เกิดใหม่ชาตินี้… ขอเป็นเจ้านิกายมาไลฟ์สด - บทที่ 1722 รอให้พวกเราตายกันหมด
บทที่ 1722 รอให้พวกเราตายกันหมด
“ต่อให้ออกไปได้ ต่อให้เข้าใกล้สำนักเจิ้นเซียนได้ นายแน่ใจหรือว่าพวกเราจะรอดชีวิตภายใต้การโจมตีอันทรงพลังนั่น?”
เขาส่ายหน้าแล้วพูดต่อ “ถ้าลอบเข้าไปได้ แล้วจับผู้บำเพ็ญมาได้สักคนก็ยังดี…”
ฉางเหอถอยหลังไปก้าวหนึ่ง
การถอยหลังครั้งนี้ทำให้เฝิงหรูรู้สึกแปลกใจเล็กน้อย เขาเอียงหน้ามองฉางเหอแวบหนึ่ง พอเห็นสายตาระแวดระวังของพวกฉางเหอก็มองไปทางจางเจี่ยว
“อาจารย์จาง นี่นาย…”
จางเจี่ยว “พวกเราไปที่สำนักเจิ้นเซียนไม่ได้แน่นอน ที่นั่นมีพลังแข็งแกร่งมาก พวกเราที่มีเพียงร่างกายธรรมดายังไม่ผ่านการยกระดับพลังกาย จะทนรับได้ยังไง?”
เขายังคงมีสีหน้าเมตตาเช่นเดิม
เขายังคงแตกต่างจากเฝิงหรูและปรมาจารย์คนอื่น
เฝิงหรูกับพวกไม่สามารถยอมรับความแก่ชราของตัวเองได้ เมื่ออายุล่วงเลยมาถึงจุดหนึ่งก็จะมองหาร่างกายใหม่
แต่จางเจี่ยวกลับใช้ร่างกายเดิมนี้มาตลอดหลายปี
แม้ว่าเขาจะดูอ่อนโยนมาก แต่เฝิงหรูกลับเผยสีหน้าตกใจออกมาเล็กน้อย
คนทั้งเจ็ดคนถอยหลังพร้อมกัน
จางเจี่ยวค่อย ๆ เดินเข้ามาหาพวกเขาทีละก้าว “พวกนายทุกคนบำเพ็ญมาหลายปี พลังวิญญาณและบุญบารมีล้วนแข็งแกร่ง”
“ตอนนี้ถึงเวลาแล้ว คงต้องรบกวนพวกนายช่วยฉันสักหน่อย”
“จางเจี่ยว นายกล้าคิดร้ายกับพวกเราด้วยเหรอ!” คำพูดเมื่อครู่ที่เขาเอ่ยกับลูกศิษย์ ยามนี้กลับมาคืนสนองตัวเองแล้ว
เฝิงหรูโบกมือ ดาบอันคมกริบปรากฏในมือ “นายคิดว่าพวกเราจะกลัวเจ้าจริง ๆ หรือไง? พวกเราเจ็ดคนจะกลัวนายแค่คนคนเดียวได้เหรอ?”
เขาหันไปพูดกับคนอื่น “แทนที่จะให้เขาฆ่าพวกเรา ทำไมเราไม่ลงมือพร้อมกันเสียเลยล่ะ? พวกเราเจ็ดคนจะกลัวเขาคนเดียวได้ยังไง?”
คนที่เหลือไม่มีใครตอบรับ เอาแต่จ้องมองจางเจี่ยวด้วยความระแวดระวัง
ฉางเหอเอ่ยปากขึ้นก่อน “อาจารย์จาง พลังอาฆาตนี้ไม่ได้ต้องการมากนักหรอก ไม่จำเป็นต้องใช้ชีวิตของคนหลายคน พวกเราสามารถร่วมมือกันฆ่าอีกสักสองสามคน แล้วที่เหลือ…ก็ทำตามแผนเดิมของเรา”
“ใช่ อาจารย์จาง! เฝิงหรู! ฆ่าเฝิงหรูก่อน!”
เฝิงหรูตกใจสุดขีด กำลังจะด่ากลับก็ได้ยินจางเจี่ยวพูดว่า “คนเดียวคงไม่พอหรอก”
ทั้งเจ็ดคนเบิกตากว้างพร้อมกัน
“แต่เดิมฉันก็ไม่ได้คิดจะเก็บพวกนายไว้”
“นี่นาย…” ฉางเหอยกมือหยิบอาวุธเวทออกมา “อาจารย์จาง ทำไมไม่เลือกหนทางที่ทั้งสองฝ่ายต่างได้ประโยชน์ล่ะ? นายคนเดียวจะสู้กับพวกเราเจ็ดคน ไม่แน่ว่าจะมีโอกาสชนะ!”
“ใช้เธอสิ! เธออยู่กับนายมานานขนาดนี้ บางทีแค่เธอคนเดียว ก็อาจทำให้พวกเราทำสำเร็จแล้ว”
จางเจี่ยว “ใช้เธอไม่ได้”
เขาพลิกฝ่ามือ แส้ปัดตกลงกลางฝ่ามือ
เขาค้อมตัวเล็กน้อย กล่าวกับพวกเขาว่า “ขอบคุณพวกนายที่ช่วยให้ฉันทำสำเร็จ!”
พูดจบ แส้ปัดก็สะบัดไปทางเฝิงหรูและคนอื่น ๆ
อีกด้านหนึ่ง ฉู่ลั่วยังคงยืนอยู่บนยันต์ เธอจ้องมองพลังอาฆาตที่หนักหน่วงขึ้นเรื่อย ๆ บนท้องฟ้า
ท้องฟ้าทั้งหมดของหุบเหวเทพมรณะถูกปกคลุมด้วยพลังอาฆาตแล้ว
เธอค่อย ๆ ก้มหน้าลง มองไปยังห้องโถงใหญ่ชั้นใน
กระแสพลังอาฆาตอันเข้มข้นพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้า พาให้ชั้นบรรยากาศปั่นป่วน ราวกับว่าในอีกวินาทีต่อมา พลังอาฆาตที่พุ่งขึ้นฟ้านี้จะตกลงมาจากเบื้องบน
“เจ้านิกายครับ!” จี้ไจ่บินเข้ามา สีหน้าเขาเคร่งเครียดมาก “คนธรรมดาจำนวนมากได้รับผลกระทบแล้วครับ ค่ายกลไม่สามารถกั้นพลังอาฆาตได้มากนัก!”
“เข้าใจแล้วค่ะ!”
เธอตามจี้ไจ่กลับไปยังสำนักเจิ้นเซียน
ซู่เซี่ยงหยางจัดการให้คนจับตัวคนธรรมดาที่กำลังคลุ้มคลั่งทั้งหมดไว้แล้ว และแจกยันต์ให้กับทุกคนอีกด้วย
“ตอนนี้ยังหาทางเข้าออกไม่เจอครับ พลังอาฆาตก็ยิ่งทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ ด้วย”
เขามองฉู่ลั่ว “คุณรู้ไหมว่าพวกหุบเหวเทพมรณะนั่นต้องการทำอะไรกันแน่?”
“ไม่ใช่ว่านักพรตเน้นการบำเพ็ญเหรอครับ? ไม่ใช่ว่าเน้นการสร้างบุญกุศลเหรอ? พลังอาฆาตรุนแรงขนาดนี้ จะบำเพ็ญอะไรได้อีกล่ะครับ?”
“อย่าว่าแต่บำเพ็ญเลยค่ะ แค่คนธรรมดาก็คงมีชีวิตอยู่ไม่ได้แล้ว” ไจ๋โหรวยกมือขึ้นร่ายคาถาให้ตัวเอง “พวกเขาคงไม่ได้ตั้งใจจะรอให้พวกเราตายกันหมดหรอกนะคะ!”