เกิดใหม่ชาตินี้… ขอเป็นเจ้านิกายมาไลฟ์สด - บทที่ 1645 เป็นผู้ชายก็ต้องหัดฉลาดสักหน่อย
บทที่ 1645 เป็นผู้ชายก็ต้องหัดฉลาดสักหน่อย
สั่วอิงจ้องมองเฉิงยวนแล้วเอ่ยต่อ”คุณเฉิง สิ่งที่ฉันสนใจไม่เคยเป็นเรื่องบุพเพสิบชาติ สิ่งที่ฉันสนใจก็คืออาซีเท่านั้นค่ะ”
หลังจากพูดจบ เธอก็ลุกขึ้นจากโซฟา โค้งคำนับให้ฉู่ลั่ว แล้วส่งยิ้มให้เฉิงยวนก่อนจะหันหลังเดินออกไป
ซุนหย่าจิ้งกลอกตาจนตาแทบพลิก “นี่ก็ยังฝีมืออ่อนเกินไป”
“การแสร้งทำเป็นดอกไม้บริสุทธิ์ในตอนนี้ไม่มีประโยชน์อะไรหรอก มีแต่คนโง่เท่านั้นที่จะรู้สึกสงสาร”
เธอหรี่ตามองสวีจิ้น “คุณรู้สึกสงสารหรือเปล่า?”
สวีจิ้นรีบส่ายหัวทันที “ไม่สงสาร ไม่สงสารเลยแม้แต่น้อย”
ซุนหย่าจิ้งจึงยิ้มอย่างฝืน ๆ “ดีแล้ว! เป็นผู้ชายก็ต้องหัดฉลาดสักหน่อย ถ้าผู้หญิงคนไหนมาใช้เล่ห์เหลี่ยมเล็ก ๆ น้อย ๆ แล้วไปสงสารหรือเห็นใจเขา มันบ่งบอกได้เพียงแค่เรื่องเดียวเท่านั้น”
มันคือผู้ชายคนนั้นไม่ใช่คนดีอะไรเลย
สวีจิ้น “…”
เฉิงยวนไม่ได้แสดงสีหน้าอะไร เอนตัวพิงโซฟาอย่างเกียจคร้านแล้วเอ่ย “ลั่วลั่ว เจ้าไม่ต้องเกรงใจข้าหรอก อยากจะทำอะไรก็ทำเถอะ ข้าไม่สนใจใจอยู่แล้ว”
ฉู่ลั่วเอ่ย “นี่คือวิธีที่ดีที่สุดแล้ว”
เฉิงยวนยิ้มตาหยี ลุกขึ้นไปคล้องแขนของฉู่ลั่ว “ลั่วลั่วดีกับข้าที่สุดเลย! ช่วยระบายความแค้นให้ข้าด้วย!”
สองวันต่อมา
สั่วเฟิงซึ่งพักอยู่ที่โรงแรมใกล้ ๆ ก็ถูกสั่วอิงเรียกให้มาหา เธอมองสิ่งของที่วางอยู่ตรงหน้าแล้วขมวดคิ้ว “ของพวกนี้ล้วนเป็นของที่ดึงดูดจิตมุ่งร้ายทั้งนั้น”
เธอมองไปทางฉู่ลั่วที่อยู่อีกด้าน “เจ้านิกาย มันหมายความว่ายังไงกันแน่?”
“ให้เธอพกของพวกนี้ติดตัว แล้วคุณก็พาเธอออกไป พวกวิญญาณร้ายที่ติดตามเธอก็จะมาหาเธอเองค่ะ”
“ไม่ได้!” สั่วเฟิงปฏิเสธทันที “ไม่ได้เด็ดขาด! เสี่ยวอิงมีร่างกายที่ดึงดูดวิญญาณร้ายพวกนั้นอยู่แล้ว ถ้าให้พกของพวกนี้ไปด้วย…”
“นั่นไม่ใช่ว่าจะเป็นการรนหาที่ตายเองหรอกเหรอ?”
ฉู่ลั่วเอ่ย “หัวหน้าตระกูลสั่ว คุณมีวิธีที่ดีกว่านี้ไหมคะ?”
สั่วเฟิง “…ถึงอย่างนั้นก็ไม่ควรทำแบบนี้ คุณเป็นถึงเจ้านิกายและเพิ่งฝ่าด่านเคราะห์มา เป็นไปได้ยังไงที่จะไม่มีวิธีอื่นอีกแล้ว!”
ฉู่ลั่ว “ฉันไม่มีจริง ๆ ค่ะ”
ไม่มีใครสามารถพิสูจน์ได้ว่าเธอยังมีวิธีอื่นอีก
สั่วเฟิง “…”
สั่วอิงดึงแขนเสื้อของสั่วเฟิง “หัวหน้าตระกูล ปล่อยไปเถอะค่ะ! ฟังเจ้านิกายเถอะนะคะ! การที่เจ้านิกายทำแบบนี้ต้องมีเหตุผลแน่นอนค่ะ”
ซุนหย่าจิ้งขยับเข้าไปใกล้ข้างหูเฉิงยวน ทำทีเหมือนจะกระซิบกระซาบ แต่กลับพูดด้วยเสียงที่ทุกคนในห้องได้ยินทั้งหมด “ถ้าเธอเชื่อใจปรมาจารย์จริง ๆ ก็คงไม่เรียกหัวหน้าตระกูลสั่วมาตอนที่ปรมาจารย์นำสิ่งของพวกนี้ออกมาหรอก”
“ทั้งที่ไม่ได้เชื่อใจกันแท้ ๆ แต่กลับแสร้งทำเป็นเชื่อ”
เธอถอนหายใจทว่าแววตากลับดูรังเกียจ “เสแสร้งเก่งจริง ๆ !”
สั่วอิงสีหน้าแข็งค้าง ไม่รู้ว่าควรจะแสดงสีหน้าเศร้าสร้อยและน้อยใจต่อไปดีหรือเปล่า
สั่วเฟิงทำเหมือนไม่รู้สึกอะไร ยังคงโอบกอดสั่วอิงอย่างสนิทสนม แล้วจ้องมองซุนหย่าจิ้งและเฉิงยวนพลางพูดว่า “เสี่ยวอิงเชื่อใจฉัน”
“เจ้านิกาย ยังมีวิธีอื่นอีกไหม?”
“ไม่มีค่ะ” ฉู่ลั่วตอบเสียงเรียบ “ฉันรับปากพวกคุณแค่ว่าจะกำจัดวิญญาณร้าย ไม่ได้รับปากว่าจะกำจัดวิญญาณร้ายตามวิธีที่พวกคุณต้องการ”
“นี่เป็นวิธีเดียวที่จะกำจัดวิญญาณร้ายได้ค่ะ”
สั่วเฟิงโกรธอยู่ครู่หนึ่ง แล้วจึงหันไปมองสั่วอิง “เสี่ยวอิง ตอนนี้ไม่มีวิธีอื่นแล้ว เราต้องทำตามที่เจ้านิกายบอกเท่านั้น”
สั่วอิงมองยันต์และแผ่นป้ายเลือดที่ดูน่ากลัวบนโต๊ะ เธอเอ่ย “ของมากมายขนาดนี้ ฉันต้องพกไปทั้งหมดเลยเหรอคะ?”
“ต้องพกไปทั้งหมดค่ะ” ฉู่ลั่วเตือนสั่วอิง “ตอนที่ฉันเรียกวิญญาณของคุณ ฉันได้ทำร้ายพวกมันไป แต่เป็นเพราะพวกมันเกรงกลัวฉันค่ะ ในช่วงเวลาสั้น ๆ นี้พวกมันจึงไม่ออกมา”
“ถ้าอยากล่อให้พวกมันปรากฏตัวเร็ว ๆ ก็มีแค่วิธีนี้วิธีเดียวเท่านั้น”
สั่วเฟิงปลอบใจ “เสี่ยวอิงอย่ากลัวเลยนะ ช่วงนี้เธอแค่อยู่กับฉันตลอดเวลาก็พอ ฉันจะปกป้องเธอเอง”
“ฉันเชื่อว่าเจ้านิกายก็จะปกป้องเธอเหมือนกัน”
ฉู่ลั่วยกยิ้ม “แน่นอนอยู่แล้วค่ะ!”