เกิดใหม่ทั้งทีขอลิขิตรักเอง - ตอนที่ 576 ขายโรงซ่อมรถ
ตอนที่ 576 ขายโรงซ่อมรถ
“พี่สาว ในหมู่บ้านหยางจวงมีคนอยากซื้อโรงพิมพ์ของพี่ค่ะ” เผิงชาชามองไปทางจางฉุ้ยเหลียนที่กำลังคิดอะไรบาง
“พวกซ่งเล่ยหรือเปล่า ? ” จางฉุ้ยเหลียนเลิกคิ้วถาม
เผิงชาชาประหลาดใจ “พี่รู้ได้อย่างไร ? อ้อ พวกเขาคงโทรศัพท์หาพี่แล้วใช่ไหม ? ”
จางฉุ้ยเหลียนพูดอย่างมั่นใจ “เธอบอกว่าเป็นคนในหมู่บ้านหยางจวง แล้วคนที่มีความสามารถในหมู่บ้านนั้นมีแค่ครอบครัวซ่ง คนรุ่นเก่าในหมู่บ้านก็สู้คนต่างถิ่นไม่ได้หรอก แม้จะเป็นตระกูลหยางก็เช่นกัน พวกเขายังสู้กิจการเต้าหู้ของหวังอู่และบ่อปลาของตระกูลซ่งไม่ได้เลย ”
“พี่คะ พี่จะขายจริงหรือ ? ” แต่จางฉุ้ยเหลียนยังไม่ได้ประกาศออกไป ทำไมมีคนมาถามแล้ว
“พวกเขาเป็นพันธมิตรกับเรา เมื่อรู้ว่าพี่เขยเธออยู่ในเมืองหลวง อย่างไรครอบครัวของเราก็ต้องย้ายตามไปไม่ช้าก็เร็ว ในเมื่อต้องย้ายออกไปแล้วก็ต้องขายโรงพิมพ์ พวกเขามีเงินแถมยังเป็นคนรู้จัก ที่เอ่ยถามก่อนก็ถือว่าเป็นการแสดงน้ำใจกับเรา” ถึงจะเป็นแบบนี้เธอก็ยังไม่เข้าใจ หรือว่าธุรกิจของพวกเขาจะยังประสบความสำเร็จไม่มากพอ
“พี่ พวกเขาถามเร็วมากเลยนะ ถ้าพี่เป็นคนเสนอก่อนมันก็คงไม่ดี พวกเขาต้องกดราคาแน่ ๆ ถ้าสิทธิ์ในการเสนอตกมาอยู่ในมือของเราก็เยี่ยมเลย ! ”
จางฉุ้ยเหลียนอมยิ้มเล็กน้อย จากนั้นก็ถอนหายใจออกมายาว ๆ “นี่คือความเรียบง่ายของคนชนบท เธอไม่รู้หรอก เขาเข้าใจฉัน ฉันเข้าใจเขา ถ้าฉันตั้งใจจริง จะไม่มีทางตั้งราคาสูง ดังนั้นพูดได้ว่านี่เป็นการตอบแทนน้ำใจกันมากกว่า”
เผิงชาชาพยักหน้าแต่ในใจยังสับสน จางฉุ้ยเหลียนเดาไม่ผิดว่าซ่งเล่ยได้แต่มองอย่างเงียบ ๆ แต่มีความปรารถนาแรงกล้า เขาเดาได้ว่าพวกเธอจะไปก้าวหน้าในเมืองหลวง ซึ่งฝืนทำโรงพิมพ์ต่อ มันก็ไม่คุ้ม
อีกทั้งสำหรับความสามารถในตอนนี้ของพวกเธอ กำไรที่มาจากโรงพิมพ์ไม่เพียงพอต่อความทะเยอทะยาน ทว่าสำหรับซ่งเล่ยมันเป็นธุรกิจรองที่ดีที่สุด เขาไม่อยากพึ่งพาอาชีพประมงไปตลอด โรงพิมพ์ก็อยู่ในหมู่บ้านหยางจวง แม้ว่าปริมาณการผลิตไม่สูงแต่มั่นคง ดีกว่าสายอาชีพอื่น ไม่มีธุรกิจไหนเหมาะสมเท่านี้อีกแล้ว
จางฉุ้ยเหลียนรู้ว่าเขามีมุมมองเป็นของตน สุดท้ายก็ติดต่อซ่งเล่ยไป ทั้งสองคนปรึกษากันจนได้ราคาที่น่าพึงพอใจ
ขั้นตอนการเปลี่ยนมือผู้บริหารดำเนินไปอย่างราบรื่น จางฉุ้ยเหลียนหยิบบัญชีในช่วงปีที่ผ่านมาให้เขาดู เธอได้ทำการแจกแจงผลผลิตในช่วงหลายปีมานี้ให้เขาฟัง ซ่งเล่ยซาบซึ้งใจในความซื่อสัตย์ของจางฉุ้ยเหลียน สองวันผ่านไปเขาก็นำปลาที่ตกได้มาให้ที่บ้านของเธอ
จางฉุ้ยเหลียนเก็บปลาไว้ที่บ้านส่วนหนึ่ง อีกครึ่งที่เหลือก็ส่งให้กู้เต๋อไห่โดยบอกว่าเอาไว้ต้มซุปปลาให้เย่หงทาน
จางฉุ้ยเหลียนขายโรงพิมพ์ได้ไม่กี่วัน ร้านหนังสือของอันหลงก็เจอผู้ซื้อรายใหม่คนหนึ่งที่ตั้งใจเปิดร้านหนังสือ เด็กนักเรียนมากมายเข้ามาอ่านการ์ตูนและนิยายฟรีในร้านได้ ซึ่งตอนนี้กำลังเป็นที่นิยมมาก ด้วยเหตุนี้อันหลงจึงขายไปในราคาที่เกินกว่าจะคาดเดาได้ ทุกคนล้วนดีอกดีใจกันยกใหญ่
ร้านขายเครื่องเขียนของจางฉุ้ยเหลียนก็ทำได้ดีไม่น้อย บริษัทกราฟิกชั้นบนรับผลิตงานตั้งแต่เอกสารไปจนถึงเมนู แผ่นพับ นามบัตร คู่มือรวมทั้งถ่ายเอกสารต่าง ๆ จนกระทั่งมีคนติดต่อเข้ามาว่าเขียนวิจัยได้ไหม ถ้าไม่ใช่เพราะจางฉุ้ยเหลียนยืนยันที่จะไม่ทำงานอดิเรกนี้ พวกพนักงานก็คงได้ผูกขาดการทำวิทยานิพนธ์ของมหาวิทยาลัย Q ไปแล้ว
จางฉุ้ยเหลียนยังหาผู้ซื้อไม่ได้แต่ก็ไม่กังวล เพราะถึงอย่างไรก็ไม่รีบร้อนอยู่แล้ว เซี่ยจวินก็ยังไม่ตัดสินใจว่าสุดท้ายจะไปอยู่เมืองหลวงหรือจะอยู่ในเมือง Q ต่อ ถ้าอยู่ในเมือง Q ต่อ เธอก็จะยกบริษัทกราฟิกให้เผิงชาชา ส่วนตัวเองก็เป็นเถ้าแก่หลังม่านไป
เซี่ยจวินยังไม่ตัดสินใจ ฝั่งกู้จื้อเฉิงได้ติดต่อโรงเรียนไว้เรียบร้อยแล้ว สำหรับนักเรียนสามารถย้ายไปได้เลย นี่เป็นข่าวดีที่สุดสำหรับจางฉุ้ยเหลียน
ที่อยู่ไม่ใช่ปัญหา แค่ต้องเช่าห้องดี ๆ อยู่ชั่วคราวไปก่อน เพียงแต่ถ้าจางฉุ้ยเหลียนไม่ไป กู้จื้อเฉิงก็คงจะดูแลคังคังเพียงคนเดียวไม่ได้
เมื่อตงลี่หวาได้ยินว่าหาโรงเรียนได้แล้วก็ถึงกับนั่งไม่ติด หล่อนบ่นกับเซี่ยจวินว่า “เหล่าเซี่ย ฉันไม่สนใจคุณแล้วนะ ฉันต้องไปอยู่กับหลานชาย”
เหตุผลของหล่อนมีน้ำหนักเพียงพอ “ฉุ้ยเหลียนกับแม่สามีไปด้วยกันไม่ได้ อยู่ด้วยกันไม่ช้าก็เร็วต้องทะเลาะกันอยู่ดี อีกอย่างกิจการค้าขายที่หล่อนทำก็กำลังมือขึ้น คงจะดูแลเด็กได้ไม่ทั่วถึง คังคังต้องปรับตัวให้เข้ากับสิ่งแวดล้อม เชี่ยวเชี่ยวจึงต้องมีคนดูแล”
ตงลี่หวารู้สึกว่าชื่อฮวาฮวาที่คังคังตั้งให้มันล้าสมัยเกินไป ปกติเวลาที่คังคังอยู่หล่อนจะเรียกเด็กน้อยว่าฮวาฮวา เวลาเขาไม่อยู่จะเรียกเด็กน้อยว่าเชี่ยวเชี่ยว เพราะหล่อนรู้สึกว่าชื่อที่จางฉุ้ยเหลียนตั้งให้ก็ไม่เลว ดูมีคุณธรรมเป็นคนมีความสามารถโดดเด่น ฟังแล้วเป็นมงคลจะตายไป
เซี่ยจวินก็อยากตามไป แต่คำแนะนำของเหล่าพี่น้องก็ใช่ว่าไม่มีเหตุผล
สมัยนี้ไม่เหมือนสมัยก่อนแล้ว ฝั่งนี้พวกเขายังพอช่วยกันได้ แต่พอถึงฝั่งนั้นนอกจากจะไปรับไปส่งเด็กที่โรงเรียนแล้วเป็นแบบนี้ไปนาน ๆ ไม่เบื่อกันแย่หรือ คงได้นำพาความยุ่งยากมาให้ลูกอีกแน่นอน
“ผมว่าไม่ไปดีกว่า ! ” เซี่ยจวินกลับมาโน้มน้าวตงลี่หวา “เราก็อายุมากแล้ว ช่วยไม่ได้มากหรอก คุณดูสิ ตอนนี้ความจำก็ใช่ว่าจะดี แล้วคุณไปที่นั่นจะอยู่ได้หรือ ? สู้เราอยู่ที่นี่ดีกว่า สักสองปีเราค่อยไปอยู่บ้านพักคนชรา”
ตงลี่หวาตกใจมาก ไม่เข้าใจว่าทำไมต้องไปบ้านพักคนชรา สีหน้าของหล่อนแสดงออกถึงความไม่เป็นธรรม “คุณพูดอะไร ? ไปบ้านพักคนชราทำไม ฉันไม่ไปหรอก”
หล่อนเมินหน้าไปทางอื่นด้วยความผิดหวัง “ฉันไม่ไป ฉันจะไปทำอะไรในสถานที่แบบนั้น”
“คุณเลอะเลือนจริง ๆ ” เซี่ยจวินโน้มน้าวต่อ “ขนาดคนอื่นเป็นลูกหลานแท้ ๆ พอพ่อแม่อายุ 70-80 ปีก็พาไปไว้ที่บ้านพักคนชราทั้งนั้น ลูกมีภาระเยอะจะตาย ไหนจะต้องดูแลลูก ในอนาคตต้องดูแลหลานชายหลานสาวอีก หล่อนจะเอาเรี่ยวแรงที่ไหนมาดูแลพ่อแม่ เรามีเงินก็หาสถานที่สำหรับบั้นปลายชีวิตดี ๆ สักแห่ง มีคนดูแลยามป่วย มีคนซักผ้าให้แล้วทำอาหาร ดีกว่าเยอะ”
เมื่อเขาเห็นตงลี่หวาคิดไม่ตกก็ลากตัวไปดูบ้านพักคนชราที่ค่อนข้างใหญ่สองสามแห่งในเมือง หนึ่งในนั้นดูคล้ายโรงแรมด้วยซ้ำ แม้ราคาค่อนข้างสูงแต่เงื่อนไขก็ดีกว่าที่อื่นหลายเท่า
ห้องเตียงคู่มีพื้นที่ประมาณ 60 ตารางเมตร มีแสงแดดส่องมาทางทิศใต้พอดี นอกจากนี้ยังมีโซฟาหนังวางอยู่ในห้องรับแขกด้านนอก มีโทรทัศน์ขนาด 32 นิ้ว 1 เครื่องและเครื่องทำน้ำเย็น ห้องน้ำมีขนาดกว้างขวาง มีฝักบัวและอ่างอาบน้ำ มีเครื่องซักผ้าอัตโนมัติ สะดวกสบายครบครันมาก สิ่งแวดล้อมภายในห้องนอนก็ดี มีเก้าอี้โยกตัวหนึ่งข้างหน้าต่าง มีเครื่องปรับอากาศส่วนกลางที่ปรับอุณภูมิได้ตามใจชอบ บริการดีแบบนี้ถึงจะเป็นโรงแรมก็เป็นโรงแรมที่มีดาวแน่นอน
นี่เป็นการบริการดีที่สุด ห้องที่แตกต่างกันราคาย่อมแตกต่างด้วย เพียงแต่สิ่งแวดล้อม ขนาดและความสบายก็แตกต่างตามไป
มีกิจกรรมมากมายราวกับยกมหาวิทยาลัยคนชราเข้ามาอยู่ในนี้ โชคดีที่โรงอาหารไม่ได้แบ่งชนชั้น ไม่ว่าคุณมีเงินเท่าไหร่เมื่อเข้ามาในนี้ทุกอย่างในโรงอาหารจะเท่าเทียมกันหมด
มีหมอคอยประจำการ 24 ชั่วโมง ปกติแล้วจะมีพนักงานเข้ากะดูแลอยู่ทุกชั้น
“คุณดูสิ เงื่อนไขนี้ไม่เลวเลยนะ มีหลายคนอยากมาอยู่ที่นี่แต่ทำไม่ได้ ต่อไปเราก็จะได้เล่นหมากรุก คุณก็ได้ร้องเพลง เรียนเปียโน วาดรูปหรือทำอะไรได้ทั้งนั้น ! ” เซี่ยจวินยังคงล้างสมองตงลี่หวาอยู่เรื่อย ๆ “ผมว่าไม่เลวเลยนะ ต่อไปฉุ้ยเหลียนจะได้ทำงานและดูแลแค่เด็กอย่างเดียว เรายังพอหาเลี้ยงตัวเองได้ ต่อไปถ้าเกิดเป็นอัมพาตขึ้นมาจะได้ไม่รบกวนคนอื่น”
เมื่อเห็นตงลี่หวายังไม่ส่งเสียง ได้แต่ก้มหน้าไม่รู้คิดอะไรอยู่ เซี่ยจวินก็ถอนหายใจ “ตอนที่เรารับเลี้ยงฉุ้ยเหลียน คนอื่นก็พูดกันเป็นเสียงเดียวว่าเลี้ยงหล่อนเพื่อเอาไว้ดูแลเราตอนแก่ แต่เราสองคนรู้ว่ามันไม่ใช่แบบนั้น”
ตงลี่หวานั่งอยู่บนเก้าอี้ตัวยาวในบ้านพักคนชรา นึกย้อนไปเมื่อ 20 ปีก่อน จากนั้นก็ค่อย ๆ คลี่ยิ้มออกมา “ใช่ค่ะ เราอยากมีโอกาสและมีเด็กให้ชีวิตได้มีสีสันเท่านั้น”
ความคิดที่ว่ารับเลี้ยงเด็กไว้ดูแลยามแก่เฒ่า ในโลกความเป็นจริง พ่อแม่เหล่านั้นทำเหมือนเป็นธุรกิจกับลูก ฉันเลี้ยงเธอตอนเด็ก เธอต้องเลี้ยงฉันตอนแก่ แต่ในความเป็นจริง พ่อแม่ส่วนใหญ่ไม่ได้หวังพึ่งลูกหลานยามแก่ชราแต่อย่างใด ยามป่วยพ่อแม่คนจีนส่วนใหญ่ล้วนวางแผนเตรียมพร้อมอยู่ในใจหมดแล้ว
ไม่อย่างนั้นปู่ของจางฉุ้ยเหลียนก็ไม่มีวันเชื่อฟังเช่าหวาหรอก รู้ทั้งรู้ว่าตนป่วยเป็นมะเร็งยังเลือกไปหลอกเอาเงินมาให้จางฉุ้ยจวินอีก
ย่าของจางฉุ้ยเหลียนก็เหมือนกัน ต้องนอนโรงพยาบาลและโดนลูกชายทั้งสองข่มเหงรังแกให้เจ็บช้ำน้ำใจก็ไม่โกรธ
นี่คือความรู้สึกที่พ่อแม่มีต่อลูก ไม่ต้องเสียสละตอบแทนใด ๆ ต่อพวกท่านหรอก เซี่ยจวินและตงลี่หวานั่งเงียบกันอีกพักใหญ่ก็กลับบ้าน ทั้งสองคนไม่บอกใครและยังไม่ปริปากบอกจางฉุ้ยเหลียนด้วยว่าเคยไปเที่ยวบ้านพักคนชรามาก่อน
“เราจัดการโรงซ่อมรถแห่งนั้นให้เรียบร้อยก่อน พ่ออายุมากแล้วทำต่อไปไม่ไหวจึงคิดว่าจะขาย พ่อจะได้วางใจด้วย ! ” โรงซ่อมรถใหญ่ขนาดนั้นคงขายได้เงินก้อนโตอย่างแน่นอน
จางฉุ้ยเหลียนยิ้มพร้อมกับพยักหน้า “หนูว่าดีนะคะ ขายไปให้จบ ๆ พ่อก็จะได้ใช้ชีวิตอย่างมีความสุข ดูแลตัวเองแล้วท่องเที่ยวที่ไหนก็ได้”
เพียงแต่สถานการณ์ในตอนนี้แม้จะขายไปแล้วก็ยังไม่จบ เพราะคนในตระกูลเซี่ยคงจ้องเขม็งตาเป็นมัน
จากเหตุการณ์หาคนมารับช่วงต่อ พวกเขาไม่พอใจเซี่ยจี้ห้าวมากจึงมีหลายคนลาออกไปทำร้านอื่น ความเศร้าหมองจึงย้อนกลับมาที่เซี่ยจวินคนเดียว
ตอนนี้เซี่ยจวินไม่อยากทำแล้ว โรงซ่อมรถที่ใหญ่ขนาดนั้นจะจัดการอย่างไร
เมื่อได้ยินน้ำเสียงของเซี่ยจวินที่เหมือนกลัวการขายออกไป จางฉุ้ยเหลียนก็รู้สึกเสียใจมาก รู้สึกเหมือนว่าเธอทำให้บิดาฝืนใจอย่างไรอย่างนั้น
“ฉุ้ยเหลียนอ่า แม่กับพ่อคิดกันไว้แล้ว” ตงลี่หวาพูดด้วยสีหน้าลึกลับ “แม่เองก็ป่วย จำเป็นต้องใช้เงินก้อนใหญ่ เราต้องขายโรงซ่อมรถเพื่อเก็บเงินไว้เป็นค่ารักษา”
จางฉุ้ยเหลียนตกใจ นี่มันเหตุผลอะไรกันเนี่ย หล่อนจะสาปแช่งตัวเองว่าป่วยทำไม ?
“ไม่ได้ค่ะ ! ” จางฉุ้ยเหลียนตะโกนออกไปด้วยความโกรธ “สาปแช่งตัวเองว่าป่วยได้ที่ไหนกัน”
ตงลี่หวาพูดอย่างไม่ใส่ใจ “จะพูดมากทำไม ลูกอย่าคิดมากสิ”
ไม่ให้คิดมากได้อย่างไร เพราะนี่มันเรื่องดีที่ไหนกัน…
ทว่าคำพูดต่อมาของเซี่ยจวินยิ่งนำมาซึ่งความปั่นป่วน และคนแรกที่ได้รับผลกระทบก็คือจางฉุ้ยเหลียนเอง!