หมอหญิงยอดมือสังหาร - ตอนที่ 1236-6 ภพนี้ได้เจอเจ้า โชคดีสามภพ (ตอนจบ)
ตอนที่ 1236-6 ภพนี้ได้เจอเจ้า โชคดีสามภพ (ตอนจบ)
สองเค่อต่อมา เสียงขันทีดังขึ้นอีกครั้ง “ฮองเฮาพาพระชายา องค์ชาย และเหล่าสตรีทั้งหลายมาถวายพระพรฝ่าบาท ขอฝ่าบาททรงมีอายุยืนยาวหมื่นๆ ปี”
ได้ยินเช่นนั้น ทุกคนจึงพ่นลมหายใจออกมา
ฮองเฮาอยู่ในชุดคลุมหงส์ ใบหน้าเปี่ยมไปด้วยรอยยิ้ม เดินเข้ามาโดยมีหนานกงมั่วและซุนเหยียนเอ๋อร์คอยประคอง เว่ยจวินมั่ว เซียวเชียนชื่อ เซียวเชียนจย่งอยู่ทางด้านหลัง ถัดไปอีกเป็นเหล่าพระชายารวมไปถึงเหล่าฮูหยินของขุนนางขั้นหนึ่งขั้นสอง
มีฮองเฮาเป็นผู้นำ ทุกคนคุกเข่าลงถวายพระพรแก่ฮ่องเต้ไท่ชู ดวงตาของฮ่องเต้ไท่ชูฉายแวววางใจ พยักหน้าด้วยรอยยิ้ม “ฮองเฮารีบลุกขึ้นเถิด”
ฮองเฮายิ้มบาง เอ่ย “หม่อมฉันทำให้เสียเวลาแล้ว ขอฝ่าบาทได้โปรดอภัย”
ฮ่องเต้ไท่ชูยิ้ม เอ่ย “เรื่องเล็กน้อย วันนี้เป็นวันดี ไม่ต้องเคร่งขนบธรรมเนียมนัก”
“ขอบพระทัยฝ่าบาท” ฮองเฮาลุกขึ้นด้วยรอยยิ้ม เดินไปนั่งลงยังพระที่นั่งหงส์ด้านข้างฮ่องเต้
ไม่มีองค์ชายสามเจิ้งอ๋อง พระชายาเจิ้งอ๋องและพระชายาโจวอ๋อง
ทุกคนตื่นตระหนกอยู่ในใจ พอเข้าใจบ้างแล้วว่าเกิดอันใดขึ้น แต่เมื่อมองดูคู่สามีภรรยาเชื้อพระวงศ์ที่นั่งพร้อมเพรียงอยู่ในตำหนัก ใครก็ไม่กล้าเอ่ยถึง
ฮ่องเต้ไท่ชูกวาดตามองแขกที่อยู่ในงาน พยักหน้าอย่างพึงพอใจ เอ่ยด้วยรอยยิ้ม “ถือโอกาสที่ทุกท่านอยู่ที่นี่ ข้ามีเรื่องจะประกาศ”
ทุกคนตกใจ เว่ยจวินมั่วและหนานกงมั่วที่นั่งอยู่ด้านข้างวางจอกเหล้าในมือลงเงียบๆ มีลางสังหรณ์ไม่ดีนัก
เพียงได้ยินเสียงฮ่องเต้ไท่ชูเอ่ยด้วยด้วยรอยยิ้ม “ข้าขึ้นครองบัลลังก์มาครึ่งปีแล้ว แต่ตำแหน่งรัชทายาทยังคงว่างเปล่า โอรสองค์โตฉู่อ๋องฉลาดเฉลียวมีความสามารถเป็นที่ประจักษ์ ข้ามีประสงค์แต่งตั้งฉู่อ๋องเป็นองค์รัชทายาท สืบทอดแผ่นดินของบรรพบุรุษหลังจากข้าหนึ่งร้อยปี”
ทุกคนที่นั่งอยู่ต่างก็ตื่นตะลึง นี่มันเรื่องอันใดกันเล่า อีกทั้งฮ่องเต้ยังเอ่ยหลังจากร้อยปีอันใดในวันพระบรมราชสมภพของตนเอง เป็นมงคลจริงหรือ ขุนนางฝ่ายบุ๋นผู้หนึ่งเอ่ยขึ้นอย่างอดไม่ได้ “ฝ่าบาท นี่…เป็นการเร่งรีบเกินไปหรือไม่พ่ะย่ะค่ะ” ฮ่องเต้ไท่ชูเลิกคิ้ว ปรายตามองคนที่นั่งอยู่เก้าอี้ด้านหลัง เอ่ย “เร่งรีบหรือ ไม่รีบ เฟิ่งเจิ้งต้าฟูหรือ”
“พ่ะย่ะค่ะ ฝ่าบาท…” เฟิ่งเจิ้งต้าฟูสะดุ้ง แม้น้ำเสียงของฮ่องเต้ไท่ชูจะเจือเสียงหัวเราะ แต่เขากลับแว่วถึงไอสังหารที่ไม่ดีนัก แต่เมื่อนึกถึงเจิ้งอ๋องที่แม้แต่องค์ชายทั้งหลาย ผู้ปกครองเมืองหรือฮองเฮาต่างไม่เอ่ยถึง ฉับพลันแข้งขาพลันอ่อนแรง ฮูหยินที่นั่งอยู่ด้านข้างมองเขาด้วยความประหลาดใจ ฐานะของนางยังไม่พอ ดังนั้นจึงไม่ได้อยู่ในวังหลัง แน่นอนไม่รู้ว่าเบื้องหลังนั้นเกิดอันใดขึ้น
ฮ่องเต้ไท่ชูเอ่ยด้วยรอยยิ้มบาง “แผ่นดินไร้ผู้นำ ประเทศไม่มั่นคง อดีตฮ่องเต้ขึ้นครองบัลลังก์ก็แต่งตั้งพี่ใหญ่ขึ้นเป็นรัชทายาททันที ความสงบสุขหลายปีมานี้ของต้าเซี่ย ข้าจะแต่งตั้งรัชทายาทมีสิ่งใดไม่เหมาะสมหรือ”
เฟิ่งเจิ้งต้าฟูสบเข้ากับดวงตาที่มีรอยยิ้มจางของฮ่องเต้ไท่ชู ตื่นตระหนกอยู่ในใจ รีบก้มหน้าเอ่ย “ฝ่าบาททรงพระปรีชา กระหม่อม…ยินดีกับฝ่าบาทพ่ะย่ะค่ะ”
“พวกกระหม่อมยินดีกับฝ่าบาทพ่ะย่ะค่ะ ขอฝ่าบาททรงมีอายุยืนยาวหมื่นๆ ปี” ทุกคนเอ่ยขึ้นพร้อมเพรียง ฮ่องเต้ไท่ชูลุกขึ้น เอ่ยเสียงดังอย่างพึงพอใจ “ดีมาก ทุกคนลุกขึ้น ข้ามีราชโองการ แต่งตั้งองค์ชายใหญ่ฉู่อ๋องเซียวเชียนเย่ขึ้นเป็นองค์รัชทายาท นับตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป”
“ฝ่าบาททรงมีพระปรีชาสามารถ”
ในห้องโถงใหญ่ เสียงแสดงความยินดีดังสะท้าน นอกห้องโถง ดอกไม้ไฟพุ่งทะยานเต็มท้องฟ้า แตกกระจายเต็มท้องฟ้าเหนือพระราชวัง ความงดงามความรุ่งโรจน์ ยากจะพรรณนา
เดือนสอง รัชศกไท่ชู ฮ่องเต้ไท่ชูแต่งตั้งองค์ชายใหญ่ฉู่อ๋องเซียวเชียนเย่ขึ้นเป็นองค์รัชทายาท พระชายาฉู่อ๋องหนานกงมั่วขึ้นเป็นพระชายารัชทายาท
ในเดือนเดียวกัน ฮ่องเต้ไท่ชูปลดเจิ้งอ๋องเซียวเชียนเหว่ยเป็นเจิ้นกั๋วกง ห้ามออกจากเมืองหลวงตลอดชีวิต พระชายาเจิ้งอ๋องมีโทษประหาร ฮ่องเต้ไท่ชูปลดตำแหน่งโจวอ๋อง ยึดคืนเขตพื้นที่ของโจวอ๋อง กักบริเวณในจวนที่จินหลิง ไม่อนุญาตให้ออกจากเมืองหลวง
เจ้าหน้าที่ในราชสำนักถูกบุกยึดทรัพย์และตัดศีรษะ ตระกูลใหญ่อย่างตระกูลหยาง ตระกูลลิ่น ตระกูลจูเองก็ล่มสลาย ตระกูลเซี่ยฉินยังคงอยู่ดี อำนาจทั้งหมดเป็นของราชวงศ์
ต้นเดือนสาม ประกาศรายชื่อผู้ผ่านการสอบขุนนาง ผู้ผ่านการสอบกว่าเก้าส่วนมาจากครอบครัวยากจน เซ่าฟั่งผู้มีพรสวรรค์จากชวีโจวได้ที่หนึ่งในการสอบขุนนางครั้งนี้
ปลายเดือนสาม เมืองจินหลิงยังคงเต็มไปด้วยดอกไม้เบ่งบาน ยังคงอยู่ในฤดูใบไม้ผลิ
วันนี้เมืองจินหลิงครึกครื้นเป็นพิเศษ บ้านหลังใหญ่ทว่าไม่ได้หรูหรามากนักในเมือง ผู้คนเดินไปมาใบหน้าเต็มไปด้วยรอยยิ้ม เรือนด้านหลัง คุณชายเสียนเกออยู่ในอาภรณ์สีแดง ใบหน้าหล่อเหลาราวกับมีสีเลือดขึ้นมาหลายส่วน หนานกงมั่วและเว่ยจวินมั่วยืนเคียงคู่ เอ่ยด้วยรอยยิ้ม “ศิษย์พี่ ยินดีด้วยนะเจ้าคะ”
คิ้วคมของคุณชายเสียนเกอเลิกขึ้น คล้ายจะยิ้มทว่าไม่ยิ้มมองนาง เอ่ย “เจ้าคิดว่าตนเองเป็นแขกหรือ มาเอาช้าป่านนี้”
หนานกงมั่วยักไหล่ เอ่ยอย่างเอือมระอา “ใครใช้ให้พวกท่านเลือกแต่งงานวันเดียวกันเล่า ข้าเพิ่งส่งองค์หญิงหย่งเฉิงออกจากวังมา เดี๋ยวอีกสักพักก็ต้องไปหาพี่ใหญ่และจวนลิ่นฉังเฟิงอีก” สำหรับการตัดสินใจของคนเหล่านี้ หนานกงมั่วแทบกุมขมับ เจี่ยนชิวหยาง หนานกงชวี่ ลิ่นฉังเฟิงอีกทั้งเสียนเกอ ต่างก็เลือกวันแต่งงานวันเดียวกัน คนพวกนี้ปฏิเสธที่นางเสนอว่าให้จัดงานรวมกัน ดังนั้นจึงต้องลำบากเหล่าผู้มีอำนาจในจินหลิงแล้ว วันเดียวต้องวิ่งไปสี่สถานที่ ต่อให้เป็นคนชอบร่วมงานสนุกสนานยังรู้สึกเหนื่อย ส่วนงานเลี้ยง นอกจากจะวิ่งตามให้ทันแล้วยังต้องแบ่งคนในครอบครัวเพื่อแยกกันไปเข้าร่วม
เสียนเกอไม่แปลกใจ “ใครจะอดทนรับรองคนเหล่านั้นได้”
หนานกงมั่วพยักหน้าเข้าใจ ไม่แปลกใจแม้เพียงนิด นางเคลือบแคลงมานานแล้วว่าคนเหล่านี้มีแผนการ อย่างไรก็ไม่มีผู้ใดพลาดของขวัญแสดงความยินดี แต่ใครต่างก็ไม่มีวิชาแยกร่าง เช่นนี้คนที่มาร่วมงานจึงมีไม่มากอย่างแน่นอน เงียบสงบ นับตั้งแต่เว่ยจวินมั่วถูกแต่งตั้งเป็นองค์รัชทายาท คนที่มีความสัมพันธ์ที่ดีกับเว่ยจวินมั่วก็กลายเป็นเป้าหมายของคนในราชสำนัก เหล่าลิ่นฉังเฟิงนั้นประสบปัญหาน่าเบื่อหน่ายนี้มานานแล้ว
หนานกงมั่วยิ้ม ตบไหล่คุณชายเสียนเกอ เอ่ย “อย่างไร ศิษย์พี่ก็ต้องมีความสุขนะเจ้าคะ”
เว่ยจวินมั่วยื่นมือไปจับมือหนานกงมั่วที่วางอยู่บนตัวของคุณชายเสียนเกอ เอ่ยเสียงเรียบ “ยินดีด้วย”
คุณชายเสียนเกอเลิกคิ้ว คร้านจะโต้เถียงกับพวกเขา
“ใกล้จะถึงเวลาแล้ว ต้องไหว้ฟ้าดิน เจ้าบ่าวอยู่ที่ใด” คนด้านนอกตะโกนขึ้น
“รีบไปตามหาเจ้าบ่าวเร็ว”
หนานกงมั่วก้มหน้าหัวเราะ เอ่ย “ศิษย์พี่รีบไปเถิด”
คุณชายเสียนเกอยิ้มบาง คิ้วที่คอยขมวดมุ่นอย่างที่เคยเป็นคลายออกจนหายไปแล้ว เหลือเพียงความผ่อนคลายที่ประทับอยู่ พยักหน้าให้ทั้งสองคน คุณชายเสียนเกอเดินออกไป ถีบตัวลอยออกไปจากเรือน เสียงของเขาดังมาจากด้านนอก “ข้าอยู่นี่”
หนานกงมั่วเงยหน้ายิ้มให้เว่ยจวินมั่ว “พวกเราไปดูพี่ใหญ่ไหว้ฟ้าดินกันดีหรือไม่”
เว่ยจวินมั่วพยักหน้า เอ่ยเสียงเบา “ก็ดีเหมือนกัน เจ้าต้องได้เห็นว่ามีคนรับเขาไปแล้วจึงจะวางใจ” ข้าเองก็จะวางใจ
ฟ้ามืดลงเล็กน้อย ทั้งสองจูงมือกันออกไปจากเรือนที่เต็มไปด้วยเสียงแห่งความสุข ด้านในยังคงครึกครื้น คุณชายเสียนเกอยุ่งอยู่กับการต้อนรับแขก แม้แต่พวกเขาออกมาก็ยังไม่รู้ หนานกงมั่วหันกลับไปมองจวนด้านหลัง หน้าประตูมีป้ายเหวินเหรินเขียนเอาไว้ ศิษย์พี่ทิ้งชาติกำเนิดเดิมของเขาได้แล้ว ถือว่าตนเองเป็นเด็กที่อาจารย์และอาจารย์อารับมาเลี้ยง สืบทอดแซ่ที่เป็นของตนเองมาแต่ไหนแต่ไร…เหวินเหรินเสียนเกอ
ไม่ไกลออกไป ผู้คนกำลังยื้อยุดฉุดกระชากอยู่กับสตรีผู้หนึ่ง หนานกงมั่วขมวดคิ้ว เอ่ยถาม “เกิดอันใดขึ้น”
บ่าวรับใช้หลายคนหันกลับมาเห็นทั้งสองจึงรีบแสดงความเคารพ “คารวะองค์รัชทายาท พระชายารัชทายาทเพคะ”
“เป็นอันใดกันหรือ” หนานกงมั่วเอ่ยถาม
คนหนึ่งเอ่ยขึ้น “ทูลพระชายารัชทายาท หญิงสติไม่ดีผู้นี้บอกว่าตนเองเป็นมารดาของคุณชายของพวกเราเพคะ จะเข้าพบคุณชายให้ได้ ใครบ้างไม่รู้ว่าคุณชายของพวกเราถูกท่านผู้เฒ่าเหวินเหรินเป็นคนเลี้ยงมา บุตรบุญธรรมของจั่งกงจู่ ไยจึง…” สตรีผู้นั้นสภาพยับเยิน ผมเผ้ากระเซอะกระเซิง ใบหน้าที่เคยงดงามยามนี้ซูบผอม ดวงตาบ้าคลั่งดูเหมือนคนบ้า เมื่อมองเห็นหนานกงมั่ว คนผู้นั้นก็พุ่งเข้ามาหา เว่ยจวินมั่วคว้าหนานกงมั่วมาไว้อีกด้าน สตรีผู้นั้นจึงล้มลงไปบนพื้น
นางกลับไม่สนใจ ลุกขึ้นมาเอ่ยกับหนานกงมั่ว “ข้าเป็นมารดาของเขา เขาไม่ช่วยข้าไม่ได้ พระชายาฉู่อ๋อง…ไม่สิ รัชทายาท ข้าจะพบเขา ข้าจะพบเขา”
หนานกงมั่วก้มลงไปมองนาง เอ่ยเสียงเรียบ “เขาไม่มีทางเจอเจ้า ตอนนี้เขามีบิดา มีมารดา มีภรรยา มีครอบครัวแล้ว เขาไม่ต้องการเจ้าอีกแล้ว” ตระกูลซูถูกดึงเข้าไปเกี่ยวกับเรื่องครั้งก่อน ความจริงก็ไม่ได้มีเรื่องของใต้เท้าซูนัก อย่างไรฐานะเขายังต่ำต้อย แต่เรื่องในราชสำนักเดิมก็ไม่อาจเอ่ยอันใดได้ ไม่ทันระวังถูกดึงเข้าไปเกี่ยวข้องเป็นเรื่องปกติ ยิ่งไปกว่านั้นเขาไม่ได้บริสุทธิ์ ใต้เท้าซูถูกถอดจากตำแหน่ง ถูกส่งไปอยู่ในกองทัพ ทว่าคนในครอบครัวไม่ได้ถูกดึงไปเกี่ยวข้องด้วย เพียงไม่รู้ว่าบุตรชายบุตรสาวไม่กี่คนนั้นของตระกูลซูไปอยู่ที่ใด ถึงได้ปล่อยให้นางที่ดูน่าเวทนามาอยู่ที่นี่คนเดียว
“ไม่ เขาจะทำเช่นนี้ไม่ได้ เขาอกตัญญู” ซูฮูหยินเอ่ยเสียงดัง “เขาจะต้องตกนรก เขาอกตัญญู”
หนานกงมั่วมองนางด้วยความรำคาญ โบกมือเอ่ย “เอาตัวนางไป อย่าได้รบกวนงานแต่งของศิษย์พี่ ส่วนเรื่องของนาง…รอมีเวลาว่างค่อยบอกกับศิษย์พี่สักหน่อยก็แล้วกัน”
บ่าวรับใช้เอ่ยเสียงเบา “รายงานพระชายารัชทายาท คุณชายรู้แต่แรกแล้วพ่ะย่ะค่ะ หญิงบ้าผู้นี้มาโวยวายอยู่ที่นี่หลายวันแล้ว คุณชายบอกว่า…เขาถูกนายท่านรองเก็บมาจากหิมะ ไม่มีบิดามารดาพ่ะย่ะค่ะ”
หนานกงมั่วจึงวางใจ เอ่ยตอบ “ในเมื่อเป็นเช่นนี้ก็ให้นางไปเถิด”
“พ่ะย่ะค่ะ พระชายารัชทายาท”
หนานกงมั่วไม่สนใจนางอีก หันไปเอ่ยกับเว่ยจวินมั่วด้วยรอยยิ้ม “พวกเราไปกันเถิด”
เว่ยจวินมั่วพยักหน้าเบาๆ “ได้”
ทั้งสองไม่มีผู้ติดตาม เดินจูงมืออยู่บนถนนกว้าง ห่างออกไปไม่ไกลก็เป็นจวนของหนานกงชวี่ รีบไปตอนนี้คงทันดื่มเหล้ามงคลสักสองจอก
สุดทางถนน มุมทางเลี้ยวมีคนผู้หนึ่งยืนอยู่ มองไปดูคล้ายชายวัยห้าสิบกว่า อยู่ในเสื้อผ้าฝ้ายธรรมดา ลักษณะโดดเด่น ดูสุขุม หัวคิ้วขมวดมุ่น มีร่องรอยยับย่น มองมายังถนนฝั่งนี้ด้วยท่าทีเหม่อลอย หนานกงมั่วหันมองไปตามสายตาของเขา ก็คือประตูจวนเหวินเหรินที่ว่างเปล่า ในจวนครื้นเครง แสงไฟจุดให้แสงสว่างไปกว่าครึ่งท้องฟ้า
“นั่นคือ…” หนานกงมั่วครุ่นคิด
เว่ยจวินมั่วเพียงปรายตามองไม่ได้ให้ความสนใจอีก “คุณชายใหญ่ตระกูลหยางในรุ่นก่อน” หลายวันมานี้ตระกูลที่โชคร้ายมีตระกูลหยางด้วย แต่ฮ่องเต้ไท่ชูไม่ได้สังหารทั้งหมด มีอำนาจรุ่งเรืองนั้นอย่าได้คิดแล้ว แต่การมีเสื้อผ้านุ่งห่มได้นั้นไม่ใช่ปัญหา มีชีวิตอยู่ก็เพียงพอแล้ว
“ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้” หนานกงมั่วพยักหน้าแล้วไม่มองไปทางนั้นอีก ส่งเสียงพูดคุยอยู่บนไหล่ของเว่ยจวินมั่วชั่วครู่ ทั้งสองจึงจูงมือเดินออกไป
“วันนี้เป็นวันดี มิสู้ข้าบอกข่าวดีกับท่านด้วยดีหรือไม่” ไกลออกไป เสียงใสของหญิงสาวดังขึ้น
“อันใดหรือ” ชายหนุ่มเอ่ยเสียงเรียบ ทว่าฟังให้ดีมีความอบอุ่นซ่อนอยู่
“…เยาเยาและอานอาน จะมีน้องชายน้องสาวแล้ว ท่านดีใจหรือไม่ ไม่ใช่ข่าวดีหรือ”
“เป็นข่าวดีจริงๆ” ชายหนุ่มคว้าเอวหญิงสาวแล้วอุ้มนางขึ้นมา
“นี่ พวกเรายังต้องไปจวนพี่ใหญ่และฉังเฟิงนะ” สองมือของหนานกงมั่วเกาะไหล่ของเขาเอาไว้ เอ่ยด้วยรอยยิ้ม
“ไม่ไปแล้ว” เว่ยจวินมั่วเอ่ยเสียงเรียบ “กลับบ้าน”
“แบบนี้ไม่ดีหรือไม่”
“เด็กดี เชื่อฟัง”
เสียงหัวเราะหยันดังขึ้น “เว่ยจวินมั่ว ข้าไม่ใช่เยาเยาและอานอาน วิธีนี้ใช้กับข้าไม่ได้”
“…”
“เอาล่ะๆ ไปนั่งที่จวนของพี่ใหญ่และฉังเฟิงสักหน่อยค่อยกลับ เด็กดี อย่าดื้อ”
“…”
เสียงสองเสียงดังไกลออกไปเรื่อยๆ เสียงหัวเราะก็ค่อยๆ เบาลง ไฟถูกจุดขึ้นหลายแห่งในเมือง ทั่วทั้งจินหลิงส่องสว่างไปทั้งเมือง
เช้าวันต่อมา ฮ่องเต้ไท่ชูมองซาลาเปาน้อยสองลูกที่นั่งเรียงแถวกันอยู่ในห้องทรงพระอักษรสลับกับจดหมายที่วางอยู่บนโต๊ะด้วยความโกรธ สะกดอารมณ์อยู่นาน ก่อนจะกัดฟันเอ่ยถาม “นี่คืออันใดกัน”
อานอานเอ่ยตอบอย่างว่าง่าย “นี่คือจดหมายที่เสด็จพ่อมอบให้เสด็จปู่พ่ะย่ะค่ะ”
เยาเยาพยักหน้า “ใช่แล้วๆ”
ฮ่องเต้ไท่ชูขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน “จดหมายนี้หมายความเยี่ยงไร พวกเจ้าสองคนหมายความเยี่ยงไร”
อานอานกระพริบตา “เสด็จพ่อบอกว่าจะไปตามหาน้องชายน้องสาวกับท่านแม่ ไม่นานก็กลับมาพ่ะย่ะค่ะ”
เยาเยาพยักหน้าเอ่ยต่อ “ใช่แล้วๆ เสด็จพ่อบอกว่าน้องชายน้องสาวถูกคนซ่อนเอาไว้ ท่านพ่อท่านแม่ต้องไปตามหาด้วยกัน อุ้มกลับมาคนละคน ดังนั้นจึงพาพี่ชายและเยาเยาไปด้วยไม่ได้ มิเช่นนั้น…จะอุ้มน้องชายน้องสาวไม่ได้แล้ว เยาเยาเป็นเด็กดี เยาเยารอน้องชายน้องสาวกลับมา”
“…” ฮ่องเต้ไท่ชูมองอานอานอย่างไม่พอใจ “วาจานี้โกหกเยาเยาคงไม่เท่าไร แล้วเจ้าเล่า”
อานอานพยักหน้านิ่ง “เสด็จพ่อบอกว่าท่านแม่ลำบาก เสด็จพ่อเองก็ยุ่ง ต้องหาสถานที่ที่ไม่มีคนดูแลท่านแม่ คลอดน้องชายน้องสาวแล้วค่อยกลับมาพ่ะย่ะค่ะ”
ฮ่องเต้ไท่ชูอุ้มอานอานมาไว้ในอ้อมแขนอย่างไม่พอใจ “เจ้าบอกมาสิ มารดาของเจ้าตั้งครรภ์กี่เดือนแล้ว” ลูกสะใภ้ตั้งครรภ์ เขามีหลานแน่นอนว่าเป็นเรื่องดี แต่อย่าเอาบุตรชายที่ทำงานได้หนีไปด้วยได้หรือไม่
อานอานครุ่นคิด ชูสองนิ้วออกมา ลังเลอยู่ชั่วครู่ จากนั้นก็เก็บกลับไปหนึ่งนิ้ว “ท่านแม่บอกว่า ยังไม่ถึงหนึ่งเดือนพ่ะย่ะค่ะ”
ฮ่องเต้ไท่ชูรู้สึกหน้ามืดขึ้นมาทันใด อดไม่ได้ยื่นมือออกไปบีบแก้มขาวนุ่มของหลานชาย “ดีมาก หลายเดือนต่อจากนี้เจ้าก็อยู่กับข้า ข้าจะสั่งสอนเจ้าว่าสิ่งใดที่เรียกว่า…ความรับผิดชอบ”
“ไม่เอา…” อานอานเบิกตาอย่างใสซื่อ “เสด็จปู่ยุ่งมาก…อานอานและเยาเยาจะไปกตัญญูต่อเสด็จย่าฉังผิง”
เยาเยาเห็นสายตาดุร้ายของฮ่องเต้ไท่ชู จึงรีบปีนขึ้นมาช่วยพี่ชายมอบจูบเปียกชื้นบนใบหน้าของฮ่องเต้ไท่ชู “ท่านพ่อท่านแม่หาน้องชายน้องสาวเจอก็จะกลับมา เสด็จปู่ไม่ต้องกลัวนะเพคะ เยาเยารักเสด็จปู่ที่สุดเลย”
“…”
บนถนนห่างจากจินหลิงไม่ไกล หนานกงมั่วนั่งอยู่ในรถม้ากำลังสะลึมสะลืออยู่ในอ้อมแขนของเว่ยจวินมั่ว “พวกเราจะไปที่ใดหรือ”
เว่ยจวินมั่วกอดนางอย่างระมัดระวัง วางปลายคางลงบนไหล่ของนาง ใบหน้าหล่อเหลามีรอยยิ้มจางๆ “เดินทางท่องไปทุกหนทุกแห่งก่อน จากนั้นก็ไปคลอดที่เหวยหยาง” หนานกงมั่วไม่เข้าใจ “ไยต้องไปคลอดที่เหวยหยางเล่า ที่นั่นห่างจากจินหลิงไม่ไกล” หากไม่ระวังคงได้ถูกพาตัวกลับไป เว่ยจวินมั่วลูบผมยาวของนาง เอ่ย “ที่นั่นทิวทัศน์สวย อู๋สยาชอบป่าท้อสิบลี้มิใช่หรือ ที่นั่นมีบ้าน ข้ายกป่าท้อสิบลี้ให้อู๋สยา”
หนานกงมั่วยิ้มไม่ออก “เรื่องนานเพียงนี้แล้ว ท่านยังจำได้หรือ”
“สิ่งที่อู๋สยาชอบ ต้องหามาให้อย่างแน่นอน”
“จากนั้นเล่า จะกลับจินหลิงเมื่อใด”
เว่ยจวินมั่วครุ่นคิดอยู่นาน “เสด็จพ่อ…ยังหนุ่มยังแน่น รอลูกเติบโตแล้วค่อยกลับไปก็ได้ อู๋สยาอยากท่องเหนือลงใต้ไปทุกหนทุกแห่งมิใช่หรือ เมื่อก่อนไม่มีเวลาว่าง ต่อไปนี้อู๋สยาอยากไปที่ใดก็ได้”
หนานกงมั่วอยากถามเขาว่าฮ่องเต้และลูกทั้งสองจะทำเช่นไร แน่นอน ฮ่องเต้นั้นเป็นเรื่องรอง ลูกทั้งสองนั้นย่อมสำคัญกว่า
ไม่ต้องให้นางถาม เว่ยจวินมั่วก็เอ่ยตอบว่า “รอคลอดลูกแล้ว ก็กลับไปพาเยาเยาออกมาก็พอ ส่วนอานอานเก็บไว้ให้เสด็จพ่อเถิด พวกเรากลับไปเยี่ยมเขา” หากแม้แต่อานอานยังพาออกมาด้วย เอ่ยได้ยากว่าฮ่องเต้จะพลิกแผ่นดินตามหาพวกเขาหรือไม่ หนานกงมั่วเงยหน้ามองเขา “องค์รัชทายาท ท่านช่างทำได้ลงคอ”
“ต้องยอมเสียจึงจะได้มา ชีวิตนี้ได้พบกับอู๋สยา ได้แผ่นดินมาแล้วอย่างไรเล่า”
“ข้าก็เช่นกัน ได้พบกับชิงสิง โชคดีไปสามภพ”
รถม้าอบอวลไปด้วยความอบอุ่นมุ่งหน้าลงทางใต้ ด้านหลังคือวังหลวงอันยิ่งใหญ่ที่ถูกโอบล้อมไปด้วยแสงแดดสีทอง ซึ่งส่องผ่านผ้าม่านรถม้าที่ถูกเปิดเอาไว้เข้ามายังคนทั้งสองที่นั่งโอบกอดกันอยู่ในรถม้า แสงแดดอบอุ่นตกกระทบบนร่าง หัวใจสองดวงที่ผูกติดกันนั้นกลับอบอุ่นเสียยิ่งกว่า
ภพนี้ได้เจอเจ้า โชคดีไปสามภพ