เกิดใหม่ชาตินี้… ขอเป็นเจ้านิกายมาไลฟ์สด - บทที่ 1604 เกลี้ยกล่อมเจ้านิกาย
บทที่ 1604 เกลี้ยกล่อมเจ้านิกาย
ฉู่ลั่วจึงพูด “พวกผู้อาวุโสมาเพื่อยั่วยุ ฉันจะไม่โจมตีได้เหรอ?”
ระบบ [แต่…แต่ว่า…]
ฉู่ลั่ว “ฉันโจมตีไปแล้วด้วย”
ระบบ [โจมตีไปแล้วก็โจมตีไปแล้วเถอะ]
ยังจะทำอะไรได้อีกล่ะ!
ยังไงก็ย้อนเวลากลับไปไม่ได้อยู่แล้ว!
“ยังมีเรื่องอะไรอีกไหมคะ?”
เธอย้อนถามเสียงเบา
เหล่าผู้บำเพ็ญไม่ได้ตอบสนองอะไรออกมาเลย
ฉู่ลั่วจึงพยักหน้าแล้วบอก “ดูท่าทางจะไม่ได้มีเพียงผู้อาวุโสหลิงชิวนะคะ ไม่ทราบว่าผู้อาวุโสท่านใดยังอยากจะลองความกล้าของตัวเองอีกไหมคะ?”
หลังจากนั้น กลุ่มผู้บำเพ็ญที่ตอนมาก็เร่งรีบ ตอนกลับก็เร่งรีบเช่นกัน พวกเขาประคองหลิงชิวออกไปกันอย่างรวดเร็ว
นักพรตเทียนหลัวลากจี้ไจ่ไปที่ทางเดินข้าง ๆ แล้วเอ่ยถาม “ฉู่ลั่ววางแผนไว้ว่าไม่ต้องการอาจารย์จริง ๆ เหรอ?”
จี้ไจ่จึงตอบ “ดูจากตอนนี้แล้ว เจ้านิกายไม่ได้มีแผนนี้อยู่ในใจเลยนะครับ”
“การเลื่อนขั้นอยู่แค่เอื้อม แต่เธอไม่ต้องการอาจารย์เหรอ!” นักพรตเทียนหลัวขมวดคิ้วแล้วก็อดไม่ได้ที่จะหัวเราะเยาะ “คงไม่ใช่ว่าเธออยากจะเลื่อนขั้นโดยไม่มีอาจารย์ไม่มีผู้สืบทอดจริง ๆ หรอกนะ? เหอะ!”
พอแค่นหัวเราะออกมาและเห็นท่าทีของจี้ไจ่แล้ว เขาก็ถึงกับชะงักไปแล้วพูดออกมาโดยไม่รู้ตัว “หรือว่าเธอจะมีความกล้าที่จะคิดแบบนั้นจริง ๆ ?”
จี้ไจ่จึงพูดออกมา “เจ้านิกายมีความกล้าแบบนั้นมาโดยตลอดครับ”
วันนี้เธอก็กล้าหาญมาก ๆ
เธอลงมือโดยไม่พูดพร่ำทำเพลงอะไรเลย
ทั้งยังโจมตีผู้อาวุโสที่เพิ่งออกมาจากภูเขาอีกด้วย
นักพรตเทียนหลัวมีท่าทีตะลึงงันอย่างควบคุมไม่ได้ เขาจ้องมองจี้ไจ่อยู่สักพักหนึ่งแล้วพูดออกมา “เธอบ้าไปแล้วเหรอ?”
จี้ไจ่ “ไม่รู้ครับ”
“นาย…นายติดตามฉู่ลั่วมานานขนาดนี้ ไม่รู้กระทั่งว่าเธอคิดอะไรเลยอย่างนั้นเหรอ?”
“ความคิดของเจ้านิกาย พวกเราที่เป็นผู้บำเพ็ญตัวเล็ก ๆ จะคาดเดาได้ยังไงล่ะครับ”
นักพรตเทียนหลัวจ้องมองจี้ไจ่แล้วหัวเราะออกมา “เป็นศิษย์ที่ดีจริง ๆ นายก็อย่าลืมนะว่านายยังเป็นคนตระกูลจี้อยู่!”
“…ผมไม่ลืมครับ”
“ไม่ลืมก็ดีแล้ว!” นักพรตเทียนหลัวตบบ่าเขาอย่างพึงพอใจ “เกลี้ยกล่อมเจ้านิกายดี ๆ ล่ะ ให้เธอเลือกผู้สืบทอดให้เร็ว ๆ ทางที่ดีก็ให้เป็นตระกูลจี้ของเราด้วย”
“ถ้าตระกูลจี้ของเรามีคนได้เลื่อนขั้น มันก็จะดีกับนายเหมือนกันไม่ใช่หรือไง?”
พูดจบ นักพรตเทียนหลัวก็หันหลังเดินออกไป
อีกด้านหนึ่งของทางเดิน ไจ๋โหรวกำลังกอดอดพิงกำแพงอยู่อย่างหมดคำจะพูด “ฉันเป็นสตรีที่สวรรค์เลือกเหรอคะ? ถ้าฉันบอกให้เจ้านิกายเลือกตระกูลไจ๋ของเราเป็นอาจารย์ แล้วเธอก็จะเลือกเหรอคะ?”
“หัวหน้าตระกูล คุณเองก็อย่าพูดเรื่องตลกเกินไปนักเลยค่ะ! เจ้านิกายไม่ได้ชอบสำนักใด ๆ ในลัทธิเต๋าเลย แม้แต่ผู้อาวุโสทั้งเจ็ดเธอก็ยังไม่ไว้หน้า แล้วคุณคิดว่าเจ้านิกายจะไว้หน้าตระกูลไจ๋ของเราเหรอคะ!”
ไจ๋ฉางถูกไจ๋โหรวพูดประแทกเข้าหน้าอกก็เริ่มรู้สึกไม่สบายใจ
“เธอ…เธอยังไม่ทันได้ทำก็รู้ว่าทำไม่ได้แล้วเหรอ?”
“เรื่องที่แม้แต่คนโง่ก็รู้ว่าทำไม่สำเร็จเนี่ย ฉันจะทำไปทำไมคะ!” ไจ๋โหรวกลอกตา “ฉันไม่พูดหรอกค่ะ”
“ถ้าฉู่ลั่วได้เลื่อนขั้นที่ตระกูลไจ๋ มันก็จะเป็นประโยชน์กับตระกูลไจ๋แล้วก็เธอด้วยไม่ใช่เหรอ?”
“ถ้าให้เราได้ครอบครองผลประโยชน์ที่ยิ่งใหญ่แบบนี้ ตระกูลไจ๋ของเราก็จะได้หน้ามากเลยนะ”
ไจ๋ฉาง “…”
ไจ๋โหรวเอ่ยอกมา “ถ้าไม่มีเรื่องอื่นฉันขอตัวก่อนนะคะ มาเอาใจเจ้านิกายตอนนี้ก็ไม่ทันแล้วค่ะ ยังจะมาวางอำนาจบาตรใหญ่กับเจ้านิกายอีก ไม่รู้ว่าพวกคุณคิดยังไงกันนะ!”
ไจ๋โหรวจึงเดินกลับไปอย่างรีบร้อนภายใต้สายตาโกรธเคืองของไจ๋ฉาง
แล้วก็พบกับจี้ไจ่ที่ยืนอยู่หน้าประตู
จี้ไจ่ยืนอยู่หน้าประตูห้องของฉู่ลั่วพร้อมกับใบหน้าลังเลใจ
“นายคงไม่ได้โง่ถึงขั้นจะไปเกลี้ยกล่อมให้เจ้านิกายรับอาจารย์จากตระกูลจี้จริง ๆ หรอกนะ?” ไจ๋โหรวพูดด้วยสีหน้าไม่อยากจะเชื่อ “ฉันจะบอกนายให้นะว่าอย่าได้ทำเรื่องโง่เง่า!”
“เจ้านิกายไม่ได้มีความคิดอยากจะมีอาจารย์เลยสักนิด”
“ฉันรู้”
“ถ้านายรู้แล้ว นายยังจะมายืนทำหน้าแบบนี้ตรงนี้อีก”