เกิดใหม่ชาตินี้… ขอเป็นเจ้านิกายมาไลฟ์สด - บทที่ 2019 ส่งฉู่ลั่วให้กับเทพ
บทที่ 2019 ส่งฉู่ลั่วให้กับเทพ
“ตอนนี้ผมเองก็เป็นเทพแล้วนะ”
เขาหมุนตัวไปรอบ ๆ “ผมก็ไปสมัครเป็นเทพที่เว็บไซต์ขององค์กรแล้ว ตอนนี้แม้แต่ปีศาจก็สมัครได้ แค่ขั้นตอนการตรวจสอบจะซับซ้อนกว่านิดหน่อย”
นับตั้งแต่ลูกพี่ผู้ยิ่งใหญ่กลับมา เหมือนว่าการเป็นครึ่งปีศาจของเขาจะกลายเป็นเรื่องไม่สำคัญเพียงชั่วพริบตา
ครึ่งปีศาจไม่จำเป็นต้องถูกกีดกันออกไปอยู่นอกเขตเมืองอีก
ครึ่งปีศาจสามารถกลายเป็นเทพได้
แม้แต่มนุษย์ก็เหมือนจะยอมรับเผ่าปีศาจแล้ว
ถึงขนาดมีมนุษย์ที่เต็มใจจะเป็นเพื่อนกับเขา
ทั้งหมดนี้คือการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นหลังจากลูกพี่กลับมา
“ลูกพี่ ขอบคุณจริง ๆ นะครับ!”
ณ องค์กร
ซู่เซี่ยงหยางกำลังนั่งอยู่ในจุดที่มืดที่สุดเพื่อบำรุงวิญญาณ
ทันใดนั้น พลังวิญญาณสายหนึ่งก็พุ่งเข้าสู่วิญญาณของเขาอย่างรุนแรง
ทันใดนั้นคิ้วของเขาก็ผ่อนคลายลง จิตวิญญาณทั้งหมดถูกดึงเข้าสู่ความว่างเปล่า
เขามองไปรอบ ๆ เห็นว่าทุกด้านเป็นสีขาวโพลน จึงเกิดความระแวดระวังขึ้นมาในใจ
“นี่คือข้างในจิตธรรมญาณของคุณ”
เสียงหนึ่งแผ่กระจายในความว่างเปล่า
เงาร่างนั้นปรากฏขึ้นตรงหน้าซู่เซี่ยงหยาง “เป็นนายนี่เอง”
“นายไม่ได้อยู่ในโลกอื่นหรอกเหรอ?”
ซู่เซี่ยงหยางขมวดคิ้ว มองรุ่ยอวิ๋นโจวที่อยู่ตรงหน้า
รุ่ยอวิ๋นโจวยกยิ้มเล็กน้อย “คุณไม่จำเป็นต้องสนใจเรื่องพวกนี้ คุณแค่ต้องรู้ว่าผมเป็นตัวแทนจากแดนเทพ มาเพื่อเจรจากับพวกคุณมนุษย์ก็พอ”
“เจรจา?”
“ถูกต้องแล้ว!” รุ่ยอวิ๋นโจวมองซู่เซี่ยงหยางด้วยสีหน้าเปี่ยมรอยยิ้ม “ข้อเรียกร้องของมนุษย์ แดนเทพจะพิจารณาทั้งหมด แต่มีข้อแม้ว่า…”
สีหน้าของซู่เซี่ยงหยางเย็นชาลงทันที เขาเดาความหมายในคำพูดของรุ่ยอวิ๋นโจวได้
รุ่ยอวิ๋นโจวพูดต่อ “ข้อแม้คือ พวกคุณมนุษย์ต้องส่งฉู่ลั่วให้กับเทพ”
ซู่เซี่ยงหยางพูดตรง ๆ ว่า “ไม่มีทาง!”
รุ่ยอวิ๋นโจวยิ้มบาง “นี่ไม่ใช่เรื่องที่คุณคนเดียวจะตัดสินใจได้หรอก และผมก็ไม่ได้มาปรึกษาคุณแค่คนเดียว”
ซู่เซี่ยงหยางส่ายหน้าทันที “นายปฏิบัติกับอาจารย์ของตัวเองแบบนี้เหรอ? ฉู่ลั่วเป็นอาจารย์ของนายนะ เธอเสียสละให้กับมนุษย์มากแค่ไหน นายไม่รู้หรือไง? มันเป็นไปไม่ได้หรอก! ฉันจะไม่มีวันยอมรับเด็ดขาด มนุษย์ก็จะไม่มีใครยอมรับด้วย”
รุ่ยอวิ๋นโจวเงยหน้าหัวเราะเสียงดัง
“ฮ่า ๆ ๆ ! คุณเองก็เป็นมนุษย์คนหนึ่ง ยังไม่เข้าใจมนุษย์ด้วยกันหรือยังไง? คุณคิดว่าจะมีคนไม่เห็นด้วยกี่คน จะมีคนที่เห็นด้วยกี่คนล่ะ?”
ซู่เซี่ยงหยางมีสีหน้าไม่สู้ดีนัก
รุ่ยอวิ๋นโจวพูด “ผมแค่มาแจ้งให้คุณทราบเท่านั้น จะตอบตกลงหรือไม่ ไม่ใช่เรื่องที่คุณจะตัดสินใจได้”
รุ่ยอวิ๋นโจวหายตัวไปทันที
ซู่เซี่ยงหยางลืมตาขึ้นอย่างรวดเร็ว เขาเดินออกจากเขตค่ายกล พอออกมาด้านนอกก็เห็นไจ๋โหรวเดินมาด้วยสีหน้าเคร่งขรึม “หัวหน้าซู่ ทางเบื้องบนลงประกาศล่าสุดแล้วค่ะ”
เธอยื่นประกาศให้กับซู่เซี่ยงหยาง
ซู่เซี่ยงหยางก้มหน้ามอง สีหน้าพลันเคร่งขรึม
ไจ๋โหรว “เบื้องบนทำแบบนี้หมายความว่ายังไง? ทำไมถึงบอกว่าพวกเราจะส่งเจ้านิกายไปให้แดนเทพด้วยตัวเอง?”
ซู่เซี่ยงหยางกำประกาศแน่น “ไปที่คฤหาสน์เมฆใสเฝ้ามองตะวัน”
“หัวหน้าซู่!”
ไจ๋โหรวร้องอุทานออกมาด้วยความตกใจ
ซู่เซี่ยงหยางมองเธอ กล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่น “ฉันจะไม่ยอมให้ฉู่ลั่วไปแดนเทพเด็ดขาด”
“พาคนไปด้วย พวกเราจะไปที่คฤหาสน์เมฆใสเฝ้ามองตะวันกัน”
ประกาศนี้เป็นเพียงการแจ้งให้ทราบ ให้คนจากองค์กรช่วยจัดการ
แสดงว่ายังมีคนอื่นที่เป็นคนขับเคลื่อนหลัก
ไม่นานนักซู่เซี่ยงหยางก็พาพวกเจ้าหน้าที่มาถึงคฤหาสน์เมฆใสเฝ้ามองตะวัน
เพียงมาถึงตรงเชิงเขา ก็เห็นยอดเขาที่ถูกควบคุมอย่างเข้มงวด บนท้องฟ้ามีนักพรตมากมาย ทั้งหมดเป็นคนที่เลือกอยู่ข้างแดนเทพ และไม่ยอมทำลายพลังวิญญาณของตนเอง
ถัดไปคือเผ่าปีศาจและผีที่มีอาวุธครบมือ
กระทั่งมาถึงหน้าค่ายกลของคฤหาสน์เมฆใสเฝ้ามองตะวัน เซียวเมิ่งและหยวนเป่ยเป่ยก็กำลังยืนอยู่
ด้านหลังพวกเธอคือนักเรียนชั้นยอดของโรงเรียนทั้งหมด
“หัวหน้าซู่ คุณมาแล้ว!” เซียวเมิ่งมองซู่เซี่ยงหยางด้วยสีหน้าเย็นชา “ฉู่ลั่วไม่ยอมเปิดค่ายกล”
ซู่เซี่ยงหยางจ้องมองเซียวเมิ่งครู่หนึ่ง “เธอหมายความว่ายังไง?”
เซียวเมิ่งขมวดคิ้ว “ตามคำสั่งของเบื้องบน พวกเรามาจับกุมฉู่ลั่ว เพื่อส่งตัวไปยังแดนเทพ”