หม่ามี๊ตัวร้ายกับเสนาบดีตื๊อรัก นิยายอัพทุกวันเข้ามาดูก่อน - ตอนพิเศษ 71-2 ความจริงของตำหนักเมฆา ร่องรอยของน้องชาย (2)
- Home
- หม่ามี๊ตัวร้ายกับเสนาบดีตื๊อรัก นิยายอัพทุกวันเข้ามาดูก่อน
- ตอนพิเศษ 71-2 ความจริงของตำหนักเมฆา ร่องรอยของน้องชาย (2)
ตอนพิเศษ 71-2 ความจริงของตำหนักเมฆา ร่องรอยของน้องชาย (2)
อวิ๋นเชียนรั่วจับกลีบดอกอวี้หลันด้วยความสงสาร ไฟโทสะเดือดปุดๆ ขึ้นมา นางหันไปมองเฉียวเวยเวย เอ่ยด้วยความเดือดดาลว่า “เจ้าทำอะไรน่ะ ใครใช้ให้เจ้าแตะต้องของในเรือนข้า”
เฉียวเวยเวยบอกว่า “มันใกล้จะตายแล้ว ข้าอยากรดน้ำให้มันสักหน่อย…”
อวิ๋นเชียนรั่วตัดบทเฉียวเวยเวยด้วยความหัวเสีย “ใครบอกกันว่ามันใกล้ตายแล้ว มันเป็นต้นที่พี่หญิงเสวี่ยขุดมาจากภูเขาเซียนเชียวนะ! มันมีพลังเวทย์ของพี่หญิงเสวี่ยของข้าเลี้ยงดู มันไม่มีทางตาย! ต้นอวี้หลันกระถางนี้พี่หญิงเสวี่ยเป็นคนให้ข้า เจ้ารู้หรือไม่ว่าพี่หญิงเสวี่ยของข้าเป็นใคร นางเป็นธิดาเทพของเขาเสวี่ย เป็นสตรีที่มีฐานะสูงส่งที่สุดในเผ่าเทพ! พลังเวทย์ของนางแข็งแกร่งเช่นเดียวกับจอมเทพ! น้อยครั้งนักที่นางจะให้ของใคร! ต้นอวี้หลันกระถางนี้เป็นรางวัลที่นางให้ข้าหลังจากข้าท่องหนังสืออยู่สามวันสามคืน!”
เฉียวเวยเวยเหลือบมองนาง “เดี๋ยวข้าชดใช้ให้”
อวิ๋นเชียนรั่วโกรธจนใกล้จะร้องไห้เต็มทน “เจ้าชดใช้ไหวหรือ เจ้าดูสภาพน่าสมเพชของเจ้าเข้า เจ้าจะเอาอะไรมาชดใช้ให้ข้า หากไม่ใช่เพราะพี่ข้าเห็นแก่มิตรภาพที่เป็นศิษย์ร่วมสำนักกับเจ้ามา เขาคงไม่พาเด็กจากชนบทอย่างเจ้าเข้ามาบ้านข้าหรอก! ข้าเกลียดเจ้า!”
พูดจบอวิ๋นเชียนรั่วก็เช็ดน้ำตา สะบัดหน้าเดินเข้าห้องของตนไป
“รั่วเอ๋อร์!” หมิงซิวเอ่ยเรียกนางเสียงขรึม
“ท่านยังจะดุข้า? ข้าเกลียดท่านด้วย!” อวิ๋นเชียนรั่วปิดประตูดังปัง!
ท่านเทพเอามือก่ายหน้าผาก ปวดหัว ปวดจริงๆ!
จู๋อียกน้ำชาที่ต้มเสร็จแล้วเข้ามา นางขยับเข้าไปหาเฉียวเวยเวย เอ่ยออกมาจากใจจริงว่า “ถึงแม้ข้าก็ไม่ชอบนางเหมือนกัน แต่นางเป็นคุณหนูตำหนักเมฆา วันหน้าหากท่านเทพได้ฟื้นคืนฐานะ นางก็จะเป็นองค์หญิงแห่งเผ่าเทพ ทางที่ดีเจ้าอย่าได้ทำให้นางไม่พอใจจะดีกว่า ไปขอโทษนางเสียเถิด”
เฉียวเวยเวยลังเลอยู่พักหนึ่งก็หันไปยกถาดในมือจู๋อีแทน
จู๋อีรีบกระแอมเสียงเบา “อย่าถืออันนี้ไป หากนางได้ดื่มอาจจะเกลียดเจ้าทั้งชีวิตเลยก็ได้ เอ้านี่”
จู๋อีพูดพลางหยิบกล่องเหล็กใบเล็กหน้าตางดงามออกจากอกเสื้อมาให้ “แป้งชาดที่ไห่คงจื่อทำ แม่นางทั้งหลายชอบกันทั้งนั้น ข้ายังไม่เคยใช้ เจ้าเอาไปให้นางเถิด เด็กน้อย เอาใจหน่อยเดี๋ยวก็หายโกรธแล้ว”
ตอนนางอารมณ์ไม่ดี หลิงจือก็มักจะโอ๋นาง เฉียวเวยเวยเลยคิดว่านางโอ๋อวิ๋นเชียนรั่วสักหน่อยก็ไม่เป็นไร
เฉียวเวยเวยถือแป้งชาดจะไปเคาะประตูห้องอวิ๋นเชียนรั่ว
แต่นางเพิ่งยกมือขึ้น ยังไม่ทันเคาะประตู จู่ๆ ท้องฟ้าก็เปลี่ยนสี… ท้องฟ้าที่เคยใสสว่างไร้ก้อนเมฆ อยู่ๆ ก็มีหิมะปลิวลงมา เกล็ดหิมะชิ้นใหญ่ๆ ลอยละลิ่วลงมาเบาๆ
ทั่วทั้งเรือนมีแต่ความเงียบสงัด
หิมะตกลงบนหลังคา ตกลงบนกิ่งไม้ และตกลงบนพุ่มไม้ที่มีดอกไม้บานสะพรั่ง กระถางดอกอวี้หลันที่ตกแตกก็กลับคืนรูปร่างเดิมอย่างน่าอัศจรรย์ในจังหวะที่หิมะตกลงมา
เกล็ดหิมะชิ้นหนึ่งตกลงบนหน้าของจู๋อี รอยแผลเป็นของจู๋อีก็สลายหายไป
จู๋อีจับหน้าตนเองอย่างไม่อยากเชื่อ “หน้าข้าหายแล้ว? หน้าข้าหายแล้ว!”
เฉียวเวยเวยเงยหน้ามองขอบฟ้าที่เต็มไปด้วยหิมะ ก็เห็นว่าท่ามกลางเกล็ดหิมะที่ปลิวว่อน อยู่ๆ ก็มีสตรีสาวสวมชุดขนนกสิบหกนางบินเข้ามา พลังฝึกตนของสตรีสาวแต่ละนางอยู่เหนือกว่าองค์เทพทั้งสิ้น หน้าตางดงามราวกับบุปผา ผิวพรรณหมดจด ในสีหน้าฉายแววเย่อหยิ่งให้เห็น
พวกไห่คงจื่อถูกขุมพลังขนาดใหญ่นี้ทำให้ตกใจจนออกมาที่สวน แต่ละคนยืนอยู่ท่ามกลางลมหิมะด้วยท่าทางอึ้งงันราวกับไก่ไม้ เงยหน้ามองร่างของสตรีทั้งสิบหกร่างที่เหาะมาจากขอบฟ้า
ไอปราณของผู้ฝึกตนขั้นเทพสุวรรณปกคลุมไปทั่วบ้าน แต่กระนั้นนี่ไม่ใช่สิ่งที่ทำให้คนตกใจมากที่สุด
หลังจากสตรีสาวทั้งสิบหกนางเหาะเข้ามาในบ้านแล้ว ก็มีเสียงนกเฟิ่งดังขึ้นก้องฟ้า!
สิ่งที่ตามติดเสียงวิหคเฟิ่งมาก็คือวิหคเฟิ่งทองห้าสีที่กระพือปีกเข้ามาสู่สายตาทุกคน
นกเฟิ่งหวงตัวนี้ใหญ่มาก ทั้งส่วนหัวและลำตัวของมันส่องประกายทองระยิบระยับ ตรงปีกกลับมีสีสันสลับกันไปห้าสี มองดูแล้วคล้ายขโมยเอาสีสันจากท้องฟ้ามาจนหมด
ทุกคนเคยเห็นวิหคเทพที่งดงามเช่นนี้เมื่อไรกัน แค่เพียงได้มองก็คิดอยากลองลูบดูสักครั้งอย่างทนไม่ไหว
ไห่คงจื่อรู้จักฐานะของมัน “วิหคเฟิ่งทองโบราณ… พาหนะของธิดาเทพ!”
“ธิดา…ธิดาเทพ?” หูซื่อไห่สองขาพลันอ่อน ทรุดลงคุกเข่ากับพื้น
รอจนวิหคเฟิ่งทองห้าสีค่อยๆ บินต่ำลงมาแล้ว ทุกคนถึงได้มองเห็นว่าบนหลังมันมีสตรีนางหนึ่งขี่อยู่จริงๆ
สตรีนางนั้นนั่งเบี่ยงข้างอยู่บนหลังนกเฟิ่งทองห้าสีอย่างสง่างาม
“ท่านธิดาเทพ!” ไห่คงจื่อทรุดลงคุกเข่าด้วยความหวาดกลัว
พอเขาคุกเข่าลง ทุกคนก็คุกเข่าตาม
จู๋อีไม่ได้อยู่ข้างไห่คงจื่อ จึงไม่รู้ว่าอีกฝ่ายเป็นใครเลยไม่คิดจะคุกเข่าลง แต่เมื่อร่างที่เต็มไปด้วยปราณเซียนลอยเข้ามาสู่สายตา นางรู้สึกเพียงว่าดวงจิตตั้งต้นของตนถูกชะล้างไปด้วย
นางคุกเข่าลงอย่างจริงใจ
นางดึงแขนเสื้อเฉียวเวยเวย ส่งสัญญาณให้อีกฝ่ายคุกเข่าลง
เฉียวเวยเวยกลับไม่ยอมคุกเข่า กระทั่งพ่อแม่นางยังไม่เคยคุกเข่าให้ เหตุใดนางต้องคุกเข่าให้นกกับคนที่ขี่อยู่บนนกอย่าง…คนนกด้วยเล่า?
เฉียวเวยๆ เงยหน้า ทำตาแป๋วมองนกเฟิ่งหวงที่บินใกล้เข้ามาเรื่อยๆ
นกเฟิ่งหวงตัวนี้ลักษณะเหมือนร่างเดิมของจอมเทพ แต่จอมเทพเป็นผู้ปกครองแดนเซียนผู้สูงส่ง มันกลับเป็นเพียงพาหนะให้สตรีนางหนึ่งขี่ เฉียวเวยเวยมองมันแล้วประหนึ่งได้เห็นจอมเทพถูกคนขี่อยู่กระนั้น
ใจของเฉียวเวยเวยมีความรู้สึกไม่พอใจแวบผ่าน
นกเฟิ่งหวงหยุดอยู่เหนือศีรษะของเฉียวเวยเวย
สตรีนางนั้นเหาะกายลงมา งดงามหาใดเทียบเทียม
สตรีนางนั้นทิ้งตัวลงกลางลานอย่างสง่างาม
จู๋อีคลานเข่าเข้าไปหา มือขวาแตะหน้าผากก่อนจะเอาแตะกับปลายรองเท้าของธิดาเทพด้วยความระมัดระวัง
ธิดาเทพยกมือที่เรียบยาวประหนึ่งหยกของตนขึ้น
จู๋อีรับรู้จึงเงยหน้าขึ้น
ธิดาเทพกดสายตามองนาง แค่เพียงเหลือบมองเท่านั้น ครั้งเมื่อธิดาเทพหมุนตัวเดินไป จู๋อีก็เลื่อนระดับการฝึกตนจากผู้ฝึกตนชั้นล่าง ทะลุทะลวงจนเข้าสู่ขั้นองค์เทพแล้ว!
จู๋อีน้ำตาไหลด้วยความปลาบปลื้ม “ขอบพระคุณธิดาเทพ!”
ธิดาเทพเดินเฉียดไหล่เฉียวเวยเวยไป นางมีความสง่างาม งดงามอย่างสูงส่ง งดงามจนไม่ข้องเกี่ยวกับโลกมนุษย์ กระทั่งเฉียวเวยเวยที่เป็นมังกรน้อยตัวหนึ่งยังมองจนอึ้งไป
กระโปรงยาวของธิดาเทพลากผ่านพื้นหิมะไป นางเดินขึ้นบันไดแล้วเข้าไปในห้อง
นั่นเป็นห้องของเสี่ยวซิว!
เฉียวเวยเวยพลันได้สติ วางบัวรดน้ำลง สาวเท้าวิ่งเข้าไป ไหนเลยจะรู้ว่าพอไปถึงหน้าประตู ประตูห้องจะปิดใส่หน้านางดังปัง!