “หากรู้แต่แรกว่าเจ้าไม่ได้เรื่องเพียงนี้ ไยข้าจะเลือกเจ้า มันไม่ควรเป็นเช่นนี้ ข้าควรได้เป็นพระชายารัชทายาท ข้าต้องกลายเป็นฮองเฮา เป็นเพราะอันใดกัน”
เซียวเชียนชื่อและเซียวเชียนจย่งหันมองสบตากันโดยไม่เข้าใจ เซียวเชียนจย่งเอ่ยอย่างไม่พอใจ “สตรีผู้นี้บ้าไปแล้วกระมัง” เสด็จพ่อไม่ได้ให้ความสำคัญกับเซียวเชียนเหว่ยมาตั้งแต่แรก นางจะเป็นพระชายาองค์รัชทายาทได้เยี่ยงไร ต่อให้มี นั่นก็เป็นเรื่องเมื่อนานมาแล้ว แต่นั่นเป็นเพราะเซียวเชียนชื่อน่าผิดหวังเมื่อเทียบกันแล้วจึงโปรดปรานเซียวเชียนเหว่ยมากกว่า ยิ่งไปกว่านั้น ตอนนั้นเสด็จพ่อเป็นเพียงผู้ปกครองเมือง ยังไม่ขึ้นครองบัลลังก์ คิดมากเกินไปจนเป็นบ้าแล้วกระมัง
หนานกงมั่วเลิกคิ้ว ไม่ได้เอ่ยสิ่งใด
จูชูอวี้กลับมองมา กัดฟันพลางเอ่ย “เป็นเจ้า…พระชายาฉู่อ๋อง เจ้าเป็นดวงชะตาหักล้างของข้า”
หนานกงมั่วเอ่ยเสียงเรียบ “ข้าไม่เข้าใจว่าเจ้ากำลังเอ่ยสิ่งใด”
“หากไม่มีเจ้า ข้าก็จะกลายเป็นพระชายา ข้าจะกลายเป็นพระชายาผู้สำเร็จราชการแทน ไม่สิ…ข้าจะกลายเป็นพระชายาองค์รัชทายาท ข้าจะเป็นฮองเฮา เพราะเจ้า เพราะเจ้าและเว่ยจวินมั่ว”
เซียวเชียนจย่งเอ่ยด้วยความหงุดหงิด “พอแล้ว ข้าไม่อยากฟังเจ้าเอ่ยเหลวไหล รีบปล่อยเสด็จแม่และเสด็จอาทั้งสองมา”
จูชูอวี้หัวเราะหยัน ตัวนางกลับหลบอยู่ด้านหลังกลุ่มคน เอ่ย “ปล่อยพวกเราไป มิเช่นนั้น…ข้าจะสังหารคนเหล่านี้ทีละคน เพียงน่าเสียดาย…เด็กบ้าน่ารังเกียจสองคนนั้นคงไม่อาจจับตัวได้แล้ว”
“จวินเอ๋อร์ อู๋สยา” องค์หญิงฉังผิงถูกคนลากตัวถอยออกไป ร้องขึ้นมาอย่างอดไม่ได้ เซี่ยเพ่ยหวนและฉินซีเองก็ถูกดึงตัวถอยออกไปด้านนอก สถานการณ์เช่นนี้ไม่มีพื้นที่ให้พวกนางเอ่ยปาก เอ่ยไปแล้วคงไม่เป็นผลดี
จูชูอวี้ปรายตามองเซียวเชียนเหว่ยที่ดูนิ่งอึ้งอย่างไม่พอใจ เอ่ย “เจ้าจะไปหรือไม่”
ในที่สุดเซียวเชียนเหว่ยก็ตามจูชูอวี้ถอยออกไปด้านนอก ดวงตาของเซียวเชียนชื่อและเซียวเชียนจย่งเต็มไปด้วยความผิดหวังอย่างยากจะปิดบัง
“หยุด” เสียงเรียบนิ่งของเว่ยจวินมั่วดังขึ้น น้ำเสียงไม่ได้มีแววข่มขู่ทว่าทำให้คนต้องหยุดเท้าโดยไม่รู้ตัว เซียวเชียนเหว่ยรีบหันกลับไป จ้องเขม็งไปที่เว่ยจวินมั่วด้วยความโกรธแค้น เว่ยจวินมั่วไม่ได้มองเขา เพียงเอ่ยถามเสียงเย็น “ตามพวกเขาไปแล้ว ต่อไปเจ้าคิดจะหนีเข้าป่าไปเป็นโจรหรือ”
หนีเข้าป่าไปเป็นโจรอย่างนั้นหรือ สำหรับลูกหลานเชื้อพระวงศ์นับว่าเป็นการดูถูกถึงที่สุด แม้ว่าต้นกำเนิดของตระกูลเซียวจะไม่ได้สูงส่งไปกว่าอันธพาล แต่เกรงว่าพวกเขาแม้เพียงโจรพเนจรยังไม่อาจเป็นได้กระมัง
องค์หญิงฉังผิงถอนหายใจเบาๆ “เหว่ยเอ๋อร์ อย่าได้หลงมัวเมาเลย มองเสด็จแม่ของเจ้าเถิด”
เซียวเชียนเหว่ยไม่ได้มองฮองเฮา ตั้งแต่ต้นจนจบเอาแต่หลีกเลี่ยงทิศทางที่ฮองเฮาอยู่ เมื่อได้ยินสิ่งที่องค์หญิงฉังผิงเอ่ย เซียวเชียนเหว่ยจึงแค่นยิ้มเย็น “เสด็จอาเอ่ยเยี่ยงนี้ พระองค์เลี้ยงโอรสองค์โตที่เสด็จพ่อทรงโปรดปรานที่สุด ว่าที่องค์รัชทายาท ยังมีสิ่งใดต้องกังวลกัน” รอยยิ้มขององค์หญิงฉังผิงขมขื่นเล็กน้อย เงยหน้าขึ้นไปสบตาเซียวเชียนเหว่ย เอ่ยถาม “หากตอนนี้ข้าถูกพวกเจ้าสังหาร ข้าเลี้ยงผู้ใด หลังจากนี้จะมีค่าต่างกันอย่างไร หากเป็นไปได้ข้าไม่อยากเห็นลูกของตนเองเติบโตหรือ มารดาของจวินเอ๋อร์เองก็ไม่ต้องจากไปตั้งแต่ยังเยาว์ หรือว่าไม่อยากเห็นบุตรชายได้อยู่ข้างกายในวันสุดท้ายของชีวิตหรือ เจ้าเอาแต่โทษว่าพี่ชายและพี่สะใภ้มีใจเอนเอียง หรือว่ามีเพียงเจ้าหรือที่เป็นลูกที่พี่ชายและพี่สะใภ้ให้กำเนิดมา ชื่อเอ๋อร์และจย่งเอ๋อร์ไม่ใช่หรือ หรือมีใจเอนเอียงมาให้เจ้าผู้เดียวจึงจะเรียกว่าไม่มีใจเอนเอียง เจ้าทำเช่นนี้…กำลังทำร้ายจิตใจของใครกันแน่ ข้าจะเสียใจหรือ จวินเอ๋อร์และอู๋สยาจะเสียใจหรือ เหล่าขุนนางผู้มีอำนาจเหล่านั้นเสียใจหรือไม่ คนที่จะเสียใจกับเจ้าจริงๆ มีเพียงเสด็จแม่ของเจ้า”
“อย่าเสียเวลากับพวกเขา พวกเราไปได้แล้ว” จูชูอวี้เอ่ยขึ้นอย่างไม่พอใจ สายตาเต็มไปด้วยแววดูถูกต่อเซียวเชียนเหว่ย นางอดทนต่อสิ่งไร้ประโยชน์นี้มาหลายปี พอกันที
สายตาเย็นชาของเว่ยจวินมั่วมองมาที่นาง เอ่ยเสียงเข้ม “ใครกล้าตามไป ก็จะเป็นเช่นสิ่งนี้” กระบี่ในมือพลันตวัด หินแกะสลักที่ตั้งอยู่ไม่ไกลแตกละเอียด เศษหินแตกกระจายไปไกล กระเด็นโดนใบหน้าและร่างกายของคนไม่น้อย
เสียงกรึกดังขึ้น ในที่สุดสองคนที่มีจิตใจอ่อนแอก็คุกเข่าตัวสั่นอยู่กับพื้น บรรยากาศคละคลุ้งไปด้วยกลิ่นเลือดยิ่งทำให้คนไม่อาจทนได้ คนหนึ่งในนั้นไม่อาจทนไหวอาเจียนออกมา กลิ่นเหม็นเปรี้ยวผสมกับกลิ่นคาวเลือดลอยอยู่ในอากาศ ทำให้คนอยากปิดจมูกเลี่ยงออกมา
จูชูอวี้อดไม่ได้สีหน้าพลันเปลี่ยน ผลักองค์หญิงฉังผิงมาอยู่ตรงหน้าตน กัดฟันเอ่ย “ฉู่อ๋อง ปล่อยพวกเราไป มิเช่นนั้นอย่าหาว่าข้าไม่เกรงใจต่อองค์หญิงฉังผิง”
หนานกงมั่วเอ่ยด้วยรอยยิ้มบาง “ต่อให้ปล่อยเจ้าไปแล้ว เจ้าจะทำอันใดได้ ไม่มีตระกูลจู ไม่มีเงินทอง ไม่มีอำนาจ เจ้าคิดว่าจอมยุทธ์เหล่านี้จะเอาตัวถ่วงอย่างเจ้าไปด้วยอย่างนั้นหรือ หรือจะบอกว่า เจ้ามีความสามารถหนีพ้นจากการไล่ล่าของเชื้อพระวงศ์หรือ จูชูอวี้ เจ้าทะนงตนมาแต่ไหนแต่ไร อยากใช้ชีวิตพเนจรเหมือนสุนัขเร่ร่อนจริงหรือ เจ้าคิดว่าตนเองไม่มีสิ่งใดที่ทำไม่ได้ แต่ความจริงแล้วเจ้าไม่เคยใช้ชีวิตพเนจรในยุทธภพด้วยซ้ำ กระทั่งเจ้า…ไม่เคยต้องลำบากเลย ความทุกข์ยากเหล่านั้นของเจ้า ความไม่ยินยอม โกรธแค้น เป็นเจ้าที่คิดมันขึ้นมาเอง เจ้ารู้จักว่าสิ่งใดคือความยากจน ความหิวโหย อาหารไม่อิ่มท้อง เสื้อผ้าไม่พอดีตัว อันตราย ความหวาดกลัว เข้าใจการต่อสู้ดิ้นรนจนถึงที่สุดแล้วหรือ” วาจานี้เอ่ยกับจูชูอวี้ ความจริงเป็นการเอ่ยกับเซียวเชียนเหว่ย
สายตาของหนานกงมั่วมองไปยังเซียวเชียนเหว่ยเรียบๆ เซียวเชียนเหว่ยกำหมัดแน่น แววตาดุร้าย
“หุบปาก!” จูชูอวี้กรีดร้องเสียงดัง
“โอ้ เสด็จอาสะใภ้สามดุจังเลย” เสียงใสเล็กน่ารักเสียงหนึ่งดังขึ้นท่ามกลางบรรยากาศอึมครึม ทุกคนหันไปก็มองเห็นตุ๊กตาน้อยขาวๆ อวบๆ ที่อยู่ในชุดผ้าไหมสีเหลืองนั่งอยู่บนกำแพงวังมองมายังพวกเขา จูชูอวี้ชะงัก เอ่ยขึ้นอย่างดีใจ “รีบไปจับเจ้าเด็กบ้าสองคนนั้นเอาไว้”
ร่างสองร่างถีบตัวลอยขึ้น เยาเยาย่นจมูกเล็ก “เสด็จอาสะใภ้สามเป็นคนชั่วใหญ่ ท่านลุง ช่วยด้วย เยาเยาจะถูกคนชั่วจับตัวแล้ว” ระหว่างที่เอ่ยเยาเยาก็ไม่นิ่งเฉย หยิบชิ้นหยกเล็กๆ ที่เอวโยนไปทางจูชูอวี้ กำลังของนางมีน้อย ความแม่นยำก็ยิ่งแย่ แน่นอนว่าไม่มีทางโยนไปถึงจูชูอวี้ ชิ้นหยกหล่นลงบนพื้นแตกกระจาย
คุณชายเสียนเกอปรากฏตัวขึ้นบนกำแพง ส่งเสียงหยันพร้อมดีดฉินในมือ เสียงฉินดังขึ้นสองครั้งคนสองคนที่กำลังพุ่งตัวเข้ามาก็ล้มลงไปกองกับพื้น ด้านหลังกำแพงวัง ร่างหนึ่งพุ่งตัวเข้ามาราวกับลูกธนู ชั่วพริบตาก็มาหยุดอยู่ตรงหน้าทุกคน ขณะเดียวกันเว่ยจวินมั่ว ลิ่นฉังเฟิงและคุณชายเสียนเกอที่ยืนนิ่งอยู่ด้านข้างก็ตรงเข้าไปยังทิศทางที่ฮองเฮาอยู่ ได้ยินเสียงโครมครามไม่กี่ครั้ง คนหลายคนก็ล้มลงไปบนพื้น เว่ยจวินมั่วพาฮองเฮาออกมาจากวงล้อมแล้ว อาจารย์อาเหวินเหรินก็กวาดตามองเว่ยจวินมั่วด้วยสายตาเย็นชา ส่งเสียงหยันในลำคออย่างไม่พอใจขณะมองไปยังเหล่าจอมยุทธ์ที่นอนกองกันอยู่บนพื้น “พวกไม่ได้เรื่อง”
ไม่รู้ว่ากำลังว่าคนเหล่านี้หรือพวกเว่ยจวนมั่วกันแน่
คุณชายฉังเฟิงมองคนพวกนั้นที่นอนอยู่บนพื้นอย่างงุนงง ยักไหล่มองไปยังเซี่ยเพ่ยหวนพลางส่งยิ้มอย่างช่วยไม่ได้ไปให้ ไม่ใช่คุณชายข้าไม่อยากเป็นวีรบุรุษช่วยหญิงงาม เพียงแต่ชายชราผู้นี้เหี้ยมหาญเกินไป อาจารย์อาเหวินเหรินลงมือว่องไว ฉินซีที่เดิมถูกจับตัวเอาไว้ถูกคนโยนออกไป ฉินซีกรีดร้องด้วยความตกใจ คิดว่าตนเองจะต้องหล่นกระทบพื้นอย่างน่าอนาถทำได้เพียงหลับตาอย่างยอมรับชะตากรรม
กลิ่นหอมจางๆ พาดผ่าน มือข้างหนึ่งโอบประคองมาที่เอวของนาง ปล่อยตัวไปตามแรงนำพา ฉินซีรู้สึกเพียงว่าร่างกายหมุนอยู่ชั่วครู่ เมื่อได้สติกลับคืนมาก็เป็นตอนที่คุณชายเสียนเกอลงยืนบนพื้นได้อย่างมั่นคงแล้ว ฉินซีชะงัก มองชายในอาภรณ์ขาวราวกับหิมะใบหน้าแดงระเรื่อขึ้นมา “ขอบคุณเจ้าค่ะ”
คุณชายเสียนเกอมองนางเล็กน้อย เอ่ยเสียงเรียบ “ไม่จำเป็น”
“กรี๊ด”
จูชูอวี้กรีดร้องขึ้นมากะทันหันล้มลงไปบนพื้น ใบหน้าที่เต็มไปด้วยเลือดพลันมีสีเทาขึ้นมา หนอนสีขาวงดงามตัวหนึ่งกำลังเกาะอยู่ที่แขนของนาง สะบัดอย่างไรก็ไม่ยอมออก จูชูอวี้อยากยกมือขึ้นไปปัดหนอนตัวนั้นออก ทว่ามือกลับไร้ความรู้สึกไม่อาจยกขึ้นมาได้
“โอ้ อาไป๋กัดเสด็จอาสะใภ้สามคนชั่วแล้ว” เยาเยากระโดดโลดเต้นด้วยความดีอกดีใจ “บรรพบุรุษน้อย เจ้าระวังหน่อยได้หรือไม่ อาจารย์ตาตกใจไม่ไหวแล้ว” ชายชราที่อยู่ด้านหลังจับเอาไว้อย่างเอือมระอาก่อนจะกระโดดลงมาจากกำแพงวัง
มองจูชูอวี้ที่ทุรนทุรายอยู่บนพื้น หนานกงมั่วถอนหายใจออกมาอย่างจนปัญญา เอ่ย “อานอาน ให้เฟยเฟยไปดูนางสักหน่อย”
อานอานพยักหน้า ดึงขวดที่อยู่ข้างเอวของน้องสาวมาแล้วเปิดออกอย่างชำนาญ เฟยเฟยพาร่างเล็กกระดึ๊บไปหาอาไป๋ด้วยความกระตือรือร้น
เจ้านายและยอดฝีมือส่วนใหญ่ต่างก็ตายไปแล้ว คนที่เหลืออยู่ก็ไม่กล้าต่อสู้มากนัก แขนของจูชูอวี้ถูกแขนเสื้อใหญ่คลุมเอาไว้ พวกเขามองไม่เห็นว่าเกิดสิ่งใดขึ้นกับจูชูอวี้ เว่ยจวินมั่วกวาดสายตาเย็นชามองผ่านไป ผู้คนมองสบตากันก่อนจะวางอาวุธลง แม้จะรู้ว่าต้องตายเป็นแน่ เพียงแต่ขวัญกำลังใจเมื่อหดหายแล้ว ท้ายที่สุดก็มีเพียงไม่กี่คนที่จะฝืนต่อไปได้
เว่ยจวินมั่วพยักหน้าให้หนานกงชวี่ หนานกงชวี่โบกมือ ทหารที่รออยู่ด้านข้างจึงรีบเคลื่อนตัวเข้ามาจับกุมและพาตัวทุกคนออกไปทันที
“เสด็จแม่ เสด็จอา พวกท่านไม่เป็นไรใช่หรือไม่เพคะ” หนานกงมั่วอุ้มบุตรสาวที่เอาแต่ปีนขึ้นมาบนขาของตนด้วยแขนข้างเดียว พร้อมเอ่ยถามด้วยความกังวล
ฮองเฮาส่ายศีรษะ เอ่ย “อู๋สยา โชคดีที่มีพวกเจ้า”
หนานกงมั่วส่ายศีรษะ เซียวเชียนชื่อและเซียวเชียนจย่งรีบเข้ามาประคองฮองเฮา “เสด็จแม่ บาดแผลของพระองค์…”
“ไม่เป็นไร บาดแผลเล็กน้อย”
เซียวเชียนเหว่ยถูกคุมตัวมาอยู่ตรงหน้าฮองเฮา เมื่อมองมารดาที่ยืนอยู่ตรงหน้าเซียวเชียนเหว่ยละอายแทบจะแทรกแผ่นดินหนี “เสด็จแม่…”
ฮองเฮาหลับตาลงด้วยความเหนื่อยล้า “เจ้า…” ถอนหายใจออกมา สุดท้ายฮองเฮาก็ไม่เอ่ยอันใดออกมา เพียงยิ้มขมขื่น เอ่ย “เป็นข้าที่สั่งสอนลูกไม่เป็น จึงได้ปล่อยให้เจ้าทำความผิดใหญ่หลวงเพียงนี้ เอาตัวไปเถิด”
“พ่ะย่ะค่ะ ฮองเฮา”
“เสด็จแม่ พระองค์…” เซียวเชียนชื่อมองมารดาด้วยความกังวล ท่าทางไร้เรี่ยวแรงเช่นนี้ของมารดาเขาไม่เคยเห็นมาก่อน ฮองเฮาฝืนยิ้ม เอ่ย “ไม่เป็นไร กลับไปเตรียมตัวเถิด งานเลี้ยงของฝ่าบาทไม่อาจเสียเวลาได้”
“พ่ะย่ะค่ะ เสด็จแม่” ห้องโถงกว้างใหญ่โอ่อ่า ท่วงทำนองรื่นเริงของเครื่องดนตรีดังก้องหู สุราดีวางอยู่เต็มโต๊ะ กลางห้องโถงมีการร้องรำทำเพลง แขกเหรื่อทั้งหลายเสพสุขอย่างรื่นเริง ไม่ได้รับผลกระทบจากการนองเลือดในเขตวังหลวงด้านในแม้เพียงนิด แต่ไม่ใช่ว่าไม่มีคนสัมผัสได้ถึงความไม่ปกติ อย่างไรก็ใกล้ถึงเวลาเริ่มงานเลี้ยงแล้ว แต่ไม่เพียงฮ่องเต้ แม้แต่องค์ชายสักพระองค์ก็ยังไม่ปรากฏตัว แต่หากมองไปยังแม่ทัพเฉินอวี้รวมไปถึงผู้นำตระกูลฉินเซี่ยก็ยังดูปกติ ใครก็ไม่กล้าถามให้มากความ ส่วนผู้มีวรยุทธ์อย่างเหล่าองค์ชายหนานเย่ว์ได้ยินเสียงบางอย่างทว่าเมื่อจะออกจากงานเลี้ยงไปกลับมีนายทหารหนุ่มหรือซื่อจื่อทั้งหลายเข้ามาชนแก้ว องค์ชายหนานเย่ว์และองค์หญิงหลิงเซียงมองสบตากันเล็กน้อย อย่างไรก็เป็นเรื่องของต้าเซี่ย คนต้าเซี่ยเองยังไม่ร้อนใจ พวกเขาจะร้อนใจไปทำไมเล่า
“ฝ่าบาทเสด็จ” เสียงแหลมของขันทีดังขึ้น ความวุ่นวายในห้องโถงพลันหยุดลง เหล่านางรำต่างก้มหน้าและก้าวถอยออกไป
ฮ่องเต้ไท่ชูอยู่ในชุดพิธีการสวมเครื่องหัวเดินนำเหล่าชินอ๋องมาปรากฏตัวอยู่หน้าประตู
“ถวายบังคมฝ่าบาท ขอฝ่าบาททรงมีอายุยืนยาวหมื่นๆ ปี” ทุกคนรีบลุกขึ้น โค้งคำนับอย่างพร้อมเพรียง
ฮ่องเต้ไท่ชูขึ้นนั่งบนพระที่นั่ง พยักหน้าแล้วยกมือขึ้น เอ่ย “ทุกคนไม่ต้องมากพิธี เชิญนั่ง”
“ขอบพระทัยฝ่าบาท” เสียงผู้คนดังขึ้นอย่างพร้อมเพรียง
ทุกคนเข้านั่งประจำที่ สังเกตเห็นว่าในบรรดาชินอ๋องที่มากับฮ่องเต้ไท่ชูนั้นไม่มีโจวอ๋อง แต่สีหน้าของท่านอ๋องทุกคนกลับดูปกติจึงไม่มีผู้ใดกล้าเอ่ยถาม ฮ่องเต้ไท่ชูเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “วันนี้เป็นวันพระบรมราชสมภพของข้า จึงได้ชวนทุกคนมาร่วมเฉลิมฉลองพูดคุย และต้องขอบคุณทุกท่านที่เดินทางมาไกล ข้อขอดื่มให้ทุกท่านสักจอก”
“ขอบพระทัยฝ่าบาท”
เมื่อทุกคนดื่มเหล้าไปแล้ว ฮ่องเต้ไท่ชูจึงเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “ฮองเฮามีความสัมพันธ์ที่ดีต่อเหล่าพี่น้องสะใภ้ ไม่ได้เจอกันมานานคงจะลืมเวลา ทุกท่านรอไปพร้อมกับข้าสักหน่อยเถิด”
เหลวไหล ฮองเฮาและพระชายาทั้งหลายต้องมีความสัมพันธ์ลึกซึ้งเพียงใด เวลาตั้งหลายวันยังคุยกันไม่พออีกหรือ แม้แต่งานเลี้ยงของฮ่องเต้ยังลืมได้ ยังมีขุนนางอีกหลายคนที่ยังไม่กลับมา
แต่เมื่อสบเข้ากับรอยยิ้มของฮ่องเต้ไท่ชูที่ไม่ได้มีแววตาเป็นมิตรนัก ทุกคนจึงละทิ้งความสงสัยที่ติดอยู่ในใจทิ้งไป แน่นอนว่ามีคนที่ไม่ทันได้สังเกต องค์ชายอานจี้หัวเราะเสียงดัง ยังเอ่ยด้วยความเมามายเล็กน้อย “ฝ่าบาท ไม่ต้องสนพระทัย สตรีนั้นพูดมาก ฮ่าๆ”
“…” เจ้าสิ่งนี้อย่างไรก็เป็นองค์ชาย ไยจึงไม่ป่วยตายไปเสีย