จากหมอเทวดาสู่ป๊ะป๋าสายเปย์ - บทที่ 815 ท้าแข่ง
บทที่ 815 ท้าแข่ง
ณ เชิงเขาลูกที่สี่
โจวอี้เห็นคนมากกว่าสิบนั่งขัดสมาธิรวมกันและพูดคุยกัน
เขายิ้มออกมา ดวงตาฉายแววตื่นเต้นเนื่องจากพบคนรู้จักที่คุ้นเคย
“ถงหู่!” โจวอี้เรียก
ถงหู่ที่นั่งฝึกวิชาอยู่ได้ยินเสียงคุ้นเคยก็รีบลุกขึ้นทันที เขารีบก้าวไปกอดโจวอี้ในทันใด
“พี่ใหญ่ เป็นยังไงบ้าง?” ถงหู่ถามด้วยความดีใจ
“ฉันสบายดี” โจวอี้ยิ้มแป้น
เขาเห็นว่าอีกฝ่ายตัวสูงและแข็งแกร่งขึ้นมาก ร่างกายกำยำล่ำสัน สูงเกินสองเมตร และน่าจะหนักมากกว่าร้อยกิโลกรัม
ตอนนี้เอง ชายหนุ่มที่นั่งข้างถงหู่ก่อนหน้านี้พลันกระโดดมาหาพวกเขา
“พี่ใหญ่ของถงหู่เหรอ?”
นี่คือโจวอี้ที่ถงหู่พูดถึงบ่อย ๆ อย่างนั้นหรือ?
คนที่เป็นศิษย์ของเจ้าสำนักน่ะหรือ?
สายตาเขาฉายแววท้าทาย ก่อนจะถามขึ้นเสียงเข้ม “นายคือโจวอี้เหรอ?”
โจวอี้หันไปมอง เมื่อรับรู้ได้ถึงความกระหายในการต่อสู้ของอีกฝ่าย เขาก็ทำหน้าแปลก ๆ แล้วถามถงหู่ว่า “ใครเหรอ?”
“พี่ใหญ่ เขาชื่อเหลียงติ้งเหว่ย เป็นศิษย์ฝีมือดีของสำนักโอสถของเรา ระดับการฝึกเขาสูงกว่าผมอีก” ถงหู่ยิ้ม
ศิษย์ร่วมสำนัก!
โจวอี้แปลกใจอยู่บ้าง เขานึกไม่ถึงว่าอีกฝ่ายที่เป็นคนสำนักเดียวกันจะมองเขาด้วยแววตาอยากหาเรื่องแบบนี้
หรือเพราะว่าเขาเป็นศิษย์ของเจ้าสำนัก เจ้าตัวถึงได้อยากสู้ด้วยขนาดนั้น
“สวัสดีครับ ศิษย์พี่เหลียง” โจวอี้ยิ้ม
“ศิษย์น้องโจว มาแข่งกันไหม?” เหลียงติ้งเหว่ยถามเสียงเข้ม
“แข่งอะไรครับ?”
“แข่งขึ้นบันไดสรวงสวรรค์ไง!”
เมื่อได้ยินแบบนั้น โจวอี้ก็รู้สึกจนปัญญา คนผู้นี้ยังไม่ทันประเมินตัวเองก็ออกปากท้าแข่งกับเขาแล้ว
สีหน้าถงหู่พลันกระอักกระอ่วนขึ้นมา เขาสนิทสนมกับเหลียงติ้งเหว่ย อีกฝ่ายคอยดูแลเขาในโลกตงเทียน นึกไม่ถึงว่าจะไปขอท้าแข่งกับโจวอี้
“ศิษย์พี่เหลียง พี่ใหญ่ถนัดเรื่องหลอมโอสถ ระดับการฝึกไม่ได้สูงมาก ท้าแข่งกับเขาก็เปล่าประโยชน์” ถงหู่คิดว่าระดับการฝึกของโจวอี้ไม่สูงมากจึงรีบบอก
“ศิษย์ของเจ้าสำนักจะระดับการฝึกต่ำได้ยังไง นายคิดว่าเขาไม่เก่งเท่าฉันเหรอน้องถง?” เหลียงติ้งเหว่ยถาม
“คือว่า…”
“ฮ่า ๆๆ น่าสนใจ น่าสนใจมาก” ชายหนุ่มจากสำนักดาบซูซันที่อยู่ท่ามกลางศิษย์จากหลายหลายสำนักแถวนั้นพลันหัวเราะและเอ่ยขึ้นว่า “ศิษย์สำนักโอสถท้าแข่งกับศิษย์ของเจ้าสำนัก นึกไม่ถึงว่าจะเกิดเรื่องน้ำเน่าแบบนี้ขึ้น! ขอร่วมด้วยได้ไหม? ฉันเองก็คิดว่าศิษย์เจ้าสำนักน่าจะดูไม่เท่าไหร่เหมือนกัน!”
“นายมาจากไหน มีสิทธิ์อะไรมาท้าแข่งกับฉัน?” โจวอี้ถามเสียงเรียบ
“มาจากสำนักดาบซูซัน กองกำลังที่ทรงพลังและแข็งแกร่งไง” อีกฝ่ายบอกด้วยรอยยิ้มภาคภูมิใจ “ในบรรดาศิษย์รุ่นใหม่ ๆ ของสำนักดาบซูซัน ฉันติดสามอันดับแรก และอยู่ในทำเนียบวีรบุรุษด้วย คิดว่ามีสิทธิ์หรือยังล่ะ?”
“แล้วนายอยู่อันดับไหนของทำเนียบวีรบุรุษล่ะ?” โจวอี้ถาม
“ถึงจะได้แค่อันดับเจ็ดสิบเก้าก็คงเพียงพอแล้วละมั้ง” อีกฝ่ายพูดข่ม
“เหอะ ถังหลินเฟิงยังไม่กล้าพูดกับฉันแบบนี้เลย… แถมยังชื่นชมฉันด้วย! เอาล่ะ! ในเมื่อนายอยากท้าแข่งก็จะเล่นด้วยแล้วกัน” โจวอี้บอกพลางยกยิ้ม
เขามองเหลียงติ้งเหว่ยที่มองมาตาขวางและส่งยิ้มให้ “ศิษย์พี่เหลียง ผมมีคำถามจะถาม ช่วยตอบหน่อยได้ไหมครับ?”
“ถามมาสิ”
“ที่อยากแข่งด้วย เพราะผมเป็นศิษย์ของเจ้าสำนักใช่ไหมครับ?”
“ใช่” อีกฝ่ายหัวเราะและพูดต่อ “ไม่ใช่แค่ฉันหรอก แต่คนในสำนักโอสถรุ่นใหม่ ๆ อยากแข่งกับนายทั้งนั้น โดยเฉพาะคนที่… เป็นอัจฉริยะที่ไปถึงระดับบรรพจารย์ยุทธ์แล้วน่ะ”
“โอเคครับ! งั้นมาแข่งกัน” โจวอี้ยิ้ม
“พี่ใหญ่…”
“ไม่เป็นไรหรอกน่า ยังไงเราก็ต้องขึ้นบันไดสรรค์อยู่แล้ว ต่อให้แพ้ไปก็ไม่เสียหลาย” โจวอี้ยิ้ม
ตอนนี้เองที่หนุ่มสาวที่นั่งขัดสมาธิอยู่ตอนแรก รวมถึงคนที่รวมกลุ่มพูดคุยกันแสดงท่าทีตื่นเต้นขึ้นมา
สองคนที่รู้จักกับเลี่ยหยงป้าถึงกับล้อเลียนโจวอี้ และรู้สึกว่าการรับคำท้าของโจวอี้ทำให้ตัวเองอับอายเสียเปล่า
ถงหู่เองก็ไม่สบายใจมาก ทว่าเขาไม่มีทางเลือก เขาคิดว่าตัวเองรู้จักพี่ใหญ่อย่างโจวอี้ จึงกลัวว่าจะเป็นฝ่ายพ่ายแพ้การแข่งขัน
“เราเริ่มกันเลยไหม?” โจวอี้ถามเหลียงติ้งเหว่ย
“ฉันได้พักแล้ว แต่นายเพิ่งมาถึง ฉันให้เวลานายพักฟื้นฟูปราณหน่อยก็แล้วกัน” อีกฝ่ายกล่าว
“ใช่แล้ว นายน่าจะรีบฟื้นฟูปราณแก่นแท้นะ ไม่อย่างนั้นแพ้แล้วจะเอามาเป็นข้ออ้างได้” เลี่ยหยงป้าเอ่ยเสริม
“ไม่ต้องหรอก เริ่มเลยก็แล้วกัน!” โจวอี้ส่ายหน้า
“โง่จริง ๆ” อีกฝ่ายเอ่ยด้วยแววตาเย้ยหยัน
ทันใดนั้น สายตาเขาก็หันมองหลันเสวียนที่ยืนอยู่ข้างโจวอี้ ก่อนจะกลับไปมองโจวอี้และพูดขึ้นว่า “ในฐานะศิษย์ของเจ้าสำนักโอสถ ในเมื่อเราแข่งกันก็ต้องมีรางวัลบ้างสิ”
“รางวัลอะไร?” โจวอี้ถาม
“ถ้าต้องการเงินก็ดูเหมือนเราจะไม่มี เอาอย่างนี้ไหม ถ้าฉันแพ้จะยอมเรียกว่าพี่ใหญ่สามครั้ง ไม่ว่าต่อไปเราจะเจอกันที่ไหน แต่ถ้านายแพ้ ทุกครั้งที่เจอสาวสวยคนนี้ นายต้องถอยห่างเป็นร้อยเมตรไปตลอดเลย ตกลงไหม?”
“เธอเป็นคนของผม ผมไม่ตกลงหรอก” โจวอี้เอ่ยเสียงเรียบ
“กลัวเหรอ กลัวหรือไง?” เลี่ยหยงป้าได้ยินแล้วก็ถามขึ้นทันที
“ผมไม่ได้กลัว ก็แค่ปกป้องคนของตัวเอง และไม่มีทางเอาไปเป็นของเดิมพันแบบนี้” โจวอี้พูดจบก็เห็นว่าอีกฝ่ายตั้งท่าจะเยาะเย้ยเขาอีกครั้ง จึงพูดขึ้นมาว่า “ถ้าคุณแพ้ก็ทำตามที่บอกเอาไว้ เรียกว่าพี่ใหญ่สามครั้งไม่ว่าต่อไปเราจะเจอกันที่ไหน แต่ถ้าผมแพ้ จะยกโอสถทลายขอบเขตให้ เป็นไงครับ?”
“ว่าไงนะ!” เลี่ยหยงป้าอุทานด้วยความตกใจ
“ได้ยินไม่ผิดหรอก ถ้าผมแพ้จะยกโอสถทลายขอบเขตให้ ถ้าคุณแพ้คุณต้องเรียกพี่ใหญ่สามครั้งทุกครั้งที่เจอกัน” โจวอี้บอก
“ดี!” เลี่ยหยงป้าได้ยินก็โพล่งขึ้น
โอสถทลายขอบเขต!
นี่คือยาที่ได้ผลชะงัดสำหรับผู้แข็งแกร่งในระดับผสานเต๋า
เมื่อก่อนเขาต้องพยายามอย่างหนักเพียงเพื่อจะได้ยาระดับปฐพีมา ถ้าคราวนี้ได้โอสถทลายขอบเขต ต่อให้แค่เอากลับไปให้ผู้อาวุโสก็คงได้รางวัลอย่างงามและเป็นใหญ่เป็นโตในสำนัก
ขณะนี้ศิษย์ผู้เก่งกาจของสำนักต่าง ๆ ที่อยู่รอบข้างต่างตกตะลึง
พวกเขาใจเต้นระรัวในทันใด ชายหนุ่มคนหนึ่งจ้องโจวอี้และถามขึ้นเสียงดังว่า “น้องโจว ฉันเองก็ไม่เชื่อในฝีมือนายเหมือนกัน ขอร่วมแข่งด้วยได้ไหม?”
“ว่าแต่คุณเป็นใครครับ?” โจวอี้ถาม
“หยางเยว่ตง ตระกูลหยางจากเมืองหลวง”
“ได้เลยครับ ของเดิมพันก็ได้เหมือนกับของเขา” โจวอี้ชี้ไปทางเลี่ยหยงป้า
“ได้ ตกลงตามนั้น” หยางเยว่ตงรับคำด้วยท่าทีตื่นเต้น
“โจวอี้ ขอฉันเข้าร่วมด้วย”
“ฉันด้วย”
“ฉันเองก็ไม่เชื่อเหมือนกัน ขอแข่งด้วย”
เพียงไม่นานก็มีหลายคนเข้ามาท้าแข่งกับเขา เพราะอย่างไรเสียก็มีโอสถทลายขอบเขตเป็นเดิมพัน!
พวกเขาคิดว่าถ้าเอาชนะได้จะได้โอสถทลายขอบเขต แล้วก็จะได้หัวเราะหลังตื่นจากฝันหวานใช่ไหม?
โจวอี้ตอบตกลง
ทว่ารอยยิ้มบนใบหน้าดูแปลกไป
“ถงหู่ เอากระดาษกับปากกามาไหม? เขียนชื่อกับตัวตนของพวกเขาไว้ แล้วให้ลงชื่อด้วย ฉันชนะแล้วจะได้ไม่ถูกโกงทีหลัง” โจวอี้ยิ้ม