เกิดใหม่ชาตินี้… ขอเป็นเจ้านิกายมาไลฟ์สด - บทที่ 1670 ผ่าเลยสิ
บทที่ 1670 ผ่าเลยสิ
ยิ่งมองภาพเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นต่อไป ทุกคนก็ยิ่งโกรธมากขึ้น
สั่วเหลียงไม่ได้ทำหรือพูดอะไรเลย ซ้ำยังได้รับบุญกุศลไม่น้อยจากการกำจัดผีร้ายที่ตระกูลเฉิงเปลี่ยนสภาพไป
ครั้งนี้แม้แต่ผู้บำเพ็ญที่ยืนอยู่ก็ยังขมวดคิ้วแน่นและกัดฟันกรอด
ไจ๋โหรวเพิ่มความเร็วอีกครั้ง
จากนั้นก็หยุดไป
ไจ๋โหรวมองมาทางฉู่ลั่ว ก่อนจะพยักหน้าให้ด้วยความลำบากใจ
สั่วเหลียงทรุดตัวลงอย่างอ่อนแรง
ซู่เซี่ยงหยางโมโหมาก เขาสบถออกมา “ตระกูลสั่วนี้จะโอหังเกินไปแล้ว ถ้าเรื่องนี้เป็นในสังคมยุคปัจจุบัน พวกเราจะต้องจัดการพวกเขาตามกฎหมายแน่นอน”
เขาคำรามด้วยความโกรธเกรี้ยวเบา ๆ แล้วหันไปมองฉู่ลั่ว “ดูชีวิตของสั่วเหลียงมาเกือบหมดแล้ว แต่ก็ยังไม่พบปัญหาอะไรเลยนะครับ”
ไจ๋โหรวก็เดินออกมาแล้วเช่นกัน เธอสัมผัสและรับรู้ถึงภาพเหตุการณ์ได้ชัดเจนกว่าฉู่ลั่วและคนอื่น ๆ นัก
เพราะความโกรธแค้น หน้าอกของเธอจึงสะท้อนขึ้นลงอย่างรุนแรง
“เจ้านิกายคะ ไม่มีทางอื่นจริง ๆ แล้วเหรอคะ? เขาทำร้ายผู้คนไปมากมาย ทำลายคนทั้งตระกูลด้วย จะปล่อยให้เรื่องมันจบแบบนี้เหรอคะ?”
“ไม่ใช่แค่นั้น เขายังได้รับบุญกุศลอีกด้วย”
“แถมยังมีชีวิตอยู่จนถึงทุกวันนี้!”
“ความยุติธรรมของสวรรค์ มันไปอยู่ที่ไหนกัน!”
“เทพเจ้าเบื้องบน จะปล่อยให้พวกเขาทำตามใจชอบแบบนี้เหรอคะ?”
ไจ๋โหรวเงยหน้ามองขึ้นไปด้านบน แม้จะมันเป็นเพียงเพดาน แต่ก็ทำให้ทุกคนที่อยู่ในที่นั้นต่างเปลี่ยนสีหน้าไปอย่างฉับพลัน
นักพรตคนหนึ่งรีบเข้ามาดึงแขนของเธอ “เธออย่าก่อเรื่องอีกเลย! ถ้าสวรรค์เกิดลงโทษขึ้นมาจริง ๆ …”
ทันในนั้นเสียงหนึ่งก็ดังสนั่นหวั่นไหวขึ้น ราวกับมีระเบิดอยู่ข้างหู
ทุกคนต่างตกตะลึงไป
แต่ไจ๋โหรวกลับหัวเราะเยาะ เธอสะบัดมือของนักพรตคนนั้นออกทันที แล้วหันหลังวิ่งไปข้างนอก
คนที่เหลือต่างวิ่งตามหลังเธอไป “จับตัวเธอไว้! จับตัวเธอไว้เร็ว!”
ก่อนที่ทุกคนจะทันได้ตั้งตัว ไจ๋โหรวก็วิ่งออกไปข้างนอกเสียแล้ว
ด้านนอกนั้นท้องฟ้ายังเป็นสีครามกับเมฆยังเป็นสีขาว แสงอาทิตย์ก็สาดส่องสว่างจ้า
เสียงฟ้าร้องเมื่อครู่นี้ราวกับเป็นเพียงภาพลวงตาเท่านั้น
ไจ๋โหรวชี้นิ้วขึ้นไปบนฟ้า ตะโกนว่า “ถ้าท่านมีความสามารถจริง ๆ ก็ผ่าฉันสิ! ผ่าฉันให้ตายไปเลย! ฉันพูดผิดตรงไหนอย่างนั้นเหรอ?”
“ท่านดูสิว่าพวกเขาทำอะไรลงไป? พวกเขาทำร้ายผู้คนไปมากแค่ไหน?”
“ทำไมพวกเขายังมีชีวิตที่สุขสบายอยู่อีก?”
“กฎเกณฑ์แบบนี้กฎเกณฑ์แบบนั้นที่พวกท่านบัญญัติขึ้นมา มันมีไว้เพื่อควบคุมใครกันแน่? มีไว้เพื่อควบคุมพวกเราให้เชื่อฟังกฎเกณฑ์พวกนั้นใช่ไหมคะ?”
ทันใดนั้น ท่ามกลางหมู่เมฆสีขาว ก็มีเสียงฟ้าร้องก้องคำรามดังขึ้นมาเป็นระลอก อีกทั้งยังทวีความรุนแรงมากขึ้นเรื่อย ๆ
เจ้าหน้าที่องค์กรที่ยืนอยู่ใต้ชายคาอาคารต่างตกตะลึง หันไปมองไจ๋โหรวด้วยความตกใจ
เธอกล่าวโทษวิถีสวรรค์
ด่าทอวิถีสวรรค์
นี่มัน…
หากคนธรรมดาก็ว่าไปอย่าง
แต่นักพรตเป็นถึงผู้บำเพ็ญเพียร การชี้หน้าต่อว่าฟ้าดินนั้นถือเป็นข้อห้ามใหญ่หลวง
เสียงฟ้าร้องบนท้องฟ้ายิ่งทวีความรุนแรง จนเกือบจะปลดปล่อยสายฟ้าลงมาแล้ว
จี้ไจ่วิ่งออกมา เขาหน้าซีดรับเข้าไปคว้าแขนของไจ๋โหรวพลางพูดว่า “เธอ…ถึงเธอจะมีความแค้นในใจอะไร ก็ไม่ควรแสดงออกมาตรง ๆ แบบนี้สิ!”
ปากไม่เอ่ยวาจา ความในใจไม่เปิดเผย
ไจ๋โหรวเบิกตาโพลง เธอกัดฟันกรอด หันไปตะโกนอีกรอบ “ผ่าเลยสิ! ถ้าท่านแน่จริงก็ผ่าฉันให้ตายสิ! แล้วปล่อยให้สั่วเหลียงมีชีวิตอยู่ต่อไป!”
“ปล่อยให้สั่วหลิงสมหวังในรักทั้งสิบชาติของเธอ!”
“ปล่อยให้คนชั่วช้าทั่วโลกอายุยืนเป็นร้อยปี มีบุญกุศลติดตัว มีอายุขัยเท่าเทียมสวรรค์!”
เสี้ยววินาทีนั้นก็มีเสียงดังสนั่นหวั่นไหวอีกครั้ง
พร้อมกับเสียงที่ดังมาแต่ไกล สายฟ้าสีขาวจ้าก็ฟาดลงมาที่ต้นไม้ซึ่งไม่ไกลไปจากจุดที่ไจ๋โหรวยืนอยู่
ต้นไม้พลันแห้งเหี่ยวในชั่วพริบตา
ไจ๋โหรวแค่นเสียง ชี้ไปทางต้นไม้ที่เหี่ยวเฉาต้นนั้น “สรรพสิ่งล้วนมีวิญญาณ ท่านไม่ผ่าฉันที่เป็นคนด่า แต่กลับไปผ่าต้นไม้? ต้นไม้มันทำผิดอะไร? ท่านไม่ลงโทษคนที่สมควรถูกลงโทษ ท่านรู้จักแต่จะลงโทษสิ่งมีชีวิตที่บริสุทธิ์เท่านั้นเหรอ?”
เสียงฟ้าร้องคำรามขึ้นอีกครั้ง และครั้งนี้มันมาพร้อมกับสายฟ้า
จี้ไจ่หยิบอาวุธเวทของตนเองออกมาแล้ว เขาขมวดคิ้วพลางมองบนท้องฟ้า
คนทั้งหมดต่างตกตะลึงกับการกระทำของไจ๋โหรว ไม่มีใครกล้าเข้าไปใกล้พวกเขา หรือแม้แต่จะพูดอะไรออกมา
คราวนี้สนามหญ้าระเบิดออก
“ผ่าฉันให้ตายสิ ผ่าฉันให้ตายเลย!”
“ให้ทุกคนได้เห็นว่า สวรรค์จะลงโทษคนที่ไม่ได้ทำอะไรผิดเลยยังไงล่ะ!”