หลินหร่วน : สาวน้อยพลังซอมบี้ - ตอนที่ 1109 องครักษ์เงาผู้น่าสงสาร
ตอนที่ 1109 องครักษ์เงาผู้น่าสงสาร
ไหนเลยอาซินจะทราบว่าเยว่หลานกำลังคิดอันใดอยู่ กระทั่งรู้สึกว่าเยว่หลานเป็นคนน่าสงสารคนหนึ่ง ดังนั้นนางจึงบอกกับตนเองว่าต่อไปจะต้องใส่ใจเขาให้มากหน่อย
ในขณะที่นางกำลังครุ่นคิดอยู่นั้น มือของนางก็ไม่ได้หยุดทำงานแต่อย่างใด นางเตรียมวัตถุดิบต่าง ๆ ด้วยความรวดเร็ว จากนั้นก็เอ่ยกับเยว่หลานว่า “พี่เยว่ รีบจุดไฟเถิดเจ้าค่ะ”
ยายอู๋รีบแย้งออกมาว่า “จะทำแบบนั้นได้อย่างไร ผู้มีพระคุณ ท่านไปนั่งจิบชารอข้างนอกเถิด ส่วนที่นี่ยกให้เป็นหน้าที่ของข้ากับอาซินเถิด”
เยว่หลานเอ่ยด้วยสีหน้าจริงจังว่า “อาม่า ตอนนี้ข้าไม่มีอันใดเหลือแล้ว ทั้งยังไม่มีความสามารถใด ๆ อีกด้วย ดังนั้นจะต้องเรียนรู้และทำทุกอย่างให้เป็น เริ่มจากเรียนจุดไฟก่อนก็แล้วกันนะขอรับ นอกจากนี้อาม่าไม่ต้องเรียกข้าว่าผู้มีพระคุณอีกแล้วนะขอรับ เรียกข้าว่าเสี่ยวเยว่หรืออาหลานก็ได้แล้ว ไม่มีผู้ใดทราบถึงเรื่องที่เกิดขึ้นกับอาซิน หากอาม่าเอาแต่เรียกข้าว่าผู้มีพระคุณ ผู้อื่นจะสงสัยเอาได้นะขอรับ”
เมื่อยายอู๋เห็นว่าเขาเอ่ยด้วยท่าทีจริงจัง จึงไม่แย่งงานเขาอีก และคิดว่าสิ่งที่เขาร้องขอก็สมเหตุสมผลเช่นกัน ดังนั้นนางจึงเอ่ยว่า “เอาเช่นนั้นก็ได้”
เมื่อนึกขึ้นมาได้ว่ายังไม่ได้เก็บผ้าในลานบ้าน ยายอู๋จึงรีบเดินออกไปทันที
เยว่หลานนั่งลงหน้าเตา จากนั้นก็หยิบฟืนขึ้นมา เตรียมก่อไฟ
เขาไม่เคยก่อไฟมาก่อน ทว่าตั้งแต่โบราณมีคำกล่าวที่ว่า…แม้จะไม่เคยกินเนื้อหมู แต่ก็เคยเห็นหมูวิ่ง ผนวกกับเขามีตะบันไฟติดตัว ดังนั้นการจุดไฟไม่น่าเป็นเรื่องยากสำหรับเขา…หรอกกระมัง ?
“แค่กแค่กแค่ก…”
เพียงไม่นาน ภายในโรงครัวก็มีควันโขมง อาซินถึงกับสำลักควันไฟ “พะ…พี่เยว่ ใส่ฟืนให้น้อยลงหน่อยเจ้าค่ะ หากไม่ติดจริง ๆ ท่านก็ใช้เจ้านั่นเป่าไฟหน่อยก็ได้เจ้าค่ะ”
เยว่หลานหัวหมุนอยู่หน้าเตา เขาต้องนำเอาฟืนที่ยัดเข้าไปจนเต็มออกมาครึ่งหนึ่ง จากนั้นก็หยิบที่เป่าขึ้นมาเป่าลมเข้าไปในเตาฟืน
ในที่สุดเปลวไฟก็ลุกโชน ควันภายในโรงครัวก็เริ่มจางหายไปเช่นกัน
เยว่หลานเงยหน้าขึ้น จากนั้นก็ยิ้มกว้างให้อาซินอยู่หน้าเตา “ข้าจุดไฟเป็นแล้ว” หลังจากเอ่ยจบ เขาก็ยกมือขึ้นเช็ดเหงื่อบนหน้าผากของตนเอง
ที่แท้การจุดไฟทำอาหารก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยสักนิด ทำเอาเขาเหงื่อแตกไปทั้งร่าง
เมื่อเห็นท่าทีเหนื่อยล้าของเขา อาซินจึงหลุดหัวเราะออกมาเล็กน้อย
ใบหน้าของเยว่หลานกระดำกระด่าง ที่ปากยังมีเขม่าเป็นวงอีกด้วย นั่นก็เพราะว่าเขาใช้ที่เป่าผิดวิธี เห็น ๆ กันอยู่ว่าเขาเป็นหนุ่มหล่อน่าเกรงขาม ทว่าตัวเขาในตอนนี้กลับดูเหมือนแมวไม่มีผิด ตลกจนอดหัวเราะออกมาไม่ได้
เมื่อเยว่หลานเห็นนางหัวเราะ เขาจึงก้มหน้ามองดูมือของตนเอง แล้วเริ่มหัวเราะอย่างโง่งม
หยิ่งอีที่กำลังจัดการกับไก่ป่าอยู่มุมหนึ่ง ฉวยโอกาสตอนที่ไม่มีผู้ใดสังเกตเห็นรีบยกถาดเดินออกมา
สภาพเช่นนั้นขององค์จักรพรรดิ ไม่ใช่สิ่งที่องครักษ์เงาอย่างเขาจะมองได้ ! เขายังอยากมีชีวิตอยู่ต่ออีกหลายปี !
ตอนนี้ในโรงครัวจึงเหลือเพียงอาซินกับเยว่หลานสองคนเท่านั้น ยายอู๋คิดว่ามันไม่ค่อยเหมาะสมเท่าใดนัก ในขณะที่นางกำลังจะเดินเข้าไป กลับถูกหยิ่งอีขวางเอาไว้เสียก่อน “ท่านยาย มะ…มือข้าโดนมีดบาดขอรับ ท่านช่วยจัดการไก่ป่าตัวนี้แทนข้าได้หรือไม่ขอรับ”
ยายอู๋ก้มหน้าลงมองเห็นมือของหยิ่งอีมีรอยแผลเป็นทางยาว ดังนั้นนางจึงตื่นตกใจขึ้นมาทันใด “ไอหยา เจ้าเด็กคนนี้หนิ เจ้าไปทำอีท่าไหนกัน ? มานี่เร็วเข้า ประเดี๋ยวยายจะหายามาห้ามเลือดให้กับเจ้า”
หยิ่งอีลอบเอ่ยในใจว่า…แค่แผลเล็ก ๆ น้อย ๆ แค่นี้ไม่ถึงขั้นต้องทายาหรอกขอรับ แต่พอคิดว่าเจ้านายกำลังอยู่ในห้องครัวกับอาซินสองต่อสอง เขาจึงยอมตามยายอู๋ไปทายาแต่โดยดี
เมื่อมองบาดแผลที่ฝ่ามือของตนเอง หยิ่งอีก็ถอนหายใจออกมาด้วยความวิตกกังวล
คราหน้าคงต้องหาคนมาแทนแล้ว หลังจากเดินทางมาที่หมู่บ้านชาวประมงแห่งนี้กับองค์จักรพรรดิสองสามครา เขาก็เริ่มคิดว่าความฉลาดที่มีเพียงน้อยนิดของตน คงช่วยอันใดฝ่าบาทไม่ได้
หลังจากยุ่งวุ่นวายอยู่นาน ในที่สุดอาหารเย็นก็เสร็จเรียบร้อยแล้ว
พออาหารเข้าปาก เยว่หลานก็รู้สึกแสบจมูกขึ้นมาทันที จนน้ำตาเกือบจะไหลออกมาแล้วด้วยซ้ำ
เขาทราบมาโดยตลอดว่าอาซินเชี่ยวชาญในด้านการทำอาหารและฝีมือก็ดีมากอีกด้วย ตอนพวกเขาสองคนคบหากัน อาซินเคยทำอาหารให้เขากินสองสามครา เรื่องนี้เป็นหนึ่งในสาเหตุที่เขาอยากคบหากับอาซินในเวลานั้น เห็น ๆ กันอยู่ว่าเป็นคุณหนูผู้หนึ่ง แต่กลับยอมล้างมือเข้าครัวทำอาหารให้เขา แล้วจะไม่ให้เขาหวั่นไหวกับความจริงใจเช่นนี้ได้อย่างไร ?
เดิมทีเขาคิดว่าชาตินี้ตนเองคงจะไม่มีโอกาสได้ทานอาหารฝีมือนางอีกแล้ว
ตอนนี้เมื่อได้ทานอีกครา รสชาติแสนคุ้นเคยทำให้เขานึกถึงเหตุการณ์ในอดีตที่เขาไม่กล้านึกถึงมันเท่าใดนัก
ภรรยาของเขา ทนทุกข์ทรมานเพื่อเขามากจริง ๆ
อาซินกับยายอู๋ไม่รู้ว่าเขากำลังคิดอันใดอยู่ เมื่อเห็นว่าเขาราวกับจะร้องไห้ จึงคิดว่าเขาคงนึกถึงเรื่องในอดีต ส่วนจะเป็นเรื่องอันใดนั้น ? คาดว่าเขาคงนึกถึงช่วงที่ครอบครัวของตนเองยังไม่ตกต่ำ
คุณชายที่ถูกประคบประหงมมาตั้งแต่ยังเยาว์ กลับตกต่ำจนต้องกินอาหารหยาบ ๆ เช่นนี้ บางทีตลอดหลายปีที่ผ่านมา เขาคงจะลำบากไม่น้อย
ยายอู๋คีบอาหารใส่ชามของเยว่หลานไม่หยุด “เด็กดี กินเยอะ ๆ หน่อย ไม่ต้องเกรงใจ ต่อไปก็คิดเสียว่าที่นี่คือบ้านของเจ้า”
เยว่หลานเงยหน้าขึ้น แล้วกล่าวขอบคุณยายอู๋ จากนั้นก็หันไปมองอาซิน
เขาไม่อาจกลั้นน้ำตาได้จริง ๆ ทันใดนั้นหยดน้ำตาก็เริ่มพรั่งพรูลงมา
อาซินรู้สึกปวดใจมากยิ่งนัก นางเกือบจะเผลอเอื้อมมือไปเช็ดน้ำตาให้เขาแล้วด้วยซ้ำ ทว่าโชคดีที่นางยังมีสติหลงเหลืออยู่
เมื่อเห็นท่าทางน่าสงสารของเยว่หลาน ยายอู๋ก็อดไม่ได้ที่จะถอนหายใจออกมา เด็กคนนี้ต้องเผชิญกับความลำบากมามากเพียงใดกัน
แต่พวกนางกลับไม่รู้ว่า คนที่กำลังลำบากจริง ๆ คือหยิ่งอีที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามต่างหาก
เขาแทบจะเอาหัวมุดลงไปในชามข้าวแล้วด้วยซ้ำ
ข้าไปสร้างเวรสร้างกรรมแบบใดมากันแน่ ถึงต้องมาทำภารกิจนี้
น้ำตาขององค์จักรพรรดิ เป็นสิ่งที่องครักษ์เงาอย่างเขาสามารถเห็นได้อย่างนั้นหรือ ?
แล้วยังมีอาหารเหล่านี้อีก ว่าที่จักรพรรดินีลงมือทำด้วยตนเอง องครักษ์เงาอย่างเขาสามารถกินได้หรือ ?
ที่เขากินอยู่คืออาหารหรือ ?
หรือเป็นยันต์คร่าชีวิตกัน !
ในขณะที่เขากำลังครุ่นคิดอยู่นั้น ยายอู๋ก็ได้คีบอาหารใส่ชามให้เขา “เจ้าอย่ามัวแต่กินข้าว กินกับข้าวด้วย”
องครักษ์เงา ‘…ท่านยาย ขอบคุณในความหวังดีของท่าน แต่ข้าน้อยไม่คู่ควร ! ’
ทั้ง 4 คนกินอาหารมื้อนี้กันอย่างออกรส
หลังจากกินมื้อค่ำเสร็จแล้ว เยว่หลานจึงเอ่ยกับยายอู๋อย่างหน้าด้าน ๆ ว่า “อาม่า ตอนนี้ข้ากับหยิ่งอียังไม่มีที่อยู่เป็นหลักเป็นแหล่ง เมื่อครู่ได้ยินอาซินบอกว่านอกหมู่บ้านมีบ้านเล็ก ๆ อยู่หนึ่งหลัง ซึ่งสามารถเข้าไปอยู่ได้ ข้ากับหยิ่งอีไม่ค่อยคุ้นเคยกับพื้นที่ ดังนั้นให้อาซินช่วยนำทางพวกเราหน่อยได้หรือไม่ขอรับ ? อีกประเดี๋ยวพอไปถึงแล้ว ข้าจะเดินกลับมาส่งอาซินเองขอรับ”
ยายอู๋คิดว่าเรื่องนี้ดูไม่ค่อยเหมาะสม แม้ว่าเยว่หลานจะเป็นคนช่วยชีวิตอาซินเอาไว้ ทว่าท้ายที่สุดเขาก็เป็นบุรุษผู้หนึ่ง นอกจากนี้ยังมีหยิ่งอีอีกคน หากให้อาซินออกไปกับพวกเขายามราตรีเช่นนี้ แล้วผู้อื่นทราบเข้า พวกเขาจะต้องนำเรื่องนี้ไปนินทาอย่างแน่นอน
ทว่าดวงตาของนางไม่ค่อยดีเท่าใดนัก ยามราตรีจะมองเห็นอันใดได้ไม่ค่อยชัด ดังนั้นหากให้นางนำทางคงจะแย่กว่าเก่า
แน่นอนว่าเยว่หลานทราบถึงปัญหานี้ดี ดังนั้นเขาถึงจงใจขอออกมาตรง ๆ เขาคิดว่ายายอู๋จะต้องไม่มีเหตุผลมาปฏิเสธอย่างแน่นอน
แต่ผู้ใดจะไปคาดคิดว่ายายอู๋จะลุกขึ้นยืนแล้วเดินออกไปนอกบ้าน จากนั้นก็ตะโกนไปทางหมู่บ้าน “อาจ้วง อาจ้วง เจ้ามาหาข้าหน่อย”