เกิดใหม่ชาตินี้… ขอเป็นเจ้านิกายมาไลฟ์สด - บทที่ 1705 ฆาตกรมักจะอ้างเหตุผล
บทที่ 1705 ฆาตกรมักจะอ้างเหตุผล
เป็นไปตามที่จี้ไจ่คิด ฉู่ลั่วถูกดึงวิญญาณโดยไม่มีการต่อต้านใด ๆ เธอปล่อยให้พลังวิญญาณพาร่างออกจากร่าง เพียงชั่วพริบตาก็มาถึงห้องโถงใหญ่
ห้องโถงใหญ่นั้นงดงามตระการตา มีรูปทรงกลม ภายในวงกลมมีเสาแปดต้นค้ำยันหลังคาทั้งหมด
ภายในห้องโถงใหญ่แขวนประดับด้วยแผนภูมิแปดทิศที่ทำจากแก้วคริสตัล กระจกหยินหยางที่สามารถขโมยวิญญาณ ธงสวรรค์และพิภพ…
เมื่อนับดูแล้ว ล้วนเป็นอาวุธเวทสูงสุดของลัทธิเต๋า
แม้แต่เจ็ดสิบสองสำนักเซียนก็ยังไม่สามารถหาอาวุธเวทเหล่านี้ได้สักกี่ชิ้น แต่ที่นี่กลับแขวนไว้บนผนังราวกับมันเป็นเพียงของประดับธรรมดา
“สหายน้อยฉู่ มีอะไรที่ชอบไหม? ถ้าชอบ ฉันจะมอบให้เธอ!”
เสียงที่เปี่ยมไปด้วยความเมตตาดังขึ้นมา
ฉู่ลั่วหันหน้าไป เห็นใบหน้าอันเหี่ยวย่นของอาจารย์จาง
“จางเจี่ยว”
จางเจี่ยวหัวเราะเสียงดัง “ไม่คิดเลยว่าสหายน้อยฉู่จะจำฉันได้”
ฉู่ลั่วมองไปยังปรมาจารย์อีกเจ็ดคน
แต่ละคนล้วนดูหนุ่มแน่น ไม่มีใครที่เธอรู้จัก แต่พลังวิญญาณและบุญบารมีรอบกายของพวกเขาล้วนแข็งแกร่งจนน่ากลัว
เพียงแต่คนหนุ่มสาวเหล่านี้ดูเหมือนจะเคารพนับถือยกย่องจางเจี่ยว
ฉู่ลั่วมองไปที่จางเจี่ยว เขาเป็นผู้ก่อตั้งหุบเหวเทพมรณะหรือ?
“สหายน้อยฉู่ เชิญตามฉันมา” จางเจี่ยวเดินนำหน้า เขาสวมชุดนักพรตสีเทาอมเขียว แตกต่างจากคนอื่นทั้งเจ็ดที่สวมชุดสีสันสดใส
มองจากด้านหลัง เขาเป็นเพียงนักพรตชราคนหนึ่งเท่านั้น
อีกเจ็ดคนก็ตามมาด้วย บางคนเดินผ่านฉู่ลั่วไปพลางส่งเสียงหัวเราะเยาะ
บางคนก็มองเธอด้วยความอยากรู้อยากเห็นและปรารถนาในพลังวิญญาณและบุญกุศลบนตัวเธอ
พวกเขาเดินไปด้านหลังของห้องโถงใหญ่ อ้อมผ่านทางเดินอันมืดสลัว เมื่อผ่านทางเดินนั้นไปก็พบกับทัศนียภาพเปิดโล่งตรงหน้า
มันเป็นถ้ำหินขนาดประมาณสองร้อยกว่าตารางเมตร บนผนังหินแกะสลักลวดลายน่าตื่นตาตื่นใจไว้
“สหายน้อยฉู่เกลียดชังหุบเหวเทพมรณะมากใช่ไหม?” จางเจี่ยวหันกลับมามองฉู่ลั่วซึ่งยืนอยู่ด้านหลังไม่ไกล “สหายน้อยฉู่ รู้หรือเปล่าว่าหุบเหวเทพมรณะมีไว้เพื่อมวลมนุษยชาติ? หากไม่มีหุบเหวเทพมรณะ ตอนนี้มนุษย์ก็คงตกเป็นของเล่นของแดนเทพไปนานแล้ว”
ฉู่ลั่ว “หลังฆ่าคน พวกฆาตกรมักจะอ้างเหตุผลที่ยิ่งใหญ่เพื่อตัวเองเสมอค่ะ”
จางเจี่ยว “…สหายน้อยฉู่ช่างน่าสนใจจริง ๆ ไม่แปลกใจเลยที่ลูกศิษย์ทั้งหลายต่างพูดว่าเธอมีพรสวรรค์ มีความสามารถ และมีจิตใจมั่นคง”
เขาพูดราวกับเป็นผู้อาวุโส “นี่เป็นเรื่องที่ดี เป็นพรของลัทธิเต๋า และเป็นโชคดีของมนุษยชาติด้วย”
“พวกคุณดึงวิญญาณของฉันมาที่นี่ ก็เพื่อจะบอกว่าพวกคุณไม่มีความผิดอย่างนั้นหรือคะ?” ฉู่ลั่วพูดด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย “หากพวกคุณคิดว่าตัวเองไม่มีความผิด แล้วทำไมต้องมาพิสูจน์ให้ฉันเห็นด้วยคะ?”
“สหายน้อยฉู่ แค่มีวิชาเล็กน้อยก็หยิ่งผยองไม่เกรงกลัวใครเสียแล้ว”
“หากไม่ใช่เพราะเห็นว่าเธอเป็นคนที่มีแวว ฉันคงฆ่าเธอด้วยฝ่ามือเดียวไปนานแล้ว จะมาเสียเวลาพูดเหตุผลกับเธอทำไมกัน”
“อาจารย์จาง จัดการเธอเถอะครับ ไม่ต้องรออะไรแล้ว!”
แต่จางเจี่ยวยังคงมีสีหน้าเมตตา “สหายน้อยฉู่ยังเยาว์ ไม่รู้ความจริงเท็จของเรื่อง แต่มีใจมุ่งมั่นในมรรคาอันยิ่งใหญ่ จะรู้สึกไม่พอใจก็เป็นเรื่องธรรมดา”
“ฉันเชื่อว่าหากพวกเราบอกความจริงให้สหายน้อยฉู่รู้ สหายน้อยฉู่จะต้องเข้าใจแน่นอน”
“ในใจของสหายน้อยฉู่ก็มีมนุษย์อยู่ ย่อมยืนอยู่ฝ่ายมนุษย์แน่นอน”
พูดจบ จางเจี่ยวก็ใช้พลังวิญญาณโบกมือเบา ๆ ไปทางผนังหิน ทันใดนั้นผนังหินก็เหมือนถูกจุดไฟขึ้นมา
สิ่งเหล่านั้นก่อตั้งขึ้นโดยเผ่าพันธุ์มนุษย์เท่านั้น แดนเทพและปรโลกต่างมีหน้าที่ของตนเอง
ในตอนนั้น มนุษย์มีอายุขัยไม่สั้นนัก และสามารถอาศัยพลังวิญญาณบนสวรรค์และพิภพเพื่อการบำเพ็ญได้
“ลัทธิเต๋าก่อตั้งขึ้นเพื่อต่อต้านปีศาจและมาร” จางเจี่ยวมองบรรพบุรุษที่ปรากฏขึ้นด้วยสีหน้าคิดถึง “พวกเขาได้ค้นพบหนทางที่มนุษย์จะต่อกรกับเผ่าปีศาจได้”
ฉู่ลั่วมองเงียบ ๆ
กระทั่งบนแผ่นหินที่สองปรากฏภาพมนุษย์คลานอยู่บนพื้น ส่วนแดนเทพอยู่สูงเหนือขึ้นไป และกำลังมองลงมายังมนุษย์
“การบำเพ็ญของลัทธิเต๋าใช้เวลานานเกินไป มนุษย์จำนวนไม่น้อยจึงเข้าเป็นศิษย์ของเผ่าเทพเพื่อให้บรรลุได้เร็วขึ้น จึงเกิดเป็นเจ็ดสิบสองสำนักเซียนขึ้นมา”
นับแต่นั้นเป็นต้นมา ลัทธิเต๋าก็เริ่มการต่อสู้ที่ยาวนานเกือบพันปี