เกิดใหม่ชาตินี้… ขอเป็นเจ้านิกายมาไลฟ์สด - บทที่ 1673 เมื่อไหร่เจ้าจะเริ่มลงมือ
บทที่ 1673 เมื่อไหร่เจ้าจะเริ่มลงมือ
เธอไม่เคยเข้าใจ ในใจยังคงค้างคาอยู่เสมอ
แต่ว่า…
ตอนนี้เธอเข้าใจแล้ว
“ความสัมพันธ์ระหว่างอาจารย์และศิษย์ร้อยปีเป็นเพียงภาพมายา”
“นับตั้งแต่แรกเริ่ม ทุกอย่างที่ทำก็เพื่อวางแผนหลอกล่อฉันมาตลอด”
ในโลกอื่นที่แสนอ้างว้าง เธอคิดมาตลอดว่ารุ่ยอวิ๋นโจวคือเพื่อน คือคู่หู คือคนที่ต้องการการปกป้องจากเธอ
ไม่คิดเลยว่า มันจะเป็นแผนการร้ายมาตั้งแต่แรกแล้ว
ฉู่ลั่วยกยิ้มเล็กน้อย แต่รอยยิ้มนั้นส่งไปไม่ถึงดวงตา
เธอลุกขึ้นเดินออกไปทันที
ทว่ากลับมีเสียงหนึ่งดังแผ่วเบามาจากจิตธรรมญาณ
[ไม่ใช่อย่างนั้น]
มีเพียงประโยคนี้เท่านั้น
ฉู่ลั่วยืนรออยู่ที่เดิมอีกสักพัก แต่เมื่อไม่ได้ยินเสียงอะไรอีก เธอจึงเปิดประตูเดินจากไป
พอกลับมาถึงโรงแรม เธอก็เห็นสิ่งของวางเต็มทั่วทั้งห้อง
พวกผีเด็กทั้งหมดนั่งอยู่บนพื้น กำลังแกะกล่องอย่างสนุกสนาน
“พี่ลั่วคะ นี่เป็นของขวัญที่พวกเราซื้อมาให้พี่” ซ่งเมี่ยวเมี่ยวชูกล่องของขวัญสีสันสดใสในมือขึ้นมา “มันเป็นมงกุฎที่สวยมาก ๆ เลยค่ะ”
“พี่ลั่วต้องสวมมงกุฎสิคะ”
ซ่งเมี่ยวเมี่ยวลอยมาตรงหน้าฉู่ลั่ว มือน้อย ๆ สวมมงกุฎเปล่งประกายลงบนศีรษะของเธอ
ซ่งเมี่ยวเมี่ยวมองซ้ายมองขวา “ว้าว! สวยจังเลย!”
คนอื่น ๆ ก็พากันชมไม่หยุดปาก
ฉู่ลั่วที่แต่เดิมอารมณ์ยังขุ่นมัวอยู่บ้างจึงเผยรอยยิ้มออกมา
เฉิงยวนรีบลอยเข้ามาทันที “เมื่อไหร่เจ้าจะเริ่มลงมือล่ะ!”
ฉู่ลั่วถาม “เธอรีบร้อนขนาดนั้นเลยเหรอ? เธอไม่อยากจะอยู่กับพวกเขาให้นานกว่านี้หน่อยหรือไง?”
เฉิงยวนใบหน้าเปื้อนยิ้ม แต่พูดด้วยเสียงที่เบาลงว่า “ข้ารักพวกเขาจริง ๆ นะ ข้าสาบาน ข้ารักพวกเขามาก ๆ”
“แต่ว่า… ข้าไม่สามารถดูแลเด็กมากมายขนาดนี้ในคราวเดียวได้หรอก”
“ข้าเป็นคนที่ไม่เคยแต่งงาน ไม่เคยมีลูก แล้วจู่ ๆ ต้องมาดูแลเด็กสิบกว่าคนอย่างนี้ มีทั้งเด็กอายุไม่กี่ขวบไปจนถึงสิบกว่าขวบ ข้าดูแลไม่ไหว”
เธอส่งยิ้มอ่อนโยนไปให้หลานชายหลานสาว ซ้ำยังพยักหน้าให้พวกเขาด้วย “เจ้าไม่รู้หรอกว่า พวกเขาเป็นผีกันหมดแล้ว แต่ก็ยังเหมือนเด็ก ๆ ที่ต้องการคนกล่อมนอน”
“แต่ผีไม่จำเป็นต้องนอน”
“ข้าควรจะอธิบายให้พวกเขาเข้าใจยังไงดี”
“ตอนนี้ข้ายังพอมีความรักจึงพอจะเล่นกับพวกเขาด้วยได้ แต่ถ้าเป็นอย่างนี้ไปอีกไม่กี่วัน ข้ากลัวว่าตนเองจะต้องตีพวกเขาเข้าสักวันแน่”
“เพื่อไม่ให้ความสัมพันธ์ของคนตระกูลเฉิงของเราต้องพังทลายลง”
เธอประสานมือทั้งสองข้างยกขึ้นมาที่หน้าผาก “ขอร้องละ! ลั่วลั่ว ข้าขอร้องจริง ๆ ! ในความทรงจำสุดท้ายของชาตินี้ ขอให้ข้าที่เป็นอาหญิงยังคงเป็นอาหญิงที่อบอุ่นอ่อนโยน เฉลียวฉลาด และคอยปกป้องพวกเขาด้วยเถอะ”
พูดจบ เธอก็มองฉู่ลั่วด้วยสายตาเว้าวอน
ฉู่ลั่วถาม “เธอแน่ใจแล้วเหรอว่าคิดดีแล้ว?”
“แน่ใจ! ข้าแน่ใจมาก!”
“ตกลง!” ฉู่ลั่วพยักหน้า “รอให้เธอพาพวกเขาไปเที่ยวเล่นจนพอใจแล้ว ฉันจะ…ช่วยถ่ายโอนหนี้เลือดให้พวกเธอเอง!”
เธอหันไปมองเฉิงยวนอีกครั้ง “ยวนยวน เธอต้องคิดให้ดีนะ! หนี้เลือดของคนสิบกว่าคนที่สะสมมาพันปีนี้ ไม่ใช่บาปกรรมที่ธรรมดา ถ้าเธอรับมันไว้…”
“โอ๊ย!”
เฉิงยวนโบกมือไว ๆ “ยังไงข้าก็ไม่ได้คิดจะไปเกิดใหม่อยู่แล้ว และข้าก็ไม่ได้ตั้งใจจะจากพวกเจ้าไปสักหน่อย ต่อให้ข้าต้องแบกรับหนี้เลือดไว้มากแค่ไหน แต่ขอแค่ข้าอยู่ข้าง ๆ เจ้าตลอดไป ก็ไม่มีปัญหาอะไรนี่!”
เธอเอนพิงไหล่ของฉู่ลั่ว “ลั่วลั่ว เจ้าคงไม่คิดจะทิ้งข้าไปแน่นอนใช่ไหม!”
“ไม่มีทาง!”
เฉิงยวนดีใจจนบอกไม่ถูก เธอหมุนตัวไปเชื่อมสัมพันธ์เป็นครั้งสุดท้ายกับบรรดาหลานชายหลานสาวของตนทันที
กระทั่งค่ำคืนนั้นมาเยือน
ในห้องนอนซึ่งมืดสนิท มีเพียงโคมไฟดวงเดียวตรงหัวเตียงที่ส่องแสงสลัวอย่างอ่อนโยน
ฉู่ลั่วกำลังเอียงศีรษะหลับพิงไหล่ของฮั่วเซียวหมิงอยู่บนเตียง
เธอหนุนไหล่ของฮั่วเซียวหมิง ร่างทั้งร่างแทบจะถูกเขาโอบกอดไว้ในอ้อมแขน
คนทั้งสองสนิทสนมกันอย่างใกล้ชิด
แต่ทันใดนั้น เสียงแผ่วเบาเสียงหนึ่งก็ปรากฏขึ้นในจิตธรรมญาณของฉู่ลั่ว
[อาจารย์!]