จากหมอเทวดาสู่ป๊ะป๋าสายเปย์ - บทที่ 880 ความกังวลของหลินหมิงถัง
บนถนนทางหลวงกว้างขวาง รถออฟโร้ดสีดำสองคันแล่นมุ่งหน้าไปยังเมืองเยี่ยเฉิง โจวอี้ที่นั่งอยู่เบาะหลังรถคันหน้าได้ยินเสียงร้อนรนจากปลายสายก็ใจคอไม่ดี
เขารับรู้ได้ถึงความผิดปกติจากถ้อยคำของอู๋ซินเยว่
ลูกชายของเขาผิดปกติ
ผิดปกติตรงไหนกัน?
หรือจะมีอาการบกพร่องแต่กำเนิด
ระหว่างที่โจวอี้ครุ่นคิดไปต่าง ๆ นานา ก็มีมือหนึ่งเอื้อมมาแตะไหล่
“ท่านลุง” โจวอี้หันไปมองจ้านหลิงอวิ๋น
“อย่าเพิ่งคิดไปเรื่อย เล่ามาก่อนว่าเกิดอะไรขึ้นในสุสานมังกรนั่น แล้วคนที่เดินทางมาด้วยกันกับเราเป็นใคร?” จ้านหลิงอวิ๋นถาม
“ท่านลุงครับ เขาชื่อหลินหมิงถัง เป็นตาของผมเอง แต่ว่าเรื่องนี้ต้องเก็บเป็นความลับนะครับ” โจวอี้กระซิบบอก
“อืม!”
อีกฝ่ายพยักหน้าด้วยท่าทีสุขุม
เฉินซานที่บังคับพวงมาลัยตกใจเมื่อได้ยินคำพูดของโจวอี้
ใช่แล้ว!
แม้ว่าอาจารย์ลุงน้อยจะเป็นลูกหลานตระกูลโจว แต่ก็มีญาติฝ่ายแม่เช่นกัน เขาเพียงนึกไม่ถึงว่าตาของเจ้าตัวจะเป็นผู้แข็งแกร่งระดับบรรพจารย์ยุทธ์ขั้นสมบูรณ์พร้อม
“ท่านลุงจ้านครับ เกิดเรื่องมากมายในสุสานมังกร เราต่อสู้กันหนักมาก…”
โจวอี้เลิกกังวลเรื่องลูกและเริ่มเล่าสิ่งที่เกิดขึ้นกับตนเองในสุสานมังกรโดยไม่ปิดบังแต่อย่างใด รวมถึงการรับซื้อไข่มุกแก่นชีพและการติดค้างแก่นวิญญาณ
“สรุปก็คือสุดท้ายคนที่เข้าไปในสุสานมังกรโบราณและได้สมบัติจากด้านในมีแค่พวกนายกับอีกราว ๆ ยี่สิบคนเหรอ?” จ้านหลิงอวิ๋นถามด้วยความแปลกใจ
“ครับ มีแค่พวกเรา” โจวอี้พยักหน้าและพูดต่อ “แต่ว่าคนอื่น ๆ ที่ได้สมบัติไป ผมเองก็ไม่รู้ว่าได้อะไรไปนะครับ เพราะตอนนั้นผมเองก็ง่วนอยู่กับการเก็บของอยู่เหมือนกัน”
“ไม่เลว” จ้านหลิงอวิ๋นพยักหน้าพลางยกยิ้มที่ยากจะได้เห็น
เขารู้ว่าทำไมโจวอี้ถึงได้บอกว่าให้รีบกลับก่อนเมื่อออกมาจากสุสานมังกรได้
โจวอี้มีสมบัติติดตัวอยู่ หากผู้แข็งแกร่งระดับผสานเต๋ารู้เข้าเกรงว่าจะริษยาและอาจลุกขึ้นมาฆ่าเพื่อชิงสมบัติไป
“โจวอี้ ขอถามอย่างหนึ่งสิ” จ้านหลิงอวิ๋นพูดขึ้น
“ว่ามาสิครับ”
“นายได้ไข่มุกแก่นชีพจากสุสานมังกรมาเยอะขนาดนี้ จะแบ่งให้สำนักเท่าไหร่?”
“สองในสามครับ” โจวอี้ตอบโดยไม่รอช้า
อันที่จริงเขาคิดเรื่องนี้มาตั้งแต่อยู่ในสุสานมังกรแล้ว
เขาอยู่รอดปลอดภัยมาได้ก็เพราะการคุ้มครองจากสำนัก คราวนี้ที่มาสุสานมังกรก็เพราะอาจารย์ฉู่เทียนฮุ่ยบอกให้มา สมบัติส่วนนี้จึงต้องยกให้สำนัก ถึงอย่างไรตอนนี้ผู้อาวุโสของสำนักโอสถก็คอยคุ้มกันโลกตงเทียนอยู่ ต้องสู้กับพวกต่างโลก น่าจะต้องใช้ทรัพยากรในการเสริมพลังยุทธ์เป็นจำนวนมาก
ส่วนอีกหนึ่งในสามเขาจะใช้ในการฝึกวิชาให้คนของฝ่ายตัวเอง
ตอนนี้เขามีพวกพ้องมากมาย ไม่เพียงแค่บริษัทรักษาความปลอดภัยหลงหยวนเท่านั้น แต่ยังต้องมอบให้ทางเกาะซ่อนหมอกและค่ายลับที่ไซบีเรียด้วย
ลำพังแค่สามที่นี้ แต่ละเดือนก็ใช้ทรัพยากรจำนวนมหาศาลแล้ว
“ไม่เลว” จ้านหลิงอวิ๋นยิ้มพลางพยักหน้า
หลินหมิงถังที่นั่งอยู่ฝั่งผู้โดยสารด้านข้างไม่ได้พูดอะไร ทว่าเขาได้ยินบทสนทนาทั้งหมดระหว่างโจวอี้ผู้เป็นหลานชายและจ้านหลิงอวิ๋น
แม้จะรู้ว่าโจวอี้เป็นศิษย์ของฉู่เทียนฮุ่ยซึ่งเป็นเจ้าสำนักโอสถ แต่สิ่งที่เขาเป็นกังวลที่สุดคือท่าทีของสำนักโอสถเมื่อรู้ว่าโจวอี้มีไข่มุกแก่นชีพจำนวนมาก
เห็นได้ชัดว่าจ้านหลิงอวิ๋นพึงพอใจกับการแบ่งปันทรัพยากรมาให้
เขาเองก็พึงพอใจเช่นกัน ถึงอย่างไรหลานชายของเขาก็ไม่ได้คิดจะยกไข่มุกแก่นชีพให้สำนักโอสถทั้งหมด แต่เหลือเอาไว้เพียงพอต่อการฝึกยุทธ์ให้คนของตนเอง และหาโอกาสแก้แค้นพวกนิกายเร้นลับในภายภาคหน้า
‘เสี่ยวอี้รู้ว่าต้องเริ่มบ่มเพาะกองกำลังของตัวเอง เห็นได้ชัดว่าเขามุ่งมั่นที่จะแก้แค้น”
‘เขากลัวว่าสำนักโอสถก็อาจพึ่งพาไม่ได้ ถึงยังไงซะ ระหว่างสำนักโอสถกับนิกายเร้นลับก็มีเรื่องเกี่ยวพันกันอยู่’
‘แต่ว่าการฝึกคนของตัวเองก็ต้องใช้ทรัพยากรสนับสนุนมากมาย’
‘คงจะให้คนตั้งใจฝึกยุทธ์โดยไม่ต้องสนใจว่าจะใช้ทรัพยากรไปเท่าไหร่ และยังคอยดูแลความเป็นอยู่ของครอบครัวให้เพื่อชดเชยส่วนนี้ตลอดไปไม่ได้’
‘คงต้องให้ฝึกต่อไป แต่ก็ต้องหาทางทำเงินและทรัพยากรในการฝึกเพื่อแบ่งเบาภาระของหลานชาย’
หลินหมิงถังครุ่นคิดไปสารพัด
ทันใดนั้น!
เขาก็ดูเหมือนจะนึกบางอย่างขึ้นมาได้ จึงหันไปถามโจวอี้ “เสี่ยวอี้ ที่นายโทรไปหาเมื่อกี้หมายความว่ายังไง?”
“ตาครับ เหลนของตาคลอดแล้วครับ” โจวอี้บอก
เหลนอย่างนั้นหรือ?
หลินหมิงถังดวงตาเป็นประกาย
“ว่าแต่ตายังไม่เล่าว่าชีวิตตลอดหลายปีมานี้เป็นยังไงเลยนะครับ” โจวอี้ท้วง
“จะเป็นยังไงได้อีกล่ะ ตอนที่เกิดเรื่องกับตระกูลโจว เรามาถึงก็ถูกโจมตี พอฉันพาลุงรองของเธอกลับมาได้ก็อพยพครอบครัวออกจากเหอเฉิงและไปอยู่อย่างหลบ ๆ ซ่อน ๆ ที่เมืองเยี่ยเฉิงแถวทะเลจีนใต้…” หลินหมิงถังเล่าเรื่องครอบครัวให้ฟัง
โจวอี้ฟังเงียบ ๆ ทว่าในใจเกิดห้วงอารมณ์มากมาย
ที่แท้ครอบครัวของคุณตาเองก็ได้รับผลกระทบจากเรื่องตระกูลโจวเหมือนกัน
ลุงใหญ่ถูกฆ่าตาย ลุงรองพิการ ยายที่ร่างกายไม่แข็งแรงก็ล้มป่วย ป้าสะใภ้ต้องทำงานหนักเพื่อหาเลี้ยงทั้งครอบครัว ตอนนี้ลูกพี่ลูกน้องโตพอจะช่วยแบ่งเบาภาระได้แล้ว ทำให้ความเป็นอยู่ดีขึ้นมาก
“โจวอี้ มีอย่างหนึ่งที่ฉันควรบอกนาย” หลินหมิงถังโพล่งขึ้น
“อะไรเหรอครับ?”
“ตอนนั้นที่ตระกูลโจวถูกกวาดล้าง มีญาติห่าง ๆ ของตระกูลโจวหลายคนได้รับผลกระทบเหมือนกัน ปู่สามโจวหมิงอวี้ของนายและตระกูลหวงก็ถูกโจมตีเหมือนกัน แต่ว่าไม่ได้รับบาดเจ็บหนัก”
“ตอนที่ตระกูลโจวถูกจู่โจม หลานสาวของโจวหมิงอวี้ที่เพิ่งเกิดได้ไม่นานถูกแม่พาไปอยู่ที่บ้านฝั่งแม่ พวกเขาก็เลยรอดมาได้”
โจวอี้ชะงักไป
ตระกูลโจวยังมีสมาชิกที่รอดชีวิตอย่างนั้นหรือ?
อีกทั้งยังเป็นหลานสาวของปู่สามด้วย!
โจวอี้รีบถามทันที “ตาครับ รู้ไหมครับว่าตอนนี้สองแม่ลูกอยู่ที่ไหน?”
“รู้สิ อยู่ในเมืองเยี่ยเฉิง น้องสาวฝั่งพ่อเธอบังเอิญทำงานที่เดียวกับพี่สาวฝั่งแม่เธอ แถมยังเป็นผู้ช่วยของพี่สาวเธอคนนั้นด้วย” หลินหมิงถังหัวเราะ
“เธอชื่ออะไรครับ?”
“หวงเหวินเหวิน”
สกุลหวงอย่างนั้นหรือ?
โจวอี้นิ่งเงียบไป
ณ ท่าอากาศยานประจำเมืองกุ้ย
โจวอี้ไม่ลังเลที่จะทิ้งรถไว้ที่ลานจอดรถ ก่อนจะมองคนทั้งสี่ที่คอยติดตามมาพลางประสานมือและพูดว่า “ขอบคุณที่ช่วยเหลือนะครับ ในรถมีไข่มุกแก่นชีพและของอื่นที่คุณสมควรได้รับ เราแยกย้ายกันตรงนี้แล้วค่อยพบกันในโอกาสหน้านะครับ ผมจะเลี้ยงคุณมื้อใหญ่เลย”
“เราแค่ทำตามคำสั่ง คุณโจวไม่ต้องเกรงใจหรอก” ดาบดาราหนึ่งเอ่ยจบก็ชะงักไปครู่หนึ่งก่อนเอ่ยต่อ “ถ้าโอกาสหน้าเราได้เจอกัน ตำหนักเทียนจียินดีต้อนรับนะครับ เราจะต้อนรับเป็นอย่างดีเลย”
“เอาไว้ผมมีเวลาว่างแล้วจะไปแสดงความขอบคุณถึงที่เลยครับ” โจวอี้บอกขณะประสานมือ
“อื้ม!”
เมื่อทั้งสี่จากไป โจวอี้ก็หันมามองจ้านเฟิงและเกาหาน
“เราจะติดตามนายไปด้วย” จ้านเฟิงบอก
“ดีครับ พอเรากลับไป ก็ได้เวลาที่จะเอาของที่ได้มาจากสุสานมังกรไปให้ผู้อาวุโสของสำนักพอดี” โจวอี้หัวเราะ