เกิดใหม่ชาตินี้… ขอเป็นเจ้านิกายมาไลฟ์สด - บทที่ 1614 ร่วมงานแต่ง
บทที่ 1614 ร่วมงานแต่ง
เมื่อได้รับความเห็นชอบจากฉู่ลั่ว ซุนหย่าจิ้งก็วิ่งออกไปอย่างมีความสุข “ฉันจะไปเรียกหงอินมาค่ะ”
พอเธอออกไป ฉู่ลั่วก็หันมองเฉิงยวน “จะเรียกสวีจิ้นไหม”
เฉิงยวน “…เรียกแล้วเขาจะมาหรือ เขา…ตอนนี้ยังเป็นสวีจิ้นอยู่หรือเปล่า”
ฉู่ลั่วจ้องมองเฉิงยวน
เฉิงยวนรู้สึกกระอักกระอ่วนเมื่อถูกอีกฝ่ายมอง จึงก้มหน้าลง
หลังจากผ่านไปสองสามวินาที เธอก็เงยหน้าขึ้นมาทันใด แล้วพูดอย่างหนักแน่นว่า “เขา…เขาไม่ใช่สวีจิ้นแล้ว เขาอยากเป็นสวีจิ้นก็เป็นสวีจิ้น อยากเป็นเจี่ยซีก็เป็นเจี่ยซี”
“ถ้าเขาเป็นสวีจิ้น ก็จะอยู่ข้างกายข้า”
“ถ้าเขาเป็นเจี่ยซี ก็จะได้กลับไปหาพ่อแม่ กลับไปอยู่ข้างสั่วอิง”
“ข้าถูกผนึกอยู่ในสุสานนับพันปี ส่วนเขาอยู่ข้างนอกเวียนว่ายตายเกิด แก่เฒ่าไปพร้อมกัน มีลูกหลานเต็มบ้านเต็มเมือง!”
หยวนเส้าหยินกระซิบเตือนอยู่ข้าง ๆ “แต่เขาก็เป็นเหยื่อเหมือนกันนะ”
“ใช่! ดังนั้นข้าถึงติดค้างเขา” เฉิงยวนตะโกนใส่หยวนเส้าหยินด้วยความโกรธเกรี้ยว
หยวนเส้าหยินยังอยากจะพูดอะไรอีก แต่พอเห็นสีหน้าของเฉิงยวนก็ชะงักงัน กลืนคำพูดที่กำลังจะหลุดออกมาลงคอไป
“ข้าติดค้างเขา ข้าจะชดใช้ให้เขา ข้าจะคืนให้”
“ถ้าเขาเป็นสวีจิ้นจริง ๆ ตอนที่เขาเห็นสั่วอิง สั่วอิงก็คงตายไปแล้ว!”
“แต่ตอนนี้สั่วอิงยังมีชีวิตอยู่ แม้แต่จะไปพบนาง เขาก็ยังไม่กล้า…”
พูดยังไม่ทันจบ ก็เห็นคนอื่น ๆ หันไปมองประตูทางเข้า
วิญญาณของสวีจิ้นยืนนิ่งอยู่ที่ประตู เขาจ้องมองตรงไปยังเฉิงยวน
เฉิงยวนหันไปมองเขา “เจ้าทำตัวเป็นเจี่ยซีเสร็จแล้ว! ตอนนี้ก็กลับมาเป็นสวีจิ้นอีกแล้วหรือ?”
สีหน้าของสวีจิ้นเต็มไปด้วยความเจ็บปวด เขาอยากก้าวเข้าไปหาเฉิงยวน แต่ก็ไม่กล้าเข้าไปใกล้
“เจ้าจะฆ่าสั่วอิงหรือเปล่า?”
สวีจิ้น “…”
เฉิงยวนฝืนยิ้ม “สิ่งที่ข้าติดค้างเจ้า ข้าจะชดใช้คืนให้เจ้า ข้าจะไม่ฆ่านาง ข้าจะให้พวกเจ้าสมหวัง แต่ว่า…”
“ถือว่าข้าขอร้อง อย่าได้มายืนลังเลต่อหน้าข้า อย่ามาเลือกต่อหน้าข้าด้วยใบหน้าของสวีจิ้น”
“ข้าเฉิงยวน ไม่ใช่ตัวเลือกของใครทั้งนั้น”
“แม้แต่สวีจิ้นก็ไม่มีสิทธิ์!”
สวีจิ้นยืนนิ่งอยู่กับที่ อยากจะเอ่ยปากพูดอะไรสักอย่างโดยไม่รู้ตัว แต่ก็ไม่รู้จะพูดอะไร
เฉิงยวนมองไปทางฉู่ลั่ว “ข้าจะไปตระกูลจี้ด้วย”
“อืม!”
สิ้นเสียง เฉิงยวนก็ไม่ได้เปิดประตูแต่อย่างใด แต่เดินทะลุประตูออกไปเลย
สวีจิ้นยืนอยู่ที่เดิมสักครู่ หลังจากพยักหน้าให้ฉู่ลั่วและคนอื่น ๆ แล้วก็ตามเฉิงยวนออกไปด้วยกัน
ห้าวันต่อมา
ตระกูลจี้และตระกูลไจ๋เกี่ยวดองเป็นเครือญาติกัน
จี้ไจ่กับไจ๋โหรว ยอดฝีมือจากสองสำนักเต๋าใหญ่ ร่วมพิธีวิวาห์อย่างมีความสุข
คนในลัทธิเต๋า ถ้าไม่ส่งคนมาร่วมงานแต่ง ก็จะส่งของมีค่ามาเป็นของขวัญ
คนจากองค์กรมาร่วมงานสี่ห้าคน ฉู่ลั่วก็พาซุนหย่าจิ้ง หงอิน และเฉิงยวนมาด้วยกัน
ไจ๋ฉางและนักพรตเทียนหลัวยืนต้อนรับอยู่ที่ประตู พอเห็นฉู่ลั่วและกลุ่มที่ตามหลังเธอมาก็ถึงกับอึ้งไปชั่วขณะ
“เจ้านิกาย นี่มัน…”
“พวกเรามาร่วมแสดงความยินดี! พวกคุณจะไม่ต้อนรับหรือคะ?”
นักพรตเทียนหลัวมองพลังวิญญาณที่แผ่ซ่านรอบตัวฉู่ลั่ว เขาพูดอะไรไม่ออก ได้แต่จ้องมองไปทางเฉิงยวน “คนคนนี้…”
“เจ้าหน้าที่พิเศษขององค์กร”
เฉิงยวนหยิบบัตรประจำตัว หนังสือเชิญจากฝ่ายโบราณคดี และสัญญาจ้างงานออกมาจากกระเป๋า
“ถ้าเจ้าไม่เชื่อก็โทรศัพท์ไปสอบถามได้”
เมื่อเห็นเอกสารที่เตรียมมาพร้อม นักพรตเทียนหลัวก็หัวเราะแห้ง ๆ สองที “ไม่ต้อง ๆ ในเมื่อเป็นคนที่เจ้านิกายพามา…ผมก็เชื่อเจ้านิกาย”
เขาหลบไปด้านข้างแล้วโค้งคำนับ เชื้อเชิญให้ฉู่ลั่วและทุกคนเข้าไปข้างใน
พอเข้าไป พ่อบ้านตระกูลจี้คุณหลิวก็เดินเข้ามาต้อนรับ “นายน้อยรู้ว่าเจ้านิกายมาถึงแล้วครับ จึงสั่งให้พวกเราเชิญคุณไปพบ”
ฉู่ลั่วมองซู่เซี่ยงหยาง
ซู่เซี่ยงหยางพยักหน้า “ผมจะอยู่รับมือที่นี่ พวกคุณไปเถอะครับ!”
ฉู่ลั่วจึงเดินตามพ่อบ้านหลิวไปทางด้านหลัง
พ่อบ้านหลิวยิ้มแย้มเต็มใบหน้า “นายน้อยกับคุณหนูไจ๋เติบโตมาด้วยกันตั้งแต่เด็ก เธอชอบเล่นกับนายน้อยของพวกเรามาตั้งแต่ก่อนแล้วครับ”
“ตอนนั้นพอผมเห็นเด็กสองคนนี้ก็รู้สึกว่าพวกเขามีวาสนาต่อกัน”