เกิดใหม่ชาตินี้… ขอเป็นเจ้านิกายมาไลฟ์สด - บทที่ 1602 รับภัยพิบัติสำเร็จ แต่เลื่อนขั้นล้มเหลว
- Home
- เกิดใหม่ชาตินี้… ขอเป็นเจ้านิกายมาไลฟ์สด
- บทที่ 1602 รับภัยพิบัติสำเร็จ แต่เลื่อนขั้นล้มเหลว
บทที่ 1602 รับภัยพิบัติสำเร็จ แต่เลื่อนขั้นล้มเหลว
คำพูดนี้ ฉู่ลั่วเพียงพูดออกไปเบา ๆ
แต่มันกลับสามารถทำให้ผู้บำเพ็ญของลัทธิเต๋าที่อยู่ตรงนั้นต่างมีท่าทีเปลี่ยนไปกันหมด
โดยเฉพาะไจ๋ฉาง สายตาของเขามองไปยังฉู่ลั่วด้วยความประหลาดใจเป็นอย่างมาก แต่ก็ไม่รู้ว่าเวลานี้ตนเองควรจะพูดอะไรออกไป
หยางเสียนลุกขึ้นยืนแล้วพูดแนะนำออกมา “ท่านนี้คือเจ้าอาวาสผู่เสวียน เป็นเจ้าอาวาสของวัดไป๋หลง”
“ท่านนี้คือผู้อาวุโสหลิงชิวจากตระกูลหลิง”
“ท่านนี้คือ…”
คนทั้งเจ็ดคนที่ถูกแนะนำอย่างจริงจังนั้นมีทั้งชายและหญิง แต่ละคนล้วนเป็นผู้อยู่ในศีลธรรมทั้งสิ้น
“เจ็ดท่านนี้ล้วนเป็นผู้อาวุโสของลัทธิเต๋าและปลีกวิเวกไปหลายปีแล้ว ครั้งนี้พวกเขาออกจากภูเขามาก็เพราะเรื่องเจ้านิกายรับภัยพิบัติ”
หลังจากฉู่ลั่วได้ทักทายผู้อาวุโสทั้งเจ็ดแล้ว เธอก็พูดขึ้นมา “ไม่ทราบว่าการที่ทุกคนมากันตั้งแต่เช้าตรู่ ทั้งยังพาผู้อาวุโสทั้งเจ็ดซึ่งปลีกวิเวกไปมาด้วยแบบนี้เพราะอะไรกันคะ?”
ไจ๋ฉางตอบเสียงดัง “ก็ไม่ใช่เพราะคุณหรือไง!”
นักพรตเทียนหลัวพูดขึ้นด้วย “เจ้านิกายรับภัยพิบัติเป็นเรื่องสำคัญของลัทธิเต๋า พวกเราย่อมต้องมาอยู่แล้ว”
ฉู่ลั่วจึงบอก “รับภัยพิบัติสำเร็จ แต่เลื่อนขั้นล้มเหลวค่ะ!”
คำพูดที่เธอพูดออกมาทำเอาผู้บำเพ็ญตรงนั้นสีหน้าเปลี่ยนกันไปหมด
หยางเสียนขมวดคิ้วพลางพูด “แต่เมื่อวานเห็นว่ามีสายฟ้าเก้าสิบเก้าครั้งนะครับ”
“ค่ะ”
“เจ้านิกายรับไว้ทั้งหมดเลยเหรอครับ?”
ฉู่ลั่วตอบเขาไป “ตอนนี้การที่ฉันยังอยู่ตรงนี้ มันไม่ได้เป็นการบอกถึงทุกอย่างแล้วเหรอคะ?”
ใช่แล้ว ฉู่ลั่วอยู่ที่นี่ก็เป็นการพิสูจน์ทุกอย่างแล้ว
แต่ว่า…
สายฟ้าเก้าสิบเก้าครั้ง
ถ้าเธอเลื่อนขั้นสำเร็จ อย่างนั้นก็…
หลิงชิวพูดออกมา “เจ้านิกายคงจะรู้ว่าทำไมตัวเองถึงเลื่อนขั้นไม่สำเร็จใช่หรือเปล่าครับ?”
ฉู่ลั่วตอบ “แดนเทพกับโลกมนุษย์ตัดขาดกันไปแล้วค่ะ”
“แต่อสนีบาตสวรรค์ลงมาแล้ว ก็แสดงว่าความสัมพันธ์ระหว่างแดนเทพกับโลกมนุษย์เริ่มฟื้นคืนแล้ว” หลิงชิวมองฉู่ลั่ว “แต่เจ้านิกายกลับยังเลื่อนขั้นไม่สำเร็จ”
รับภัยพิบัติสำเร็จ
แต่เลื่อนขั้นล้มเหลว
ไจ๋โหรวที่ยืนอยู่ด้านหลังฉู่ลั่วหรี่ตาลง ครุ่นคิดอยู่สักพักหนึ่งถึงได้เข้าใจ เธอจึงเบิกตาโตขึ้นโดยไม่รู้ตัวและกำลังจะเอ่ยปากพูดออกไป แต่ถูกจี้ไจ่กระตุกแขนเสื้อแล้วส่ายหน้าน้อย ๆ ให้เธอเสียก่อน
ไจ๋โหรวเม้มริมฝีปากอย่างไม่พอใจ แต่ก็ไม่ได้จะพูดอะไรอีก
ฉู่ลั่วเอ่ยขึ้นมา “ไม่รู้ค่ะ”
หลิงชิวจึงขมวดคิ้ว “เจ้านิกายไม่รู้จริงเหรอครับ?”
ฉู่ลั่ว “สู้ให้ผู้อาวุโสบอกฉันเองเลย ดีกว่าให้ฉันเดาไปเรื่อยนะคะ”
หลิงชิว “…”
ผู่เสวียนยกมือขึ้นมาประสาน หลังจากสวดมนต์เสร็จแล้วจึงพูด “เพราะว่าเจ้านิกายไม่มีผู้สืบทอด ไม่มีอาจารย์ถ่ายทอดมาก็ไม่มีผู้สืบทอด แม้ว่าเจ้านิกายจะรับภัยพิบัติได้สำเร็จก็ไม่สามารถเลื่อนขั้นได้”
ฉู่ลั่วเข้าใจได้ทันที “ที่แท้ก็เป็นแบบนี้นี่เอง ขอบคุณผู้อาวุโสมาก ๆ นะคะที่บอก”
ทั่วทั้งสถานที่แห่งนั้นพลันเงียบลงทันที
สีหน้าของผู้อาวุโสทั้งเจ็ดเปลี่ยนไป ไม่ดีขึ้นสักเท่าไหร่
โดยเฉพาะผู่เสวียนที่เป็นคนเอ่ยปาก เขายกมือขึ้นมาประสานอีกครั้งแล้วเอ่ยถาม “ถ้าอย่างนั้นเจ้านิกายได้คิดเอาไว้ไหมว่าจะหลุดพ้นจากสิ่งนี้ได้ยังไง?”
ฉู่ลั่วตอบ “ไม่มีค่ะ ถ้าสำเร็จฉันก็ยินดี ถ้าล้มเหลวฉันก็ยอมรับ ฉันไม่บังคับหรอกค่ะ”
เลื่อนขั้น!
ผู้บำเพ็ญเลื่อนขั้น!
คุณบอกไม่บังคับ!
บรรดาผู้อาวุโสยังมีสีหน้าดูดีอยู่ แต่สีหน้าของผู้บำเพ็ญที่เหลือกลับย่ำแย่ไม่สู้ดีกันไปแล้ว
แม้แต่ท่าทีของหยางเสียนเองก็มีการเปลี่ยนแปลงเล็กน้อยเช่นกัน
เจ้าสำนักเฉิงอันจ้องมองฉู่ลั่ว เอ่ยว่า “ความหมายของพวกเขาก็คือคุณควรจะหาอาจารย์”
“ฉันไม่มีอาจารย์ค่ะ”
หลิงชิว “ผู้สืบทอดและอาจารย์จะเป็นที่ยอมรับทั้งหมด”
“ฉันไม่มีผู้สืบทอดเหมือนกันค่ะ!”
หลิงชิว “…ให้คุณหาต่างหาก จากคนทั้งลัทธิเต๋า ถ้าคุณมีอาจารย์และผู้สืบทอดที่ชอบก็ให้เชิญเข้าร่วมกับคุณได้เลย”
ทันทีที่เขาพูดประโยคนี้ออกมา สายตาของเหล่าผู้บำเพ็ญที่อยู่ที่นี่ก็มีประกายความหวังขึ้นมาทันใด