เกิดใหม่ชาตินี้… ขอเป็นเจ้านิกายมาไลฟ์สด - บทที่ 1648 สมกับเป็นลูกสาวคนเล็ก
บทที่ 1648 สมกับเป็นลูกสาวคนเล็ก
เจี่ยอันยิ่งแค่นเสียงอย่างเย็นชา “พวกคุณไม่รู้หรอกว่าตอนนั้นข่าวลือข้างนอกเขาลือกันว่า พี่ชายของหนูกำลังไล่ตามภรรยาไปสุดขอบฟ้า บอกว่าพี่ชายของหนูต้องสูญเสียไปก่อนถึงจะรู้คุณค่า”
เธอหัวเราะเยาะ “นี่ไม่ใช่ละครโทรทัศน์นะ จะบอกว่าไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตัวเองชอบใครได้เหรอคะ? แล้วพี่ชายหนูก็ไม่ใช่คนที่ไม่ให้เกียรติผู้หญิงด้วย”
“ถ้าสั่วอิงชอบคนอื่นจริง ๆ และตัดสินใจจะเลิกรากัน พี่ชายหนูก็ต้องยอมรับสิ!”
“ไม่ใช่คนเสียสติที่จะคอยตามติดหรือไปต่อยตีกับคนอื่นอย่างนี้!”
“เรื่องแบบนี้จะไร้สาระเกินไปแล้วหรือเปล่า?”
แม้เจี่ยอันจะอายุยังน้อยแต่เรื่องฝีปากไม่ธรรมดาเลย
ซุนหย่าจิ้งพยักหน้าอย่างพึงพอใจ “สมกับเป็นลูกสาวคนเล็กจริง ๆ มีวิสัยทัศน์กว้างไกลมาก”
ไม่เหมือนผู้หญิงบางคนที่พอเห็นเรื่องแบบนี้ ปฏิกิริยาแรกกลับคิดถึงแต่การไล่ตามภรรยาไปสุดขอบฟ้า แถมยังอิจฉาอีก!
อิจฉาที่ถูกตามติด อิจฉาที่ถูกขัดขวางการเข้าสังคมอย่างนั้นเหรอ?
มุมมองความรักผิดเพี้ยนไปหมดแล้ว!
โชคดีที่หลังจากนั้นยวนยวนก็ได้สติ
ซุนหย่าจิ้งยืนชื่นชมการแสดงออกของน้องสาวตัวน้อยอยู่ข้าง ๆ ส่วนสวีจิ้นที่อยู่ด้านข้างก็ดูสีหน้าไม่ค่อยดีนัก
“ตั้งแต่ครั้งแรกที่ข้าเจอกับสั่วอิง ข้าก็รู้ว่าตัวเองไม่ชอบนาง แต่นางเป็นผู้มีพระคุณที่ช่วยชีวิตและเป็นคู่หมั้นที่ถูกจับคู่ให้ ข้าจึงเสนอว่าจะหาทางช่วยนาง”
“แต่ว่า สั่วอิงชอบข้า”
เขาเน้นย้ำอีกครั้ง “นางชอบข้ามาก”
ความชอบแบบนั้นถึงขั้นทำให้เขารู้สึกกลัวเล็กน้อย เมื่อคนหนึ่งชอบพอใครสักคน ไม่ว่าจะแสดงท่าทีอย่างไร การบอกใบ้หรือพูดตรง ๆ หรือแม้กระทั่งการใช้คำพูดและการกระทำ เขาก็ใช้เพื่อบอกจุดประสงค์ของตัวเองกับเธอ
แต่เธอกลับไม่สนใจ
ไม่สนศักดิ์ศรี ไม่สนขอบเขต แค่ต้องการให้เขาชอบเธอเท่านั้น
“แต่หลังจากสั่วอิงบอกให้ยกเลิกการหมั้นหมายกับข้า ข้าก็เริ่มรู้สึกผิดปกติ ข้าจะนึกถึงสั่วอิงขึ้นมาอย่างไม่มีสาเหตุ ในหัวถึงกับมีเสียงของสั่วอิงดังขึ้นมา”
“ภาพความทรงจำในอดีตบางอย่าง ก็จะปรากฏขึ้นมาอย่างไม่มีเหตุผล”
“และ…ข้าจะอารมณ์ไม่ดีหากไม่ได้เจอกับสั่วอิงนาน ๆ”
นี่ไม่ใช่ตัวเขา
เจี่ยซีเกิดในตระกูลผู้มั่งคั่ง เขาได้รับการอบรมเลี้ยงดูเป็นอย่างดี อีกทั้งพ่อแม่ก็รักใคร่กลมเกลียว เขาจึงมีนิสัยอ่อนโยนและมีมารยาท
แต่ในช่วงเวลาเหล่านั้น เขากลับเหมือนกลายเป็นคนละคน เขาโมโหใส่ลูกน้อง บ่นกับครอบครัว แม้แต่กับน้องสาวคนเดียวก็ยังเอ่ยเตือน
เจี่ยอันพูดเบา ๆ ว่า “ตอนนั้นหนูไปเดินที่ห้างสรรพสินค้ากับเพื่อนร่วมชั้น และชอบกระเป๋าใบเดียวกันกับสั่วอิง”
แม้แต่พูดถึงเรื่องนั้น ในตอนนี้เจี่ยอันก็ยังโกรธอยู่
“ความจริง ๆ แล้วมันก็ไม่มีอะไรมาก ก็แค่กระเป๋าใบหนึ่ง จะซื้อได้หรือไม่ได้ก็ไม่เป็นไร ใครจะรู้ว่าเพื่อนของสั่วอิงกลับพูดจาประชดประชันหนู บอกว่าถ้าหนูไม่ยอมยกกระเป๋าให้พวกเธอก็จะโทรไปบอกพี่ชายหนู!”
“เพราะตอนนี้พี่ชายหนูกำลังตามจีบสั่วอิงอยู่”
“ตอนนั้นหนูโกรธมาก มันก็แค่การซื้อของเท่านั้นเอง ทำไมต้องมาทำให้มันเป็นเรื่องใครสูงใครต่ำด้วย! หนูเลยทะเลาะกับพวกเธอค่ะ…”
“จากนั้นพี่ชายหนูก็มาจริง ๆ”
นึกถึงตรงนี้เจี่ยอันก็จ้องมองสวีจิ้นอย่างดุดัน เธอจ้องจริงจังมาก
สวีจิ้นเอ่ย “ตอนนั้นข้าไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น พอได้ยินว่าสั่วอิงถูกรังแก ในใจก็มีเพียงความคิดเดียวคือต้องปกป้องนาง”
“ถึงแม้อีกฝ่ายจะเป็นน้องสาวแท้ ๆ ของข้าเอง แต่ข้าก็ต้องปกป้องนาง”
“จะไม่มีใครสามารถทำร้ายนางได้”
ในสายตาของคนส่วนใหญ่มันคงเป็นความรัก
แต่ในสายตาของเจี่ยซีในเวลานั้น มันช่างน่ากลัวเหลือเกิน
เขาควบคุมตัวเองไม่ได้เลยสักนิด เห็นแก่ตัวราวกับคนเสียสติที่รู้จักแต่ต้องการผู้หญิงที่รัก
มันไม่ใช่ความรัก แต่เป็น…ปัญหาทางจิต
ฟางหนานเยียนกล่าวว่า “หลังจากเรื่องนั้น อันอันกับอาซีก็ทะเลาะกัน โดยเฉพาะอันอันที่คอยจับผิดสั่วอิงมาตลอด แต่ทุกครั้งก็จะมีเรื่องเกิดขึ้น”