เกิดใหม่ชาตินี้… ขอเป็นเจ้านิกายมาไลฟ์สด - บทที่ 1904 ไว้อาลัย
บทที่ 1904 ไว้อาลัย
จิ่งอี “ฉันก็คิดแบบนั้น ตอนนี้ปรมาจารย์กำลังช่วยคน ฉันเลยไม่กล้าไปรบกวน”
เวินหลิงเยว่ “เข้าใจแล้ว เดี๋ยวฉันจะอธิบายให้คนในครอบครัวเข้าใจเอง”
วิดีโอของสีไคเผยแพร่ออกไป ทำให้โลกออนไลน์สั่นสะเทือน
ไม่ต้องพูดถึงแฟน ๆ ของฉู่ลั่วบนอินเทอร์เน็ตเท่านั้น แต่สำนักเต๋าใหญ่ ๆ ทั้งหลายก็ต่างตกตะลึงไม่แพ้กัน
“ฉู่ลั่วคงไม่ตายจริง ๆ หรอกนะ!”
“สำนักเต๋าใหม่ของสีไคจะอวดดีเกินไปแล้ว! กล้าเผยแพร่วิดีโอโจ่งแจ้งแบบนี้”
“ข่าวที่ตระกูลฉู่ให้มาไม่รู้ว่าจริงหรือเท็จ แม้คนตระกูลฉู่จะไม่เชื่อว่าเธอตายแล้ว แต่ก็ไม่มีหลักฐานว่าฉู่ลั่วยังมีชีวิตอยู่”
“ฉู่ลั่วเพิ่งกลับมายังไม่ทันเข้าใจสถานการณ์ที่เปลี่ยนไป ก็รีบลงมือแล้ว ถ้าจะช่วยปีศาจงูตัวนั้นจริง ๆ ก็ควรมาร่วมมือกับพวกเราลัทธิเต๋าสิ! เธอไปคนเดียวแบบนี้ไม่ใช่การฆ่าตัวตายหรือไง?”
“ตอนแรก เรายังอยากรอให้เธอไปที่มณฑลหนานเพื่อดูสถานการณ์”
“คุณไจ๋พูดอะไรบ้างสิ”
ไจ๋ฉางหลับตาพิงพนักเก้าอี้ เมื่อได้ยินเสียงเรียกชื่อ เขาก็ค่อย ๆ ลืมตาขึ้นมา “ฉู่ลั่วไม่ตายหรอก ถ้าเธอตายง่าย ๆ แบบนี้ก็ไม่มีคุณสมบัติเป็นเจ้านิกายของลัทธิเต๋าแล้ว เมื่อก่อนพวกเราลัทธิเต๋า ก็ไม่น่าจะร่วมมือกับรัฐบาลเพื่อตั้งองค์กรเพราะเธอด้วย”
“แต่วิดีโอถ่ายได้ชัดเจนมากนะ พวกเราก็รู้ดีว่าพลังของสำนักเต๋าใหม่ของสีไคเป็นยังไง ถ้าพูดถึงพลังวิญญาณและวิชาอาคม แน่นอนว่าสีไคสู้ฉู่ลั่วไม่ได้ แต่ถ้าเป็นอาวุธสมัยใหม่ล่ะ? ยุคสมัยมันเปลี่ยนไปแล้ว การที่ฉู่ลั่วจะพลาดท่าเสียทีก็เป็นเรื่องปกติ”
ไจ๋ฉางเบือนหน้าไปมองคนที่พูด “ใช่ คุณพูดถูก ฉู่ลั่วตายแล้ว แล้วคุณจะทำยังไงต่อล่ะ?”
คนคนนั้นหันไปมองนักพรตเต๋ารอบ ๆ “ยุคสมัยกำลังจะเปลี่ยนไป พวกเราลัทธิเต๋าก็ต้องปรับตัวให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลง ในเมื่อสีไคสามารถสร้างสำนักเต๋าใหม่ได้ ทำไมพวกเราจะทำไม่ได้ล่ะ?”
“คุณพูดบ้าอะไร!”
ไจ๋ฉางลุกพรวดขึ้นมา ชี้อาวุธเวทในมือไปที่เขา “คนแซ่ซู คุณอยากให้ผมเป็นเหมือนคนพวกนั้นที่สร้างสำนักเต๋าใหม่เหรอ ต่อให้ผมต้องทำให้ทุกคนในตระกูลไจ๋ไม่ต้องฝึกฝนวิชาอาคม ก็ไม่มีทางเป็นเหมือนเดรัจฉานพวกนั้นหรอก”
“สักวันหนึ่ง ผมจะฆ่าสัตว์เดรัจฉานคนนั้นด้วยมือของตัวเอง”
คนข้าง ๆ ดึงแขนเสื้อของไจ๋ฉาง แต่โดนไจ๋ฉางสะบัดออก “ใครอยากร่วมมือกับสีไคก็ไปร่วมมือกันเถอะ อย่ามายุ่งกับผม ถ้าตอนที่ผมไปฆ่าสีไค แล้วบังเอิญฆ่าพวกคุณไปด้วย ก็ขอให้ทุกท่านอภัยให้ด้วยแล้วกัน”
พูดจบ เขาก็หันหลังเดินจากไป
บรรยากาศ ณ ที่นั่นเลวร้ายลงไปอีก
“ไจ๋ฉางคนนี้ แต่ก่อนก็เป็นคนหัวโบราณ ตอนนี้ยิ่งหัวโบราณกว่าเดิมอีก”
“นี่มันยุคไหนแล้ว ยังไม่พัฒนาอีก พวกเราสำนักเต๋ารุ่นเก่า จะถูกแทนที่ด้วยสำนักเต๋าใหม่หมดแล้ว”
“ไม่แปลกที่ไจ๋ฉางจะเป็นแบบนี้ ไม่ใช่มีข่าวลือว่าสีไคที่ศึกษานักพรต เคยจับนักพรตของตระกูลไจ๋ไปเพื่อศึกษาวิชาเซียนเนตรศักดิ์สิทธิ์ติดตามของตระกูลเหรอ? ถึงจะไม่พบหลักฐาน แต่ว่า…สีไคคนนั้น…”
มีคนแค่นหัวเราะ “ไม่มีหลักฐานอะไรกัน งูสวาทของฉู่ลั่วนั่นก็ถูกสีไคเอาไปแช่เหล้าแล้วไม่ใช่เหรอ? เขายังกล้าจับงูสวาทไป แล้วจะไม่กล้าจับตัวนักพรตหรือไง?”
“ฉันไปละ! พวกคุณอยากพัฒนาก็พัฒนาไป อยากทำอะไรก็ทำไป อย่ามาพูดกับฉัน”
นักพรตอีกหลายคนจากไป ส่วนคนที่เหลือเหลือบมองหน้ากัน
“ช่างไม่รู้จักดีชั่ว! มีแต่จะถูกยุคสมัยทิ้งไว้ข้างหลัง”
……
วันนี้เป็นวันที่หรงอีกรุ๊ปส่งผู้เข้ารอบสุดท้ายเข้าสู่มณฑลหนาน
ตอนนี้ผู้เข้าแข่งขันไม่ถึงร้อยคนมารวมตัวกันในห้องจัดเลี้ยงของโรงแรมที่หรงอีกรุ๊ปจัดเตรียมไว้
ห้องจัดเลี้ยงขนาดใหญ่แน่นขนัดไปด้วยผู้คน
ทั้งสื่อมวลชน ผู้เข้าแข่งขัน และแฟนคลับต่างมารวมตัวกันในห้องจัดเลี้ยง
ยังไม่ถึงเวลา แต่ก็เต็มไปด้วยเสียงที่ดังกับแสงไฟวาบวับ
“ตรงนั้นดูเหมือนจะเขียนชื่อฉู่ลั่วหรือเปล่า?”
“ฉู่ลั่วไม่ได้ตายไปแล้วเหรอ?”
“หรงอีกรุ๊ปจัดงานนี้เพื่อไว้อาลัยให้ฉู่ลั่วด้วย”