หมอหญิงยอดมือสังหาร - ต้นเถาเยาเยา 3
ต้นเถาเยาเยา 3
ม้าสองตัววิ่งตามติดกันมาอยู่บนทุ่งหญ้ากว้างใหญ่ กงอวี้เฉินหันไปมองเด็กสาวที่ตามหลังตนมาติดๆ เลิกคิ้วพลางเอ่ย “ไม่คิดว่าทักษะขี่ม้าของเด็กอย่างเจ้าจะไม่เลว” เยาเยาเชิดปลายคางขึ้นอย่างเย่อหยิ่ง “แน่นอนอยู่แล้ว ขี่ม้าไม่เก่งจวิ้นจู่ข้าจะออกมานอกเขตกำแพงได้เยี่ยงไร พวกเราจะไปที่ใดหรือ”
กงอวี้เฉินปล่อยม้าเดินเชื่องช้า เอ่ย “ดูเหมือนเจ้าจะไม่กลัวเว่ยจวินมั่วโกรธจริงๆ”
เยาเยากะพริบตา เอ่ย “ท่านพ่อข้ารักข้าที่สุดแล้ว ไม่โกรธข้าหรอก เพียงแต่…”
“เพียงแต่อันใด”
เยาเยาถอนหายใจ เอ่ย “เพียงแต่ท่านแม่ต้องโกรธข้าอย่างแน่นอน หวังว่ากลับไปนางจะหายโกรธ” กงอวี้เฉินเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “ดูเหมือนเจ้าจะยังไม่รู้จักหนานกงมั่วดีนัก ยิ่งเจ้ากลับไปช้า ความโกรธของนางคงจะยิ่งเพิ่มมากขึ้น เด็กน้อย ระวังรอเจ้ากลับไปจะมีบุรุษมารอขอเจ้าแต่งงานเถิด”
เยาเยาจ้องเขาเขม็ง “ท่านแม่ข้าไม่ได้เป็นเช่นนั้น”
กงอวี้เฉินลูบปลายคางมองพิจารณานาง เอ่ย “ข้าว่าเจ้ารูปโฉมไม่เลว คล้ายมารดาของเจ้าอยู่หลายส่วน ในเมื่อไม่ยอมเป็นบุตรีของข้า มิสู้มาเป็นลูกสะใภ้ของข้าเป็นอย่างไร” เยาเยาเบิกตาโตอย่างตกใจ “สิบปีก่อน ท่านตัวคนเดียว ต่อให้ตอนนี้ท่านให้กำเนิดบุตรชาย ข้าไม่เอาเด็กดื้อที่ไม่รู้เรื่องรู้ราวหรอกนะ เจ้าไม่รู้ เด็กพวกนั้นโง่เขลาเป็นที่สุด”
กงอวี้เฉินเอ่ยอย่างไม่พอใจ “ข้าจะไม่มีลูกเมื่อสิบปีที่แล้วได้เลยหรือ”
เยาเยากะพริบตาปริบๆ “เช่นนั้นท่านมีหรือ”
“ไม่มี”
เยาเยามองเขาอย่างดูถูก กงอวี้เฉินเคาะปลายจมูก เอ่ย “แม้ข้าจะไม่มีบุตรชาย แต่ข้ามีลูกศิษย์คนหนึ่ง”
เยาเยาเบิกตาโต “คนอย่างท่านมีลูกศิษย์ด้วยหรือ คนตาบอดโง่เขลาที่ไหนถึงได้ชื่นชมท่านได้”
กงอวี้เฉินกัดฟัน หางคิ้วคมกระตุก เอ่ยอย่างเกรี้ยวกราด “เด็กบ้า ตอนนี้บิดามารดาของเจ้าไม่อยู่ เชื่อหรือไม่ว่าข้าบีบเจ้าให้ตายได้”
เยาเยายกมือปิดปากเล็ก กะพริบตาปริบอย่างไร้เดียงสาด้วยท่าที ข้าเป็นเด็กดี อย่าฆ่าข้า
กงอวี้เฉินส่งเสียงหยัน ไม่พูดกับเด็กคนนี้อีก
เขาหยุดแล้ว เยาเยากลับไม่ยอมหยุด “พวกเราจะไปที่ใด”
“ไม่ใช่บอกว่าจะไปดูบัวศักดิ์สิทธิ์ที่เขาหิมะหรอกหรือ” กงอวี้เฉินเอ่ยอย่างหงุดหงิด
เยาเยาส่งเสียงหยัน “ข้าไม่เชื่อ ท่านพ่อข้าบอกท่านแล้วว่าเสด็จปู่จะนำทัพด้วยตนเอง ท่านยังมีแก่ใจไปดูบัวศักดิ์สิทธิ์อีกหรือ” กงอวี้เฉินเอ่ย “หากข้าไม่มีแก่ใจไปดูบัวศักดิ์สิทธิ์ บิดาของเจ้าไยถึงบอกเรื่องที่เสด็จปู่เจ้าจะนำทัพด้วยตนเอง เจ้ารู้หรือไม่ แพร่งพรายข้อมูลของกองทัพต่อให้เขาเป็นองค์รัชทายาทก็ซวยได้เช่นกัน”
เยาเยาเอียงคอคิดอยู่ชั่วครู่ ก่อนจะเอ่ยขึ้นเสียงดัง “ข้ารู้แล้ว ท่านคิดหนีอยู่ก่อนแล้วใช่หรือไม่”
“…” แม้จะเอ่ยถูกแล้ว แต่ก็อยากตีเจ้าคนชั่วน้อย อันใดที่เรียกว่าหนีกันเล่า ข้าเพียงไม่อยากเล่นกับราชสำนักเป่ยหยวนคนโง่พวกนั้นแล้ว อย่างไรเขาก็ไม่ใช่คนเป่ยหยวนจริงๆ เป่ยหยวนล่มสลายแล้วเกี่ยวอันใดกับเขาเล่า
ครั้งนี้กงอวี้เฉินไม่ได้โกหก พาเยาเยาเดินทางอยู่ในเขตทุ่งหญ้ากว่าสองวัน ภูเขาหิมะสูงใหญ่ก็ปรากฏขึ้นตรงหน้าพวกเขา มองภูเขาสูงที่ราวกับหายเข้าไปในกลุ่มเมฆ ทว่ามองเห็นปลายยอดที่ขาวบริสุทธิ์ เยาเยาตื่นเต้นแทบอยากควบม้าโดยไวมุ่งหน้าตรงไปยังภูเขาหิมะ ทว่ากงอวี้เฉินกลับขวางเอาไว้
“เจ้าจะขึ้นเขาอย่างนี้หรือ ไม่กลัวแข็งตายหรืออย่างไร”
เยาเยาลังเล “แข็งตายหรือ”
กงอวี้เฉินเอ่ยเสียงหยัน “เจ้านึกว่าตนเองมีวรยุทธ์ก็เก่งแล้วอย่างนั้นหรือ อยากจะหาบัวศักดิ์สิทธิ์ ขึ้นเขาอาจจะใช้เวลาสิบวันถึงครึ่งเดือน พลังภายในอันน้อยนิดของเจ้าจะพอทำอันใด”
เยาเยาพองแก้มมองเขา “เช่นนั้นตอนนี้พวกเราจะไปที่ใด”
กงอวี้เฉินเอ่ยด้วยท่าทีลับลมคมใน “หาเจ้าบ่าวของเจ้า”
ไม่รอให้เยาเยาโกรธ ม้าของกงอวี้เฉินก็พุ่งทะยานออกไปราวกับธนู เยาเยาได้แต่กัดฟันมองตามเขาออกไป
หลังจากเดินทางอ้อมตีนเขากว่าครึ่งวัน พระอาทิตย์ใกล้ตกพลันมองเห็นเมืองเล็กๆ แห่งหนึ่ง เด็กสาวมองเมืองเล็กๆ ที่หลังตีนเขาด้วยความประหลาดใจ ครุ่นคิดอยู่ในหัวชั่วครู่ เอ่ย “ด้านใน…ไม่ใช่เป่ยหยวนแล้วใช่หรือไม่” ม้าที่พวกเขาขี่มาล้วนแล้วแต่เป็นม้าพันธุ์ดี เขาศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้เดิมก็อยู่ชายขอบของเป่ยหยวน ควบม้ามากว่าครึ่งวันพวกเขาวิ่งมาถึงอีกฝั่งหนึ่งของเขาศักดิ์สิทธิ์แล้ว เมืองเล็กๆ แห่งนั้นถูกสร้างขึ้นบนพื้นที่ราบแห่งหนึ่งของตีนเขา มีส่วนหนึ่งขยายไปถึงไหล่เขา พวกเขาอยู่ห่างออกมาไกล เยาเยามองเห็นบ้านหลังใหญ่โดดเด่นอยู่บนภูเขาสูงได้อย่างชัดเจน
ดูไม่เหมือนเป่ยหยวนและไม่เหมือนหว่าหลา ทว่ากลับดูเหมือนจงหยวนเสียมากกว่า หรือว่าคนที่อยู่ที่นี่เป็นคนจงหยวน แต่คนจงหยวนจะมาสร้างเมืองเล็กๆ อยู่ที่นี่ได้เยี่ยงไร ทั้งยังไม่ถูกคนนอกเขตกำแพงไล่ด้วย
กงอวี้เฉินเอ่ย “รู้หรือไม่ว่าที่นั่นคือที่ใด”
เยาเยากลอกดวงตาไปมา เอ่ย “เมืองจูเชวี่ยหรือ”
กงอวี้เฉินเลิกคิ้ว เอ่ยด้วยความตกตะลึง “เจ้ารู้จักจริงหรือ”
เยาเยาส่งเสียงหึ เอ่ย “เมืองจูเชวี่ยเพิ่งมีอำนาจขึ้นมาเมื่อสิบปีมานี้ ได้ยินว่าเจ้าเมืองรับโจรจากนอกเขตกำแพงกระทั่งโจรจากเมืองทางเหนือของเป่ยหยวน เป็นศูนย์รวมกลุ่มด้านมืดแห่งหนึ่งของทางเหนือ เพียงแต่…ไม่คิดว่า เมืองจูเชวี่ยจะอยู่นอกเขตกำแพง”
กงอวี้เฉินเอ่ยเสียงหยัน “ไม่ใช่เมืองจูเชวี่ยอยู่นอกเขตกำแพง แต่เพราะ…เมืองจูเชวี่ยนั้นมีสองแห่ง เพียงแต่…ส่วนที่อยู่ในเขตกำแพงเมืองไม่มีผู้ใดรู้ว่าอยู่ที่ใดเท่านั้น” เจ้าสำนักกงเผยความลับโดยไร้ความกังวล เยาเยาไม่สนใจ “จะเก่งกาจสักเพียงใด บิดาของข้าเป็นถึงเจ้าสำนักวังจื่อเซียวเลยนะ”
กงอวี้เฉินไม่พอใจ “เป็นหัวหน้ามือสังหารยิ่งใหญ่นักหรือ”
เยาเยามองเขาอย่างดูถูก “เป็นหัวหน้าโจรยิ่งใหญ่นักหรือ”
กงอวี้เฉินชะงัก ยิ้มออกมา “เจ้านึกว่าข้าเป็นเจ้าเมืองจูเชวี่ยหรือ”
เยาเยาเอ่ย “เช่นนั้นท่านใช่หรือไม่”
กงอวี้เฉินยักไหล่ เอ่ย “เรื่องนี้ไม่ใช่จริงๆ”
เยาเยาเอ่ย “ข้าก็เดาว่าไม่ใช่ ท่านจะตั้งชื่อที่มีรสนิยมเช่นนี้ได้เยี่ยงไร”
“…!”
“ในเมื่อเจ้ารู้จักเมืองจูเชวี่ย จะไม่รู้จักชื่อเจ้าเมืองได้เยี่ยงไร” กงอวี้เฉินเอ่ยถาม
เยาเยาไหวไหล่ เอ่ย “รู้ เจ้าเมืองจูเชวี่ยชื่อจวินฉิงเทียน ว่ากันว่าเป็นบุตรชายของจวินอู๋เว่ย ยอดฝีมืออันดับหนึ่งในใต้หล้า อ้อ จวินอู๋เว่ยคล้ายจะติดตามเสด็จปู่ทวดต่อสู้ไปทั่วหล้า ต่อมาไม่รู้ว่าหายตัวไปอย่างไร”
กงอวี้เฉินยิ้มตาหยี เอ่ย “ในเมื่อรู้ตัวตนของเขาแล้ว นับแต่นี้เป็นต้นไปอย่าให้ผู้ใดรู้ว่าเจ้าแซ่เซียว”
“ทำไมหรือ”
กงอวี้เฉินเอ่ย “หรือว่าเจ้าไม่รู้ คนส่วนใหญ่ต่างก็สงสัยว่าจวินอู๋เว่ยถูกเสด็จปู่ทวดของเจ้าสังหารตั้งแต่ครั้งนั้นแล้ว”
ได้ยินเช่นนั้น เยาเยาหน้าบึ้งตึงจ้องเขาเขม็ง “ข้ารู้ว่าท่านเป็นคนชั่วใหญ่ ท่านคิดจะขายข้าจริงๆ ด้วย”
กงอวี้เฉินเอ่ยเสียงเย็น “หากข้าต้องการขายเจ้า คงไม่ให้เจ้าเสียงดังเช่นนี้ ไม่มีใครอยากซื้อนกกระจอกน้อยเสียงดัง”
“ท่านต่างหากเป็นนกกระจอก”
“จะไปหรือไม่” กงอวี้เฉินเอ่ยถาม
เยาเยาส่งเสียงหึเบาๆ “ไป ไยจะไม่ไป ท่านคิดว่าข้าโง่หรือ คนอย่างเสด็จปู่ทวด จะสังหารใครไยจะไม่ถอนรากถอนโคน ยังจะเหลือบุตรชายของจวินอู๋เว่ยเอาไว้ทำไมกัน” กงอวี้เฉินคล้ายจะยิ้มทว่าไม่ยิ้ม มองนางแล้วจึงเอ่ย “เจ้าโง่หรือไม่โง่ เรื่องนี้ยากจะบอกได้”
ไม่นานทั้งสองก็มาถึงประตูเมืองแล้ว แผ่นหินหน้าประตูแกะสลักจูเชวี่ยสองตัวอักษรเอาไว้
เห็นได้ชัดว่ากงอวี้เฉินเป็นแขกที่คุ้นเคยของเมืองจูเชวี่ย ไม่นานก็มีคนเข้ามาต้อนรับ “ท่านเฉิง ในที่สุดท่านก็มาแล้ว รีบเข้ามาเถิดขอรับ”
เยาเยาเบิกตากว้าง คนชั่วใหญ่หลอกคนอีกแล้ว
กงอวี้เฉินจ้องมองนาง ก่อนจะพยักหน้าให้ผู้มาต้อนรับเอ่ย “เจ้าเมืองรอมานานแล้ว หากท่านเฉิงยังไม่มา…”
กงอวี้เฉินเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “ขออภัย เก็บเด็กน้อยได้ระหว่างทาง เสียเวลาไปกว่าสองวัน”
ผู้มาต้อนรับมองเห็นเยาเยาตั้งนานแล้ว จึงเอ่ยถาม “แม่นางผู้นี้คือ…”
กงอวี้เฉินเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “ข้าเก็บได้ระหว่างทาง ตอนนี้แซ่เดียวกับข้า ชื่อ…เสี่ยวเยา”
“เสี่ยวเยาหรือ” ชื่อนี้ช่างแปลกนัก ท่านเฉิงสมกับที่เป็นยอดคน
เยาเยาลอบจ้องเขม็งไปยังกงอวี้เฉิน เมื่อสบตากับคนผู้นั้นกลับยิ้มหวานอย่างว่าง่าย “สวัสดีเจ้าค่ะท่านลุง”
“สวัสดี แม่นางเสี่ยวเยา” ไม่มีใครไม่ชอบเด็กน่ารัก แม้กล่าวกันว่าในเมืองจูเชวี่ยล้วนเป็นโจร แต่ความจริงแล้วคนส่วนใหญ่ก็เป็นคนธรรมดา โจรชั่วร้ายจริงๆ ไม่มีค่าพอให้เจ้าเมืองรับเอาไว้ พวกเขาตายไปนานแล้ว
กลุ่มคนเดินทางมาถึงบ้านหลังใหญ่ที่สร้างอยู่บนเขาสูง หน้าประตูมีองครักษ์เฝ้าหน้าประตูอย่างเข้มงวดกว่าสองแถว ที่นี่แน่นอนว่าเป็นจวนเจ้าเมือง เพราะมีคนนำทาง พวกเขาจึงไม่ถูกขัดขวาง เดินเข้าไปในจวนอย่างง่ายดาย เยาเยาเดินตามกงอวี้เฉิน มองสำรวจไปรอบทิศ วรยุทธ์ขององครักษ์เหล่านั้นไม่เลว แม้ไม่นับว่าเป็นยอดฝีมือขั้นหนึ่ง แต่ไม่ได้ด้อยไปกว่าองครักษ์ในวังหลวงอย่างแน่นอน คนเหล่านี้ดูเหมือนตึงเครียด หรือจะเกิดอันใดขึ้น
“กลัวหรือ” กงอวี้เฉินก้มลงไปมองเยาเยาแล้วเอ่ยถาม
เยาเยาส่ายศีรษะ ดวงตากลมโตเต็มไปด้วยความตื่นเต้น
เพิ่งเดินเข้ามาในจวนเจ้าเมือง พลันมองเห็นชายวัยกลางคนผู้หนึ่งเดินเข้ามาหาอย่างรวดเร็ว ยังไม่ทันเข้าใกล้ พลันได้ยินเสียงมาก่อน “ท่านเฉิง ในที่สุดท่านก็มาแล้ว”
กงอวี้เฉินเอ่ยถาม “ทำไมหรือ อาการป่วยกำเริบอีกแล้วหรือ”
ชายวัยกลางคนถอนหายใจอีกครั้ง กระทั่งไม่ทันเห็นเยาเยาที่อยู่ด้านข้างกงอวี้เฉิน เอ่ย “ท่านเฉิงมาก็ดีแล้ว ครั้งนี้อันตรายนัก ขอท่านช่วยชีวิตด้วย”
“ไปเถิด”
ทั้งสองเดินตามชายวัยกลางคนมาถึงเรือนหลัง เพิ่งก้าวเข้ามาพลันได้กลิ่นยาเข้มข้น เห็นได้ว่าคนที่อยู่ที่นี่ป่วยอยู่บ่อยๆ
“ท่านเฉิงรีบเข้ามาเถิด แม่นางผู้นี้…”
“ไม่เป็นไร นี่คือลูกศิษย์ของข้า” กงอวี้เฉินเอ่ย
ทั้งสามเดินเข้าไปในห้อง บนเตียงด้านในมีเด็กชายนั่งพิงหัวเตียงอยู่ ใบหน้าของเด็กชายผู้นั้นหล่อเหลา ดูราวกับอายุสิบเอ็ดสิบสอง ทว่าใบหน้านั้นกลับซีดขาวจนนาตกใจ เยาเยามองดูอย่างละเอียดจึงพบว่าใบหน้านั้นซีดหมอง ราวกับถูกแช่แข็งมานาน ฤดูนี้ทั่วทั้งห้องกลับจุดเตาถ่านไว้ทั่ว ทว่าเตียงที่เด็กคนนั้นนั่งกลับมีไอเย็นยะเยือก ราวกับว่าร่างกายของเด็กผู้นี้เป็นน้ำแข็งพันปีก้อนหนึ่ง
“เยี่ยนเอ๋อร์ เจ้าเป็นอย่างไรบ้าง ท่านเฉิงมาแล้ว”
เด็กหนุ่มลืมตา ขนตายาวราวกับถูกแช่แข็งจนมีเกล็ดน้ำแข็งเกาะอยู่หนึ่งชั้น มองไปยังบิดาพร้อมพยักหน้า เอ่ย “ลูก…ยังดีอยู่ขอรับ ศิษย์ คารวะอาจารย์”
อาจารย์หรือ เยาเยาเบิกตาโต เด็กคนนี้คือลูกศิษย์ของคนชั่วใหญ่อย่างนั้นหรือ