หมอหญิงยอดมือสังหาร - ตอนพิเศษ ต้นเถาเยาเยา 1
ตอนพิเศษ ต้นเถาเยาเยา 1
ฤดูใบไม้ผลิ รัชศกไท่ชูปีที่สิบ
บนกำแพงหอสูงตระหง่าน ณ เขตชายแดน เด็กสาวในอาภรณ์สีแดงเพริศพริ้งนั่งอยู่บนช่องกำบังของป้อมปราการทอดสายตามองไปยังทุ่งหญ้ากว้างใหญ่ไกลออกไป
“จวิ้นจู่ ต้องกลับแล้วพ่ะย่ะค่ะ” ด้านหลัง องครักษ์เอ่ยด้วยท่าทางนอบน้อม
เด็กสาวอาภรณ์แดงโบกมือ เอ่ย “ไม่ได้ ข้าจะรอท่านพ่อและท่านแม่กลับมา”
องครักษ์มุมปากกระตุกโดยไม่รู้ตัว เอ่ย “องค์รัชทายาทและพระชายารัชทายาทไปหว่าหลา คงไม่กลับมาเร็วเพียงนั้นพ่ะย่ะค่ะ”
ได้ยินเช่นนั้น เด็กสาวชุดแดงจึงยู่ปากเล็กอย่างไม่พอใจ “น่าเบื่อเสียจริง”
“หากจวิ้นจู่รู้สึกเบื่อ มิสู้กลับจินหลิงดีหรือไม่” นี่คือหย่งเล่อจวิ้นจู่ที่ฮ่องเต้ทรงรักและเอ็นดูที่สุด เมืองจินหลิงที่เจริญรุ่งเรืองไม่ยอมอยู่ ดื้อจะติดตามท่านอ๋อง พระชายามาอยู่ดินแดนแห้งแล้งแห่งนี้ ยังกล้ามาบ่นว่าน่าเบื่ออีกหรือ
เด็กสาวแลบลิ้นอย่างซุกซน “จินหลิงหรือ ข้าไม่กลับ พี่ชายถูกเสด็จปู่ให้เรียนนั่นเรียนนี่ทุกวัน ใกล้จะกลายเป็นเด็กแก่แล้ว แม้ข้าจะไม่ต้องเรียนสิ่งเหล่านั้น แต่มีคนคอยติดตามเป็นขบวนวุ่นวายยิ่งนัก มิสู้มาเที่ยวเล่นที่เขตชายแดนกับท่านแม่และท่านพ่อดีกว่า”
“คงมีเพียงพระองค์ที่คิดว่าซื่อจื่อนั้นเหมือนเด็กแก่กระมัง ซื่อจื่อนั้นยังหัวเราะกับการปั่นหัวเสด็จอาหลายพระองค์จนหัวหมุนอยู่เลยนะพ่ะย่ะค่ะ”
เด็กสาวผู้นี้ก็คือบุตรีที่รักขององค์รัชทายาทเซียวเชียนเย่และซิงเฉิงจวิ้นจู่หนานกงมั่ว หย่งเล่อจวิ้นจู่ที่ฝ่าบาททรงแต่งตั้ง ชื่อเล่นเยาเยา
พริบตาเดียวก็ผ่านไปสิบปีแล้ว ตุ๊กตาตัวน้อยน่ารักเติบโตกลายมาเป็นเด็กสาวผู้งดงามเพริศพริ้งแล้ว แม้จะยังมีความเป็นเด็ก ทว่ายังมีความสง่างามที่แตกต่างไปจากมารดา
ขณะมององครักษ์ผู้ซื่อสัตย์ตรงหน้า ดวงตาเยาเยากลอกกลิ้งไปมา กระโดดลงมาจากที่กำบัง “พวกเราไปกันเถิด ต้องกลับไปแล้ว เดี๋ยวท่านลุงจะเป็นห่วง”
“พ่ะย่ะค่ะ จวิ้นจู่” องครักษ์ตกใจกับการว่าง่ายของจวิ้นจู่
เช้าวันต่อมา แม่ทัพใหญ่หนานกงชวี่ซึ่งประจำการอยู่เขตชายแดนมองดูจดหมายในมือพร้อมกัดฟัน “ท่านลุง เยาเยาจะไปเที่ยว ไม่ต้องคิดถึงข้านะเจ้าคะ ไม่นานก็กลับมาแล้วเจ้าค่ะ”
“ทหาร” หนานกงชวี่เอ่ยเสียงเย็น “รีบส่งคนออกตามหา”
“ท่านแม่ทัพ…จะไปหาที่ใดขอรับ” องครักษ์ลำบากใจขึ้นมา ขึ้นเหนือล่องใต้ ชื่อเสียงการหนีเที่ยวของจวิ้นจู่น้อยเป็นที่เลื่องลือไปทั่วจินหลิง พวกเราจะไปตามหาได้ที่ใดกันเล่า
หนานกงชวี่หรี่ตา “ออกนอกเขตกำแพง”
“ขอรับ”
บนทุ่งหญ้ากว้างใหญ่ เด็กสาวงดงามในชุดแดงกำลังควบม้าขาวองอาจวิ่งทะยานอย่างรวดเร็ว เสียงหัวเราะราวกับเสียงกระดิ่งดังไปตลอดทาง ผู้คนที่พบเห็นระหว่างทางยังอดที่จะหัวเราะตามไม่ได้ ขณะมองตามเด็กสาวผู้กระฉับกระเฉงไปจนลับสายตา
เยาเยาเดินๆ หยุดๆ มาตลอดเส้นทาง นางที่เดินทางเข้าสู่เขตทุ่งหญ้าตัวคนเดียวไม่ได้รู้สึกกลัว แม้อายุจะยังไม่เต็มสิบสี่ หลายปีมานี้ไม่ว่าจะติดตามบิดามารดาหรือติดตามท่านลุงเสียนเกอ นางก็เคยไปมาหลายที่ ไม่ว่าจะเป็นเขาสูงชันแม่น้ำงดงาม หรือพื้นที่ทุรกันดาร นางต่างไปมาแล้ว เพียงมีทุ่งหญ้าเท่านั้น ยากที่จะหยุดเยาเยาจวิ้นจู่ผู้ไร้เทียมทานได้
วันนี้เยาเยาจูงม้าเดินเข้ามายังหมู่บ้านเล็กๆ ในเขตทุ่งหญ้า ที่นี่มีชนกลุ่มต่างๆ อาศัยอยู่ ทั้งชาวจงหยวนและชาวเซ่อมู่ แน่นอนว่าเยอะที่สุดคือชาวเป่ยหยวน เพียงเดินเข้าไปในเมืองเล็กๆ นางก็ดึงดูดสายตาจำนวนไม่น้อยได้เป็นอย่างดี เด็กสาวงดงาม ตัวคนเดียว แน่นอนว่าเพียงพอที่จะดึงดูดสายตาผู้คนได้ เพียงแต่คนเหล่านี้มีทั้งชื่นชมอย่างบริสุทธิ์ใจ ทว่ายังมีคนที่มีความคิดร้าย
“แม่นางน้อย มาจากที่ใดหรือ” ชายเป่ยหยวนตัวสูงใหญ่ขวางอยู่ตรงหน้านาง เอ่ยถามเป็นภาษาจงหยวนด้วยสำเนียงแปร่งๆ
เยาเยาเลิกคิ้ว “เจ้าทายดูสิ”
ชายเป่ยหยวนหัวเราะขึ้นมา “ให้ข้าทายหรือ ข้าทายว่า…เจ้ามาจากจงหยวนหรือ มีเพียงสตรีจงหยวนที่ดูบอบบางเพียงนี้ มิสู้ กลับบ้านกับข้าหรือไม่”
เยาเยากะพริบตา “กลับบ้านหรือ ไยข้าต้องกลับบ้านกับเจ้า”
“กลับบ้านกับข้า เป็น…ภรรยาของข้าน่ะสิ” ชายเป่ยหยวนเอ่ยกลั้วเสียงหัวเราะ “ที่นี่ไม่ได้มีสตรีจงหยวนที่สวยเพียงนี้นัก” เอ่ยพร้อมยกมือขึ้นมาหมายจะสัมผัสใบหน้าเล็กของเยาเยา
“อ๊าก…อ๊าก” มือยังไม่ทันได้สัมผัสใบหน้าเล็กนุ่มนิ่มนั้น ชายผู้นั้นก็กุมมือข้างหนึ่งร้องขึ้นมาเสียงดัง ทุกคนหันไปมองทันใด ทว่าเห็นหนอนสีขาวราวกับหิมะตัวใหญ่เกาะอยู่บนหลังมือของชายผู้นั้น เพียงแต่จุดที่ถูกหนอนกัดเริ่มเขียวคล้ำขึ้นมา กระจายเป็นวงกว้างออกทุกทิศทาง
“หนอนตัวนั้นมีพิษ” มีคนเอ่ยร้องเสียงหลง
ใบหน้างดงามของเยาเยามีรอยยิ้มหวานประดับอยู่ เพียงแต่ผู้คนรอบข้างที่มองมากลับรู้สึกสันหลังเย็นวาบ “มารดาของเจ้าไม่เคยสั่งสอนเจ้าหรือ ท่องอยู่ในยุทธภาพมีสามสิ่งที่เจ้าไม่อาจหาเรื่องที่สุด หนึ่งคือคนแก่ สองคือเด็ก สามคือสตรี ข้าเป็นตั้งสองสิ่ง เจ้ายังไม่ลืมหูลืมตา” เยาเยาจวิ้นจู่ผู้อายุยังไม่เต็มสิบสี่มั่นใจว่าตนเองยังเป็นเด็ก เป็นเด็กดีผู้หนึ่ง
“อาไป๋ กลับมา”
หนอนที่เกาะอยู่บนหลังมือของชายผู้นั้นรีบกระโดดกลับมาอยู่ในมือของเยาเยา คลอเคลียอย่างออดอ้อนอยู่ในมือของนาง ไต่กระดึ๊บเข้าไปยังขวดหยกด้านข้าง เยาเยาโยนยาหนึ่งเม็ดให้ เอ่ย “ต่อไปออกมาท่องยุทธภพ อย่าลืมเบิกตาให้โตเสียบ้าง”
“คุณหนูเยาเยา นายท่านเชิญคุณหนูไปพบขอรับ”
ชายชุดดำสองคนปรากฏตัวขึ้นบนหัวมุมถนน เอ่ยกับเยาเยาด้วยท่าทีนอบน้อม
ผู้คนรอบข้างมองเห็นชุดของชายชุดดำทั้งสอง ตกใจขึ้นมาทันใด ไม่สนใจชมความสนุกอีก รีบแยกย้ายออกไป
เยาเยาเลิกคิ้ว “นายท่งนายท่านอันใดกัน ข้าไม่รู้จัก และไม่ได้ชื่อเยาเยาอันใดด้วย”
“คุณหนูเยาเยา เชิญขอรับ”
เยาเยาส่งเสียงหยัน ดวงตาวาววับเอ่ยร้องขึ้นทันใด “อาา ท่านพ่อในที่สุดท่านก็มาแล้ว”
ได้ยินเช่นนั้น สีหน้าของชายชุดดำทั้งสองพลันเปลี่ยน รีบหันกลับไป เยาเยารีบหมุนตัวเตรียมเผ่นหนี น่าเสียดายก้าวได้เพียงสองก้าวก็ต้องหยุดลง ยู่ปากเล็กอย่างไม่พอใจ เพราะห่างออกไปตรงหน้าของนางมีชายชุดดำสองคนยืนอยู่
“คุณหนูเยาเยา เชิญขอรับ”
เยาเยากรอกตา “ใครจะไปกับเจ้ากัน ดูฝีมือข้าเถิด” ควันสีม่วงกระจายออกมาจากแขนเสื้อของนาง ขณะเดียวกัน อาไป๋ก็ออกมาจากขวดหยก
แม้วรยุทธ์ของเยาเยาจะสู้อานอานไม่ได้ แต่ก็ไม่ได้อ่อนแอ บวกกับมีอาไป๋และยาพิษของคุณชายเสียนเกอ สามารถทำให้ชายชุดดำทั้งสี่ล้มได้โดยไม่ต้องเปลืองแรง ทว่าไม่นานก็มีชายชุดดำปรากฏตัวขึ้นมากมาย รอจนเยาเยาพบว่าต่อให้นางใช้พิษไปมากเพียงใดก็ยังไม่อาจจัดการอีกฝ่ายให้หมดได้ แม้อีกฝ่ายจะไม่ได้ทำร้ายนาง แต่หากต่อสู้เช่นนี้ต่อไปนางเองก็เหนื่อย
“ไม่เอาแล้ว ฮือๆ…พวกเจ้ารังแกข้า” เด็กสาวงดงามในชุดสีแดงนั่งลงกับพื้น ยกมือปิดหน้าร้องไห้ขึ้นมา “ฮือๆ พวกเจ้ารังแกเด็ก รังแกผู้หญิง พวกเจ้าเป็นคนเลว” ชายชุดดำมึนงงขึ้นมาทันใด
เป็นใครรังแกใครกันแน่ มองสหายที่นอนกองกันอยู่บนพื้น ชายชุดดำจนวาจา
“สมกับเป็นคนชั่วน้อยจริงๆ แสร้งร้องไห้ยังทำได้ลงคอ มารดาของเจ้ามิได้ไร้ยางอายเยี่ยงเจ้า” เสียงชายผู้หนึ่งส่งมา เยาเยาเงยหน้าขึ้น มองคนมาใหม่ผ่านง่ามนิ้วที่แยกออก
ชายวัยกลางคนหน้าตาหล่อเหลาอยู่ในชุดสีดำสาวเท้าเชื่องช้าเข้ามาทางนี้ มองเยาเยาพร้อมเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “ศิษย์รัก เจ้ามาที่นี่เพื่อเยี่ยมอาจารย์หรือ”
เยาเยาลุกขึ้นมา วางมือลง ใบหน้าสะอาดสะอ้าน ไม่มีน้ำตาแม้เพียงนิด “เจ้าเอ่ยเหลวไหล ข้าไม่รู้จักเจ้า”
ชายผู้นั้นจนใจ เอ่ยอย่างเจ็บปวด “เด็กน้อย เจ้าลืมอาจารย์เสียแล้ว”
เยาเยากะพริบตา ครุ่นคิดอยู่นาน สมองพลันสว่างวาบ “อ่า ข้านึกขึ้นได้แล้ว เจ้าคือคนชั่วใหญ่ผู้นั้น” ชายผู้นั้นยกยิ้มมุมปาก “ข้าเป็นคนชั่วใหญ่ หรือว่าเจ้าไม่ใช่คนชั่วน้อยหรือ”
“ข้าไม่ใช่ ท่านแม่บอกว่าข้าเป็นเด็กดี” เยาเยายู่ปากเล็กกระทืบเท้าเร่าอย่างไม่พอใจ
ชายวันกลางคนเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “ในเมื่อนึกออกแล้วว่าข้าคือใคร เช่นนั้นกลับไปกับอาจารย์หรือไม่”
เยาเยาเหลือบซ้ายแลขวา “ข้าไม่ไปได้หรือไม่”
“เจ้าว่าอย่างไรเล่า”
“ก็ได้” เยาเยารู้สึกเศร้าใจขึ้นมาทันใด
เยาเยานั่งกลัดกลุ้มอยู่บนผืนหญ้านอกกระโจม ฮือๆ…นางถูกคนชั่วใหญ่จับตัวอีกแล้ว ความจริงนางแทบไม่เหลือความทรงจำในวัยเด็กแล้ว เพียงจำได้แม่นว่าในตอนนั้นคนชั่วใหญ่จับตนเองไป
ท่านพ่อจะต้องตีข้าอย่างแน่นอน
“เด็กน้อย คิดสิ่งใดอยู่” กงอวี้เฉินเดินออกมาจากกระโจม นั่งลงด้านข้างนาง
เยาเยาส่งเสียงหยันในลำคอ หันใบหน้าเล็กหนีไม่มองเขา
กงอวี้เฉินเลิกคิ้ว ยื่นมือไปบีบใบหน้าเล็ก “เจ้าจะลองดูอีกหรือไม่ว่าเจ้าจะหนีออกไปได้เยี่ยงไร”
“เหอะ” เยาเยามองไปอีกทาง ไม่มองคนตรงหน้า
“ว่าอย่างไร กลับราชสำนักเป่ยหยวนกับอาจารย์ดีหรือไม่ กลับไปแล้วเจ้าก็จะกลายเป็นองค์หญิงสูงศักดิ์”
เยาเยาแลบลิ้นปลิ้นตา “ข้าไม่ต้องการ เป่ยหยวนไม่สนุกเลยสักนิด”
กงอวี้เฉินคล้ายจะยิ้มทว่าไม่ยิ้ม “ใช่ จงหยวนสนุกกว่า”
เยาเยาเอ่ยยั่วยุ “น่าเสียดายเจ้าเอาชนะท่านลุงใหญ่ไม่ได้ เอาชนะเสด็จปู่หนิงอ๋องไม่ได้ เอาชนะแม่ทัพซัง แม่ทัพเฉิน แม่ทัพเซวียเหล่านั้นไม่ได้ ยิ่งเอาชนะท่านพ่อข้าไม่ได้”
“เด็กน้อย เจ้าช่างไม่กลัวตายเสียจริง” กงอวี้เฉินหรี่ตามองนางด้วยสายตาอันตราย
เยาเยาหดลำคอ ขยับออกห่างจากกงอวี้เฉิน “เจ้ากล้าตีข้าหรือ ข้าจะให้อาไป๋กัดเจ้า”
กงอวี้เฉินจ้องมองนางอยู่นาน พลันยิ้มขึ้นมา กวักมือเรียกนาง เอ่ย “มานี่ คุยกับอาจารย์สักหน่อย”
เยาเยาเอ่ยอย่างระมัดระวัง “ข้าไม่มีทางบอกความลับของต้าเซี่ยกับเจ้า”
“เด็กอย่างเจ้าจะรู้ความลับอันใดกัน” กงอวี้เฉินไม่ใส่ใจ “ไยเจ้าจึงวิ่งออกนอกเขตกำแพงมาคนเดียว พ่อแม่ของเจ้าเล่า”
“นี่ก็คือความลับ” เยาเยาเอ่ยอย่างทะนงตน คิดในใจว่าหากข้าบอกเจ้าว่าท่านพ่อท่านแม่ไปหว่าหลาเตรียมร่วมมือสังหารพวกเจ้า เจ้าคงจะสังหารข้าทันทีน่ะสิ
กงอวี้เฉินไหวไหล่ เอ่ย “ก็ได้ เช่นนั้นเราคุยอย่างอื่น ไยพ่อแม่ของเจ้าจึงยังไม่สังหารเจ้าเด็กเซียวเชียนเหว่ยนั่น”
เยาเยากลอกตาใส่เขาอย่างไม่พอใจ “ต่อให้เสด็จอาสามจะน่ารำคาญสักหน่อย อืม…เสด็จอาสะใภ้สามน่ารำคาญยิ่งกว่า แต่ก็ไม่จำเป็นต้องสังหารเขานี่นา”
“ข้าได้ยินว่าฮ่องเต้แต่งตั้งบิดาของเจ้าเป็นองค์รัชทายาทนี่นา”
“เช่นนั้นแล้วอย่างไร”
“เจ้าไม่กลัวเซียวเชียนเหว่ยจะสร้างเรื่องวุ่นวายให้เขาหรือ”
“แต่ท่านพ่อของข้าชินแล้วนี่ อีกทั้งท่านพ่อยังชอบออกมากับท่านแม่ ไม่ต้องการเป็นรัชทายาท เสด็จอาสามยังโง่เขลาเพียงนั้น แม้แต่พี่ชายข้าเขายังไม่อาจเอาชนะได้ จะสร้างเรื่องอันใดให้ท่านพ่อได้เล่า” เยาเยามีท่าทีไม่ใส่ใจ “ช่วงเวลาหนึ่งปีเป็นเวลากว่าครึ่งปีที่ท่านพ่อท่านแม่ไม่อยู่ในจินหลิง กลับกันเสด็จอาสามยังโง่เขลาให้พี่ชายหลอก จากนั้นถูกเสด็จปู่ดุด่าจนหน้าดำหน้าแดง ช่างน่าสงสารนัก”
กงอวี้เฉินกระตุกมุมปากอย่างอดไม่ได้ เปลี่ยนหัวข้อ “เจ้าอยู่เขตทุ่งหญ้าเป็นบุตรสาวของข้าดีหรือไม่ อาจารย์จะให้เจ้าเป็นราชินี ยิ่งใหญ่กว่าจวิ้นจู่ องค์หญิงมากทีเดียว”
เยาเยามองเขาด้วยความสงสาร “คนชั่วใหญ่ เจ้ายังไม่แต่งงานใช่หรือไม่ ท่านแม่บอกว่าเป็นคนอย่าทำตัวชั่วช้าเกินไป มิเช่นนั้นจะแต่งภรรยาไม่ได้ แม้แต่ท่านลุงเสียนเกอและท่านลุงใหญ่ของข้ายังได้แต่งงานแล้ว เจ้าว่าเจ้าน่าสงสารใช่หรือไม่”
กงอวี้เฉินยิ้มร้าย ยื่นมือไปบีบใบหน้าเล็ก “เรียกท่านพ่อ”
“ไม่เรียก…”
“ไม่เรียกหรือ ข้าจะโยนเจ้าทิ้งไปในทุ่งหญ้าเป็นอาหารหมาป่า” กงอวี้เฉินเอ่ยด้วยรอยยิ้ม
“อื้อ…ไม่เรียก…อ๊าก…”
“เด็กดี เรียกท่านพ่อ เจ้าอยากได้ม้าตัวนั้นของอาจารย์มิใช่หรือ เรียกแล้วจะเป็นของเจ้า” กงอวี้เฉินหลอกล่อ
ดวงตาเยาเยาวาววับ “ท่านพ่อ…”
กงองี้เฉินพึงพอใจ ยอมปล่อยนางพลางเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “เด็กดี เรียกอีก…”
“ท่านพ่อ” เยาเยาลุกขึ้นวิ่งไปด้านหลังกงอวี้เฉิน จากนั้นวิ่งไปกอดสตรีชุดสีฟ้ารูปโฉมงดงามเอ่ยเรียกพร้อมกระโดดโลดเต้น “ท่านแม่ ในที่สุดท่านก็มาช่วยเยาเยาแล้ว เยาเยาถูกคนชั่วใหญ่จับแล้ว”
รอยยิ้มบนใบหน้าของกงอวี้เฉินพลันชะงัก หันกลับไปมองคนที่ไม่รู้โผล่มาตั้งแต่เมื่อใดด้านหลัง กัดฟันเอ่ย “เว่ย…จวิน…มั่ว”