เมื่อสาวออฟฟิศกลายเป็นแม่สามีในยุคโบราณ - บทที่ 875 ข้าไม่อยากเอาเปรียบคน
“เป็นความสัมพันธ์ที่บริสุทธิ์ใจ” พี่เป้าทอดถอนใจเบา ๆ คราหนึ่ง “นางเป็นคุณหนูของบ้านอื่น ทั้งยังเป็นภรรยาของผู้อื่นแล้ว แม้ใจข้าจะหวั่นไหวแต่จะสามารถทำอันใดได้อีกเล่า? อย่างมากที่สุดก็สามารถช่วยเหลือให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะช่วยได้…”
เย่อวี๋หรานคาดไม่ถึงว่าเขาจะยอมรับเร็วเช่นนี้ ต้องยอมรับว่าการที่ยอมรับต่อหน้าคนเช่นนี้ทำให้ตกใจอยู่บ้าง “ท่าน…ชอบนาง?! นางเป็นหญิงที่แต่งงานแล้ว พี่เป้า เรื่องนี้ท่าน…เรื่องนี้ของท่านมีคนรู้กี่คน? เคยคิดหรือไม่ว่าหลังจากนี้จะทำอย่างไร?”
จะบริสุทธิ์ใจหรือไม่หาใช่เรื่องสำคัญ สำคัญคือหลังจากนี้พี่เป้าคิดจะทำอย่างไร
หากความเกี่ยวข้องที่ผ่านมาไม่ชัดเจน แม้จะบอกว่า ‘บริสุทธิ์ใจ’ อย่างไร คนนอกจะเชื่อหรือ?
“ข้าอยากช่วยนาง” พี่เป้ากล่าว
“ช่วยนางหรือ? ช่วยนางอย่างไร? ท่านต้องคิดให้ถี่ถ้วน นางเป็นหญิงที่แต่งงานแล้ว หากท่านไปปรากฏตัวต่อหน้านางบ่อย ๆ ย่อมดึงดูดความสนใจให้ผู้อื่นสงสัยเป็นแน่ นายท่านเจี่ยก็หาใช่สิ่งของ นั่นเป็นสามีของฮูหยินเจี่ย หากเขาต้องการจัดการท่านก็ง่ายเสียยิ่งกว่าง่าย ไม่ต้องหาข้อแก้ตัวด้วยซ้ำ เพียงพูดว่าจะฆ่าผู้ชายคนหนึ่งก็สามารถฆ่าท่านได้แล้ว หากข่าวลือแพร่ออกไปแล้วทำให้ฮูหยินเจี่ยถูกฆ่าไปด้วย…”
“ข้ารู้ ดังนั้นข้าจึงพยายามไม่ไปปรากฏตัวต่อหน้าฮูหยินเจี่ยต่อหน้าผู้อื่น ถึงตอนนี้ก็มีเพียงไม่กี่คนที่รู้เรื่องความสัมพันธ์ของข้ากับฮูหยินเจี่ย”
“พวกท่านมีความสัมพันธ์ต่อกันจริงหรือ? พัฒนาไปถึงขั้นไหนแล้ว!?”
“ไม่ใช่ จูต้าเหนียง ท่านเข้าใจผิดแล้ว ข้ากับฮูหยินเจี่ยบริสุทธิ์ใจต่อกันจริง ๆ ข้าชอบนางแต่นางไม่รู้ ก่อนหน้านี้นางเคยช่วยข้าไว้ ขอเพียงเพื่อ ‘ตอบแทนบุญคุณ’ ให้นางได้ก็พอใจแล้ว” พี่เป้ารีบแก้ต่างด้วยเกรงว่าเย่อวี๋หรานจะเข้าใจผิด
“เช่นนั้นเรื่องที่ท่านกับนางไปมาหาสู่กันมีกี่คนที่รู้เรื่องหรือ?”
“มีไม่กี่คน ทุกครั้งที่ข้าไปหานางล้วนมีเหตุมีผล อีกทั้งนางคือ ‘ฮูหยินเจี่ย’ ที่ไม่รู้ความในใจของข้าหากไม่มีเรื่องใดก็จะไม่มาเจอข้า”
เย่อวี๋หราน “…”
พูดเช่นนั้นก็ยังไม่แน่ นายหญิงที่สูงส่งของครอบครัวซึ่งต้องสามารถจัดการครอบครัวใหญ่ถึงเพียงนี้ได้ นางจะไม่หูตาไวได้อย่างไร?
พี่เป้ามีความคิดละเอียดอ่อน เกรงว่าอาจถูกคนจับไว้ในกำมือนานแล้ว
ไม่รู้ว่าฮูหยินเจี่ยผู้นี้ตกลงแล้วเป็นคนอย่างไรอีกด้วย
พูดมาถึงตรงนี้ก็คาดไม่ถึงว่าพี่เป้าจะยัง ‘ทิ้งระเบิดลูกใหญ่ซ้ำ’ ใส่นาง ที่แท้พี่เป้าก็ไม่เพียงแต่ปิดบังนางเรื่องของเปี้ยนชิวอิ่ง แต่ยังปิดบังกิจการในร้านค้าของนางด้วย ซึ่งก็คือเรื่องที่ให้ฮูหยินเจี่ย ‘ร่วมหุ้น’ ภัตตาคารด้วย
ก่อนหน้านี้ที่ให้จูอู่ไปตรวจสอบเรื่องปัญหาบัญชีรายรับรายจ่าย ทั้งหมดล้วนเกี่ยวพันกับฮูหยินเจี่ย
“ช่องโหว่ในสกุลเจี่ยใหญ่เกินไปแล้ว ยามนี้นางยากจนถึงขั้นต้องขายสินเดิม” พี่เป้าถอนหายใจพลางกล่าว “ข้าทนดูต่อไปได้เสียที่ไหน จึงเป็นฝ่ายบอกนางเองว่าให้นางเอาชื่อนางมาจัดการร้านเสียหน่อย ถ้ามีของที่เหมาะสมก็ให้นางส่งมา นางจะส่งมากี่มากน้อย ขายได้กี่มากน้อยก็ล้วนให้นางไปทั้งหมด”
เย่อวี๋หรานมุมปากกระตุก ‘ตั้งแต่โบราณมา วีรบุรุษย่อมพ่ายสาวงาม คาดไม่ถึงว่าพี่เป้าก็ไม่เป็นข้อยกเว้น’
“ในเมื่อต้องผ่านบัญชีด้วย เช่นนั้นผู้ตรวจสอบบัญชีเฉินก็รู้เรื่องนี้ด้วยหรือ?”
พี่เป้าชะงักไปครู่หนึ่ง “ข้าไม่รู้ ข้าไม่เคยบอกเขาเลย…”
“เช่นนั้นก็น่าจะรู้แล้ว บัญชีไม่ถูกต้องเขามองปราดเดียวก็คงมองออก หลังจากนั้นคงช่วยท่านตกแต่งบัญชี ไม่เช่นนั้นบัญชีที่ส่งมาที่ข้าคงไม่ปกติจนดูไม่ออก”
พี่เป้าสับสนอยู่บ้าง “มองบัญชีไม่ออกหรือ? ข้ายังคิดว่าพวกท่านรู้มาโดยตลอด…”
“พวกข้าจะรู้ได้อย่างไร? ก่อนหน้านี้ท่านก็ไม่เคยเปิดปากบอกพวกเรามาก่อน”
“เรื่องน่าอายเช่นนี้ข้าไม่อาจยกขึ้นมาพูดได้…” พี่เป้ารู้สึกผิดกับเย่อวี๋หรานจากใจจริง เขาก็รู้ว่าความรู้สึกที่มีต่อฮูหยินเจี่ยนั้นคลุมเครือ ดังนั้นจึงไม่กล้าเปิดเผยกับผู้อื่นง่าย ๆ
ครั้งนี้หากไม่ใช่เพราะฮูหยินเจี่ยไม่อยากเอาเปรียบคน ต้องการลงนามสัญญากับเขาอย่างจริงจัง ไม่ต้องการทำการค้าแล้ว เขาก็คงไม่มาแจ้งเรื่องกับสกุลจู
เพราะเขามองแล้วว่าขอเพียงการค้าในร้านค้าเป็นไปได้ด้วยดี ไม่ส่งผลกระทบต่อ ‘รายได้ปกติ’ ของทางฝั่งนี้ ในวันปกติก็จัดการเรื่องราวไปตามเรื่องตามราว เขาก็ไม่จำเป็นต้องบอกกับเย่อวี๋หรานแล้ว
เย่อวี๋หรานอยากถามเขาเป็นอย่างยิ่งจริง ๆ ว่าปกติท่านจัดการเช่นนี้หรือ?
ท่านสับสนเช่นนี้ก็ยังคิดจะสร้างปัญหาอีก
ยังดีที่ฮูหยินเจี่ยมีเหตุผลและมีสมองจึงกดดันให้ท่านเลือก ไม่เช่นนั้น ‘การค้า’ คงอยู่ได้ไม่นาน
แต่ฮูหยินเจี่ยสามารถตัดสินใจเช่นนี้ได้นั่นแปลว่าอีกฝ่ายก็ไม่ได้ ‘แย่’ เหมือนที่นางคิด บางทีอาจจะฉลาดมากด้วยซ้ำ นับเป็นคนที่มีหัวคิดทีเดียว
ทำการค้าที่ไหนจะมาทำแบบสับสนไม่ละเอียดได้เล่า?
การพูดถึง ‘กฎเกณฑ์’ ก่อนลงนามในสัญญา สามารถช่วยหลีกเลี่ยงปัญหาที่จะเกี่ยวพันกันในภายหลังได้
บางครั้งการที่ทำการค้าไม่สำเร็จหรือไม่อาจอยู่ได้นานก็ไม่ใช่เพราะกิจการไม่ดี แต่เป็นเพราะปัญหาของเหล่าพันธมิตร
“ความหมายของข้าคือข้าอยากช่วยนาง ไม่อยากหาเงินอันใดจากนาง แม้ว่าจะต้องลงนามสัญญาหนึ่งฉบับ แต่ข้าก็ยังไม่อยากเอาเปรียบคน…” พี่เป้าอธิบาย เหตุผลที่เขาพูดเช่นนี้เพราะหวังว่าเย่อวี๋หรานจะเห็นด้วยและ ‘ทำเช่นเดิม’ นั่นคือแบ่งผลกำไรเหมือนเมื่อก่อน
หากเขาช่วย ‘งาน’ ของฮูหยินเจี่ยได้ทั้งยังไม่เอาเงินก็ไม่เป็นไรแล้ว
“เช่นนั้นท่านเคยคิดคำนวณหรือไม่ว่าเงินที่ท่านให้นางทุกเดือนเป็นจำนวนเท่าใดบ้าง?” เย่อวี๋หรานกลอกตา ต้องพูดคำที่ไม่อาจเลี่ยง “รายได้ร้านค้าร้านหนึ่งก็ไม่ได้มาก แล้วหลังจากเปิดสาขาแยกเล่า? หนึ่งร้าน สองร้าน…สิบร้าน ร้อยร้าน ท่านยังคิดจะให้นาง ‘ได้กำไรโดยไม่ต้องลงทุน’ เลยหรือ?”
“ข้าไม่ได้คิดไกลถึงเพียงนั้น…” พี่เป้าตกตะลึง
เขาคิดเพียงว่าฮูหยินเจี่ยยากจนถึงขั้นต้องขายสินเดิม หากเขาไม่รีบยื่นมือไปช่วยเหลือ นางคงไม่ได้กินอิ่มท้อง
คุณหนูจากครอบครัวสูงศักดิ์ครอบครัวหนึ่งจะผ่านชีวิตที่ยากลำบากเช่นนี้ได้อย่างไร?
เขาก็คาดไม่ถึงว่าเขาสองคนจะร่วมมือกันนานถึงเพียงนั้น จึงยื่นมือช่วยเหลือเป็นการ ‘ชั่วคราว’ ดังนั้นจึงไม่ได้บอกกับสกุลจูเพราะคิดว่าเรื่องนี้คงจบลงในเร็ววัน จะยกเรื่องนี้มาพูดหรือไม่ก็ล้วนไม่สำคัญ
“ในเมื่อท่านชอบคน ก็เป็นธรรมดาที่จะคิดเผื่อระยะยาวสักหน่อยแทนคน ยามนี้นางขาดเงินแล้วท่านรู้ได้อย่างว่าในอนาคตนางจะไม่ขาดเงิน?”
“หลังจากนี้จะขาดเงินได้อย่างไร? นางกลับเมืองหลวงแล้ว บ้านเดิมนางก็ย่อมดูแลนาง ทั้งยังมีสกุลเจี่ยอีก ก่อนหน้านี้ข้าได้ยินคนรับใช้ในเรือนของพวกเขาพูดว่าสกุลเจี่ยในเมืองหลวงนั้นใหญ่โตทีเดียว…”
“แต่เป็นพวกเขาที่ถูกไล่ออกมาแล้ว คนในครอบครัวสูงศักดิ์จะทำเรื่องเลวร้ายเพราะความว้าวุ่นใจท่านไม่รู้หรือ?” เย่อวี๋หรานจ้องดวงตาของเขาและกล่าวว่า “ถูก ‘ไล่’ ออกไปไม่ใช่ลูกภรรยาน้อยแล้ว แต่เป็นผู้แพ้ในศึกการแย่งชิงมรดกของครอบครัว ท่านคิดว่าผู้แพ้จะได้รับการแบ่งทรัพย์สินสักกี่มากน้อย? ถึงสกุลเจี่ยในเมืองหลวงจะใหญ่โตแต่ขอเพียงฮูหยินเจี่ยถูกไล่ออกมา นอกจากฮูหยินเจี่ยจะต้องบากบั่นต่อสู้ ไม่เช่นนั้นฮูหยินเจี่ยก็ล้วนต้องเริ่มขายสินเดิมหาเลี้ยงชีพ หลังจากนี้ก็เกรงว่าชีวิตคงจะยิ่งยากลำบากขึ้นอีก”
พี่เป้า “…”
“ข้ารู้ว่าท่านชอบนาง ไม่อยากให้นางมีชีวิตที่น่าเวทนา ดังนั้นจึงถูกใบไม้บังตาไม่ได้คิดให้มากความ แต่นี่คือความจริง หากมองในระยะยาวฮูหยินเจี่ยยังไม่หาทางเพิ่มทรัพย์สิน เช่นนั้นนางก็ต้องเผชิญกับสภาพยากลำบากเช่นนี้”
พี่เป้าตื่นตระหนกขึ้นมา “เช่นนั้น…เช่นนั้นจูต้าเหนียง เรื่องนี้ท่านมีหนทางอย่างไรหรือ? ท่านเป็นผู้อาวุโสมีประสบการณ์มากมาย ท่านต้องรู้เป็นแน่ ท่านรีบบอกข้าเถอะว่าข้าต้องทำอย่างไรจึงจะช่วยนางได้…นางเป็นคุณหนูจากตระกูลใหญ่ไม่เคยต้องผ่านความลำบากยากเข็ญอันใด หากต้องตกลงไปในสถานการณ์เช่นนั้นจริง ข้าเกรงว่านาง..”
เมื่อคิดว่านางอาจต้องอยู่ในสถานการณ์ที่อันตราย เขาก็รู้สึกตื่นตระหนกขึ้นมา