เหนียงจื่อของคุณชายขี้โรค - ตอนที่ 458 มึนงง จื่อจิ้งเข้าเมืองหลวง (2)
ตอนที่ 458 มึนงง จื่อจิ้งเข้าเมืองหลวง (2)
สมองของนางแล่นอย่างรวดเร็ว คิดถึงแต่เรื่องโรงเรือนเพาะปลูกพืช และทิ้งหนิงเซ่าชิงเอาไว้อีกด้าน โดยไม่สนใจ
สำหรับเรื่องนี้ หนิงเซ่าชิงเคียดแค้นอย่างลึกซึ้ง!
เขาทนไม่ไหวแล้ว!
“เสวี่ยเสวี่ย สามีมาหาเจ้า เจ้าจะปล่อยสามีไว้เช่นนี้โดยไม่สนใจอย่างนี้หรือ”
หนิงเซ่าชิงยื่นมือออกไปโอบเอวบางของมั่วเชียนเสวี่ยแน่น น้ำเสียงอ่อนโยนเจือโกรธเคืองดังขึ้นข้างหูมั่วเชียนเสวี่ย
ใบหูพลันถูกลมหายใจร้อนผ่าวที่เกิดจากการที่หนิงเซ่าชิงเอ่ยวาจาพัด มั่วเชียนเสวี่ยร่างกายไร้เรี่ยวแรงทันที…
“เซ่าชิง…อย่าทำเช่นนี้ กลางวันอยู่นะ…”
เป็นเวลากลางวัน ประตูก็เปิดอยู่ด้วย!
“แบบนี้นี่เอง…” หนิงเซ่าชิงทำท่าทางเหมือนคิดสิ่งใดอยู่ จากนั้นก็ยื่นมือไปทางด้านหลังแล้วสะบัดครั้งหนึ่ง ประตูก็ปิดลงทันที
ผู้เรียบเรียง : Novel PDF
เห็นมั่วเชียนเสวี่ยตะลึงอ้าปากค้าง
วิชาตัวเบา กำลังภายในอะไรพวกนี้ เป็นพลังพิเศษที่นักย่องเบาใช้ฆ่าคน ปล้นชิงข้าวของ ลอบเข้าห้องนอนสตรีในยามวิกาล เพื่อเด็ดบุปผา ไม่อาจขาดไปได้จริงๆ!
นี่มันแข็งแกร่งเหมือนกับใช้สูตรโกงอย่างไรอย่างนั้น
“ดูสิ เช่นนี้ก็ไม่มีใครมองเห็นแล้ว…”
เอ่ยจบ ก็กดริมฝีปากลงมาทางมั่วเชียนเสวี่ย
“แต่ว่านี่ยังเป็นตอนกลางวัน…อุ๊บ…”
“หลับตาลง ฟ้าก็มืดแล้ว”
นอกประตู คนที่ยืนเฝ้ายังคงเป็นเตาหนู
อาซานกับอาอู่เห็นว่ามีเตาหนู องครักษ์ติดตามข้างกายเฝ้าอยู่ ก็ถอยออกไปไกลนานแล้ว
ส่วนเตาหนูกลับมีหน้าที่ความรับผิดชอบที่ต้องกระทำ จึงไม่สามารถถอยออกไปได้ แม้ว่าจะอยากไปจากที่ตรงนี้มากก็ตาม!
บางครั้ง เตาหนูก็แทบอยากจะทิ่มหูตนเองให้หนวกจริงๆ แบบนี้ก็จะได้ไม่ต้องได้ยินเสียงจากเรื่องไร้คุณธรรมเช่นนี้
แต่เขาก็คิดต่อว่า หากทิ่มหูหนวกไป หลังจากนี้ก็จะไม่ได้ยินเสียงจ้อกแจ้กจอแจที่น่าฟังของสืออู่อีกแล้วหรือ ไม่คุ้มค่าเลย ไม่คุ้มค่า!
ดังนั้นเขาที่ถูกบีบคั้นด้วยความจำเป็นจึงยังยืนเฝ้าอยู่หน้าประตูด้วยใบหน้าแข็งทื่อ ไร้ความรู้สึก ถูกบีบให้แอบฟังผู้อื่น ‘สนทนา’ กัน…
……
ระยะทางยาวไกล ความคิดถึงของคนหนึ่ง ความห่วงหาของคนหนึ่ง กลับมีมากกว่าแม่น้ำสายหนึ่งมากนัก
ถงจื่อจิ้งยืนอยู่หัวเรือ เหม่อมองแมกไม้และเงาภูเขาสองข้างทาง
จี้ซวี่เหยา ผู้เป็นอาจารย์ของเขายืนอยู่ด้านหลังเขา
จี้ซวี่เหยายืนเหม่อลอยอยู่ที่หัวเรือกับเขา
เพียงแต่เรื่องที่เขาคิดกลับแตกต่างกับเรื่องที่ถงจื่อจิ้งคิดราวฟ้ากับเหว
เขาไม่ได้เข้าเมืองหลวงนานหลายปีแล้ว หากครั้งนี้เข้าเมืองไปแล้วสามารถสมปรารถนาดั่งใจหมายได้ ก็ไม่ทำให้เขาที่ความทุ่มเททั้งแรงกายและใจ สิ้นเปลืองความคิดสั่งสอนถงจื่อจิ้งมาครึ่งปีกว่านี้เสียเปล่า
ความจริงแล้ว จากอำเภอเทียนเซียงไปถึงเมืองหลวงสามารถเดินทางทางบกได้
แต่ระหว่างการเดินทางทางบกกับทางน้ำนั้นมีความแตกต่างในเรื่องเวลาที่จะถึงเมืองหลวงอยู่หลายวัน ส่วนถงจื่อจิ้งก็เร่งรีบอยากจะพบกับมั่วเชียนเสวี่ยเร็วหน่อย ดังนั้นสุดท้ายถึงได้เลือกเส้นทางน้ำ
นิ่งไปครู่หนึ่งจี้ซวี่เหยาก็ทำลายบรรยากาศน่าอึดอัดนี้ลง
“จื่อจิ้ง บ่ายวันนี้ก็จะถึงเมืองหลวงแล้ว จื่อจิ้งก็ไม่จำเป็นต้องวิตกกังวลอีก”
จี้ซวี่เหยาเห็นถงจื่อจิ้งยืนมองไปยังทิศทางของเมืองหลวงที่ห่างไกลเช่นนี้ทุกวันแล้ว สุดท้ายก็ไม่อาจฝืนทนได้อีก ดังนั้นถึงได้เอ่ยเตือนออกไป
แต่ทว่า น้ำเสียงของเขาเต็มไปด้วยความเกรงใจ ไม่เหมือนกับการเอ่ยกับลูกศิษย์ของตนเอง แต่เหมือนกับผู้ใต้บังคับบัญชาให้เกียรติผู้บังคับบัญชา
ถงจื่อจิ้งจะไม่รู้ได้เช่นไรว่าจะถึงเมืองหลวงในยามบ่าย
แต่เขาร้อนรน แทบอยากจะให้ถึงเมืองหลวงในตอนนี้เลยถึงจะดี!
ตอนที่เขาได้ยินว่าเกิดเรื่องขึ้นกับมั่วเชียนเสวี่ย ก็แทบอยากจะให้ตนเองมีปีกงอกมาคู่หนึ่ง เพื่อที่จะบินไปปกป้องอยู่ข้างกายนางได้เร็วมากพอ
แม้ว่าจะไม่สามารถปกป้องนางได้ แต่ในตอนที่นางได้รับความลำบาก ได้อยู่รับความลำบากเป็นเพื่อนนาง เขาก็ยินดีเช่นกัน
แต่ในตอนนี้ ใกล้เมืองหลวงมากขึ้นเรื่อยๆ เขาก็ยิ่งกระวนกระวายใจยิ่งขึ้น
ไม่รู้ว่าตอนนี้พี่สาวเชียนเสวี่ยจะเป็นอย่างไรบ้าง ได้รับความลำบากหรือไม่ ได้รับบาดเจ็บหรือไม่…
“ตอนนี้ข้าเป็นหัวหน้าตระกูลถง แล้ว! ตอนนี้ข้ามีความสามารถปกป้องนางได้แล้ว!” ถงจื่อจิ้งเอ่ยด้วยน้ำเสียงจริงจัง ทำให้จี้ซวี่เหยาที่อยู่ด้านหลังเขาตะลึง!
ถงจื่อจิ้งไม่เคยปิดบังความรู้สึกมีต่อมั่วเชียนเสวี่กับจี้ซวี่เหยา
ตอนนี้เขาก็ยังไม่เข้าใจว่า ถงจื่อจิ้งทำไปเพื่ออันใด! แต่เขาเคารพถงจื่อจิ้ง และเคารพความรู้สึกนี้เช่นกัน
นี่เป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้เขาได้รับการยอมรับจากถงจื่อจิ้ง
ถงจื่อจิ้งจัดการผู้เฒ่าตระกูลถงอย่างรวดเร็ว เร่งรีบรับช่วงต่อตระกูลถงเพราะมั่วเชียนเสวี่ย จี้ซวี่เหยารู้ดีอยู่แก่ใจ และสามารถกล่าวได้ว่ามีส่วนร่วมทุกขั้นตอน
แต่ทว่า ทุกครั้งที่ถงจื่อจิ้งเอ่ยออกมาในเสี้ยวพริบตานั้น เขาก็ถูกทำให้ตะลึงอย่างอดไม่ได้!
สตรีนางนั้นช่างโชคดีที่สามารถได้รับการปกป้องจากผู้คนมากมายในเวลาเดียวกัน
ถงจื่อจิ้งสู้เพราะนาง และสู้เพื่อนาง
ติดตามตอนล่าสุดได้ที่ novelpdf.xyz
จวนกั๋วกงถูกเพลิงไหม้ ย่อมเป็นเรื่องใหญ่ในเมืองหลวง แต่กลับเป็นเรื่องใหญ่ที่ไม่เกี่ยวข้องอันใดกับตนเอง
แต่ เมื่อข่าวนี้ลือมาถึงชายแดนตะวันตกกลับเป็นเรื่องที่หนักหนาเสียยิ่งกว่าฟ้าถล่ม
“อะไรนะ บุตรีกั๋วกงนางนั้นเป็นอันใดหรือไม่”
เมื่อได้รับสารที่ตอบกลับมาจากอวี่เสวียน หัวหน้าชนเผ่าอวี่แห่งชนเผ่ารั่วสุ่ยก็สะดุ้งตกใจจนชาในมือหกเต็มพื้น! พลางมองไปทางสายลับที่มารายงานด้วยความตกตะลึง
“คุณหนูใหญ่แห่งจวนกั๋วกงไม่เป็นอันใดขอรับ แต่หมัวมัวข้างกายที่ปรนนิบัติทุกอย่างได้สิ้นชีพ และสถานที่ที่คุณหนูใหญ่มั่วพำนักภายในจวนกั๋วกงนั้นยุ่งวุ่นวายไม่เป็นระเบียบขอรับ”
สายลับที่ได้รับสารจากคุณหนูใหญ่อวี่เสวียนแห่งชนเผ่ารั่วสุ่ย ก็ทำได้เพียงแค่รายงานตามความจริง เอ่ยจบแล้วก็คุกเข่าก้มหน้าเงียบๆ
ผู้อาวุโสใหญ่ตระกูลอวี่ได้ยินว่าคุณหนูใหญ่มั่วไม่เป็นอะไรก็โล่งใจ แต่เมื่อได้ยินว่าสาวใช้ที่ปรนนิบัติอยู่ข้างกายกั๋วกงฮูหยินมาตลอดชีวิตผู้นั้นตายกลับเสียใจอยู่ครู่หนึ่ง
ครุ่นคิดอยู่พักหนึ่ง เขาก็มักจะรู้สึกว่าเรื่องนี้แปลกประหลาด
เหตุใดสถานที่แห่งอื่นในจวนกั๋วกงถึงได้ไม่เกิดเพลิงไหม้ กลับเป็นสถานที่พำนักของคุณหนูใหญ่ตระกูลมั่วผู้นั้นเกิดเพลิงไหม้กัน
นั่นเป็นบุตรีเพียงคนเดียวของท่านกั๋วกง ชนเผ่ารั่วสุ่ยของพวกเขาเคยได้รับบุญคุณยิ่งใหญ่จากท่านกั๋วกง ตอนนี้เห็นบุตรหลานของเขากำลังลำบากในเมืองหลวง จะอดกลั้นได้เช่นไร
ครุ่นคิดลังเล งึมงำกับตนเองเบาๆ ครู่หนึ่ง ถึงได้เอ่ยปากสั่งการ “แจ้งผู้อาวุโสชนเผ่าเฮยมู่กับแม่ทัพเกาและแม่ทัพเหยียนของกองทัพตระกูลมั่วให้มาเข้าพบ แจ้งไปว่ามีเรื่องสำคัญเกี่ยวกับจวนกั๋วกง!”
“ขอรับ!”
ไม่ถึงสองชั่วยาม ผู้อาวุโสชนเผ่าเฮยมู่กับแม่ทัพทั้งสองท่านก็มาถึงห้องหนังสือของหัวหน้าชนเผ่ารั่วสุ่ย
หลังจากได้ยินหัวหน้าชนเผ่ารั่วสุ่ยอธิบายเรื่องราวทั้งหมดแล้ว ทุกคนก็เดือดดาลขึ้นมาทันที!
“นี่จะต้องเป็นแผนร้ายของฮ่องเต้เฒ่านั่นแน่ๆ! ไม่ยอมให้คนรุ่นหลังของผู้มีพระคุณได้มีชีวิตอยู่ ถึงได้ลงมือโหดเหี้ยมเช่นนี้!”
เดิมแม่ทัพเกาเหอซวี่ก็มีฐานะเป็นโจรมาก่อน จึงเป็นบุรุษที่มุทะลุผู้หนึ่ง
เขามีใบหน้าป่าเถื่อน หลังจากได้ยินหัวหน้าชนเผ่ารั่วสุ่ยเล่าเรื่องทั้งหมดจบแล้ว ก็ถลึงตา เอ่ยออกมาด้วยความโมโห
ความดังของเสียงนั้นมากพอที่จะสะเทือนจนหูของทุกคนในที่นั้นเจ็บ
ความจริงแล้ว หัวหน้าชนเผ่ารั่วสุ่ยก็คิดเช่นเดียวกับแม่ทัพเกา ล้วนนึกว่าเป็นแผนร้ายที่สำแดงออกมาของฮ่องเต้เฒ่า
แต่หัวหน้าชนเผ่าเฮยมู่กลับสุขุมยิ่งกว่า
ฮูเหยียนเจียงที่อยู่อีกด้านนั้นเยือกเย็นกว่าเขาเล็กน้อยอย่างเห็นได้ชัด พลางเอ่ยเตือนว่า “พี่เกา อย่าเพิ่งใจร้อน ฟังความเห็นของหัวหน้าชนเผ่าทั้งสองก่อน…”