เกิดใหม่ชาตินี้… ขอเป็นเจ้านิกายมาไลฟ์สด - บทที่ 1862 อาหญิงของฉัน
บทที่ 1862 อาหญิงของฉัน
นอกอิ๋งเซียง ผู้เข้าแข่งขันทั้งหมดกำลังปะปนกันอยู่
คนที่ผ่านด่านต่างก็แจ้งข่าวดีกับญาติมิตร หรือเปิดไลฟ์แจ้งข่าวกับผู้ชม
ส่วนคนที่ไม่ผ่านก็มีสีหน้าหม่นหมอง
โดยเฉพาะกลุ่มคนของเป่ยฉิน หน้าตาพวกเขาต่างดูย่ำแย่ พวกเขาเคยเป็นตัวเต็งที่จะผ่านด่าน ไม่คิดว่าครั้งนี้…
เวินหลิงเยว่และหลิงฟางประคองจิ่งอีให้นั่งลงบนเก้าอี้หิน “เป็นยังไงบ้าง? รู้สึกไม่สบายหรือเปล่า?”
จิ่งอีส่ายหน้า “ปรมาจารย์ฉู่ล่ะ?”
“ไม่รู้สิ ตอนที่พวกเราออกมาจากอิ๋งเซียง ก็ไม่เห็นลูกพี่แล้ว” หลิงฟางมองเข้าไปในอิ๋งเซียง “แต่ไม่ต้องห่วงลูกพี่หรอก เธอต้องไม่เป็นอะไร”
“เฮ้! เวินหลิงเยว่!”
มีคนสี่ห้าคนเดินเข้ามา ทั้งหมดล้วนเป็นเพื่อนร่วมทีมของเวินหลิงเยว่ก่อนหน้านี้
พวกเขามองจิ่งอีและหลิงฟางอย่างเย็นชา พอสำรวจรอบ ๆ แต่ก็ไม่เห็นร่องรอยของฉู่ลั่ว “ไม่แปลกใจเลย ตอนที่พวกเรารุมโจมตีฉู่ลั่ว เธอถึงพยายามจะไปช่วยหล่อน ที่แท้เธอก็เป็นพวกเดียวกันมาตั้งนานแล้ว บอกมา เธอเป็นสายลับที่ฉู่ลั่วส่งมาแฝงตัวอยู่ในหมู่ผู้เข้าแข่งขันใช่ไหม!”
เวินหลิงเยว่ “ถ้าป่วยก็ไปหาหมอซะ”
“ถ้าตอนนั้นพวกนายไม่ลากฉันไปและชวนฉันเข้าทีม ฉันก็คง…เข้าทีมกับพวกเขาไปตั้งนานแล้ว”
เธอเหน็บแส้ไว้ที่เอว “พวกนายมีค่าพอให้คนอื่นส่งสายลับมาด้วยเหรอ? อย่ามาอวยตัวเองเลย”
“เธอ…”
มีคนก้าวขึ้นมาขวางคนที่กำลังจะหาเรื่อง พลางพูดด้วยน้ำเสียงประชดประชัน “แม้ว่าเธอจะแซ่เวิน แต่เธอเป็นคนตระกูลฉู่ ตระกูลเดียวกับฉู่ลั่วนั่นแหละ!”
“เธอกับฉู่ลั่วเป็นญาติกัน”
ไม่เพียงแต่ผู้เข้าแข่งขันคนอื่น ๆ เท่านั้น แม้แต่จิ่งอีและหลิงฟางก็มองเวินหลิงเยว่ด้วยความตกตะลึง
เวินหลิงเยว่หัวเราะเยาะ “ใช่แล้ว ฉู่ลั่วก็คืออาหญิงของฉัน แล้วไงล่ะ! มีฝีมือจริงก็มาตีฉันสิ!”
“แต่เรื่องนั้นช่างมันเถอะ!” เธอชี้ไปที่กลุ่มคนที่ตกรอบ “พวกนายผ่านด่านได้เพราะอาหญิงของฉัน แต่กลับไม่รู้จักขอบคุณเธอ ยังมาพูดจาประชดประชันอีก นายจะประชดประชันให้ใครฟังกัน! ให้พวกที่ได้ประโยชน์ฟังหรือไง?”
“สาวน้อย พูดจาโอหังเกินไปแล้วนะ!” นักพรตวัยสี่สิบกว่าปีคนหนึ่งเดินออกมา อีกฝ่ายแต่งกายแบบนักพรตโบราณ แส้ปัดขนจามรีพาดอยู่บนแขน “พวกเราก็ไม่ได้ขอให้ฉู่ลั่วช่วยให้พวกเราผ่านด่าน ต่อให้ไม่มีเธอ พวกเราก็อาจจะผ่านด่านได้”
“ส่วนเธอ…อาศัยอำนาจรังแกคนอื่น ช่างไม่มีมารยาทเอาเสียเลย”
“วันนี้ พวกเราที่อาวุโสกว่า ถ้าไม่สั่งสอนเธอแทนผู้ใหญ่ในครอบครัวเธอ ก็เกรงว่าเธอจะออกไปในสังคมแล้วโดนคนอื่นสั่งสอนเอา”
พอสิ้นเสียง ก็มีคนอายุมากโผล่ออกมาสิบกว่าคน ต่างถืออาวุธมองเวินหลิงเยว่
จิ่งอีกับหลิงฟางต่างสีหน้าเปลี่ยนไป ต่างคนต่างหยิบอาวุธของตัวเองออกมา
ทว่าเวินหลิงเยว่กลับโบกมือห้ามพวกเขา “พวกเธอไม่ต้องลงมือหรอก ฉันจัดการได้”
หลิงฟางเตือนอย่างระมัดระวัง “พลังวิญญาณของพวกเขาไม่ธรรมดา และเวลาในการบำเพ็ญก็มากกว่าพวกเราด้วย”
เวินหลิงเยว่ “ไม่เป็นไร ๆ”
เธอพับแขนเสื้อขึ้น เผยให้เห็นกำไลสีทอง
บนกำไลมีพลังวิญญาณล้อมรอบ อักขระปรากฏขึ้นมาเป็นระยะ
เธอยกข้อมือของตัวเองขึ้น หันไปทางกลุ่มนักพรตเหล่านั้น “มาเลย!”
เวินหลิงเยว่เปิดเผยกำไลข้อมือ คนอื่น ๆ ก็ไม่กล้าขยับตัว
มีเพียงหลิงฟางที่จ้องมองข้อมือของเวินหลิงเยว่ด้วยสายตาเร่าร้อน “นั่น…นั่นคืออาวุธศักดิ์สิทธิ์ชั้นสูงนี่นา! อาวุธศักดิ์สิทธิ์แบบนี้ เธอสวมติดตัวไปทั่วเลยหรือ”
เวินหลิงเยว่ “ก็ไม่ได้สวมไปทั่วหรอก ฉันดูแลมันอย่างดีเสมอ แล้วก็ยังมีอันนี้…”
เธอลูบข้อมืออีกข้างหนึ่ง เผยให้เห็นกำไลหยกสีเขียว
“อาวุธศักดิ์สิทธิ์ชั้นสูง”
หลิงฟางกลืนน้ำลาย
“กำไลทองมีพลังโจมตีสูงมาก ส่วนกำไลหยกปกป้องเจ้าของ” หลิงฟางจำต้องชูนิ้วโป้งให้เวินหลิงเยว่ “สมแล้วที่เป็นคนมีภูมิหลังจริง ๆ”
ครอบครัวไหนกันที่มั่งคั่งขนาดนี้!
ถึงกับใส่อาวุธศักดิ์สิทธิ์ติดตัวไปด้วย
ไม่ถูกสิ เธอยังมียันต์ศักดิ์สิทธิ์ระดับสูงด้วย