เกิดใหม่ชาตินี้… ขอเป็นเจ้านิกายมาไลฟ์สด - บทที่ 1601 ทำไมเจ้านิกายดูแปลกไป
บทที่ 1601 ทำไมเจ้านิกายดูแปลกไป
“หือ!”
ฉู่ลั่วพลันเงยหน้าขึ้นมาอย่างสงสัย แล้วก็สบกับสายตาคมเข้มและเร่าร้อนของฮั่วเซียวหมิง
เธอขยับตัวเล็กน้อยอย่างเกร็ง ๆ และในขณะที่ฮั่วเซียวหมิงเข้ามาใกล้ก็ยกมือไปดันหน้าอกของเขาเอาไว้ “ฉันยังไงก็ได้ แต่คุณเป็นคนธรรมดา เมื่อกี้ก็คงเหนื่อยมากแล้ว ถ้าจะทำอีกครั้ง…คุณจะไหวเหรอคะ?”
ไหว…เหรอ?
ฮั่วเซียวหมิงคว้าข้อมือของฉู่ลั่วแล้วกดตัวเธอไว้ในอ้อมแขน “ผมที่เป็นคนธรรมดาคงไม่ไหว แต่เจ้านิกายนี่ไม่ไหวคงไม่ได้นะครับ”
ชุดนอนผ้าไหมแสนบางเบาแค่เกี่ยวเบา ๆ ก็หลุดออกจากไหล่แล้ว
ฮั่วเซียวหมิงก้มหน้าลงไปจูบตรงไหล่อันเกลี้ยงเกลาของฉู่ลั่วแล้วเอ่ยเสียงแหบพร่า “คงต้องรบกวนเจ้านิกายทำเยอะ ๆ สักหน่อยแล้วล่ะครับ”
ฉู่ลั่ว “…”
…
ฟ้าค่อย ๆ สว่างขึ้นแล้ว
ฉู่ลั่ว “…”
เธอเท้าคางไว้ด้วยมือข้างหนึ่ง แล้วมองฮั่วเซียวหมิงที่กำลังหลับสนิทอยู่อย่างอ่อนโยนอีกครั้ง
อย่างที่ได้บอกไปว่าหลังจากเธอหลอมกายแล้ว มันจะต่างจากกายเนื้อของคนธรรมดาราวฟ้ากับเหว
ฮั่วเซียวหมิงต้องมีจิตใจที่อยากจะเอาชนะมากแค่ไหนกันถึงได้คิดจะสู้กับเธอ
ฉู่ลั่วกำลังจะหัวเราะออกมา แต่จู่ ๆ สายตาก็ดูเย็นชาขึ้นทันที
มาเร็วจริงเชียว
เธอค่อย ๆ ลุกขึ้นไปเปลี่ยนเสื้อผ้าแล้วเดินออกจากห้องนอน
เธอเฝ้ารออยู่ภายใต้แสงยามเช้าครึ่งชั่วโมง จากนั้นเสียงกริ่งตรงประตูก็ดังขึ้นมา
ฉู่ลั่วโบกมือค่ายกลพลันปกคลุมห้องนอนเอาไว้
เธอเดินไปที่หน้าประตูและเปิดมันออก
ไจ๋โหรวยืนหอบหายใจอยู่หน้าประตู พร้อมกับสองมือที่ยันเข่าตัวเองเอาไว้ “จะ…เจ้านิกาย แย่แล้วค่ะ คนจากลัทธิเต๋ามาแล้วค่ะ!”
“อืม”
“พวกเขามาเพราะเมื่อวานเจ้านิกายรับภัยพิบัติสำเร็จ”
“ฉันรู้ค่ะ”
ไจ๋โหรว “…”
ไม่รู้ว่าทำไมเธอถึงรู้สึกว่าเหมือนเจ้านิกายจะผิดไปจากปกติ เธอดูต่างไปจากก่อนหน้านี้มาก
“เจ้านิกายคะ…”
ฉู่ลั่วหัวเราะเบา ๆ แล้วพูด “มาก็มาสิ จะได้ฟังด้วยว่าพวกเขาอยากจะพูดว่าอะไร”
ไจ๋โหรว “…”
นี่ค่อนข้างน่ากลัวนะ
ไจ๋โหรวเดินตามฉู่ลั่วเข้าไปที่ห้องรับแขกอย่างเชื่อฟัง ไม่นานนักพวกจี้ไจ่กับซู่เซี่ยงหยางก็มาเพราะเรื่องคนของลัทธิเต๋า
ซู่เซี่ยงหยางนั่งลงอย่างโกรธเกรี้ยว “คราวนี้พวกเขามาเพราะมีเรื่องจะขอครับ”
“ค่ะ”
ซู่เซี่ยงหยางพูดอีก “จะรังแกกันเกินไปแล้ว!”
ฉู่ลั่วยังคงนั่งพิงโซฟาอยู่ “ค่ะ”
จี้ไจ่กล่าว “เจ้านิกายดูต่างไปจากก่อนหน้านี้นะครับ”
ฉู่ลั่วจึงบอก “ก่อนหน้านี้ถูกยับยั้งความรู้สึกเอาไว้ หลังจากได้หลอมกายแล้ว การยับยั้งนั้นก็ถูกยกเลิกไป”
“มิน่าล่ะ!” ไจ๋โหรวพูดออกมาเสียงดัง “ฉันถึงว่าทำไมเจ้านิกายดูแปลกไป ที่แท้ก็เพราะความรู้สึกบนใบหน้าของเจ้านิกายมีมากขึ้นนี่เอง!”
“แล้วคนเลวที่ไหนถึงกล้ายับยั้งความรู้สึกของเจ้านิกายไว้ล่ะคะ?”
ระบบที่อยู่ในจิตธรรมญาณของฉู่ลั่วตัวสั่นขึ้นมาทันที
ผ่านไปสักพักก็มีเคาะดังมาจากด้านนอก ไม่ได้เป็นเสียงกดกริ่งประตู
แต่เป็นเสียงเคาะประตู
เป็นเสียงเคาะประตูที่รุนแรงมากด้วย
ไจ๋โหรวผุดตัวลุกขึ้นมาแล้วพูดเสียงเย็นชา “ฉันจะไปเปิดประตูเองค่ะ!”
เธอเดินไปเปิดประตูอย่างไม่สบอารมณ์ แล้วก็ต้องตกใจกับคนที่ยืนอยู่หน้าประตู
ที่หน้าประตูมีผู้อาวุโสผมหงอกขาวยืนอยู่หลายคน
และมีหัวหน้าตระกูลแต่ละตระกูลยืนอยู่ด้านหลังของผู้อาวุโสพวกนั้น
ไจ๋โหรวตะลึงไปทีเดียว
“ยังไม่หลบไปอีก! จะมายืนขวางหน้าผู้อาวุโสอยู่ทำไม?”
ไจ๋โหรว “…”
คนที่ถูกไจ๋ฉางเรียกว่าเป็นผู้อาวุโสได้มีด้วยเหรอ หรือว่าจะเป็น..พวกคนที่ปลีกวิเวกไป?
ไจ๋โหรวเบี่ยงตัวหลบเปิดทางให้ทันที
คนเหล่านั้นเดินเข้าไปอยู่ตรงหน้าของฉู่ลั่ว
คนที่นำหน้าเป็นพระภิกษุที่สวมจีวรอยู่ เขาประสานมือพูดกับฉู่ลั่ว “อมิตาพุทธ”
ฉู่ลั่วบอกออกไป “เชิญนั่งค่ะ”
เธอผายมือไปโดยที่ไม่ได้ยืนขึ้นต้อนรับด้วยซ้ำ
สีหน้าไจ๋ฉางเปลี่ยนเป็นเคืองโกรธทันที “เจ้านิกายวางอำนาจมากจริง ๆ นะครับ หรือคิดว่าตัวเองรับภัยพิบัติสำเร็จแล้ว จะไม่เห็นลัทธิเต๋าอยู่ในสายตาก็ได้?”
“พวกคุณก็ไม่ได้เห็นเจ้านิกายอย่างฉันอยู่ในสายตา แล้วทำไมฉันจะต้องเห็นลัทธิเต๋าอยู่ในสายตาด้วยล่ะคะ?”