หลินหร่วน : สาวน้อยพลังซอมบี้ - ตอนที่ 1110 เหมือนจะมีคู่แข่ง
ตอนที่ 1110 เหมือนจะมีคู่แข่ง
“อาม่า ท่านเรียกข้าหรือ ? ”
เพียงไม่นานก็มีเด็กหนุ่มอายุราวสิบสามสิบสี่ปีผู้หนึ่ง ปรากฏตัวหน้าบ้านยายอู๋
ยายอู๋เอ่ยออกมาว่า “บ้านข้ามีแขกมาเยือนสองคน เจ้าไปเรียกสหายมาอีกสองคน แล้วพาพวกเขาไปส่งที่บ้านพักริมชายหาดหน่อยเถิด”
อาจ้วงเหลือบมองเยว่หลานกับหยิ่งอีตามคำเอ่ยของยายอู๋ เขามองสำรวจทั้งสองอยู่พักใหญ่ ก่อนจะตอบรับยายอู๋ว่า “ได้ขอรับ ข้าจะไปเรียกคนมาเพิ่มประเดี๋ยวนี้”
หลังจากเอ่ยจบ อาจ้วงก็เดินหายเข้าไปในความมืดทันที
ยายอู๋หันหน้าไปมองเยว่หลานพร้อมด้วยรอยยิ้ม “อีกประเดี๋ยวให้พวกอาจ้วงไปส่งพวกเจ้า แบบนี้พวกเจ้าก็ไม่จำเป็นต้องเดินกลับมาส่งอาซินอีกรอบแล้ว”
แม้ว่าแผนการของเยว่หลานจะล้มเหลว แต่เขาก็ยังแสร้งพยักหน้าด้วยความดีใจ “อาม่าจัดการได้ถูกต้องแล้วขอรับ”
หยิ่งอีแสดงสีหน้าเรียบนิ่ง แต่กลับมุ่ยปากในใจ นับวันปากขององค์จักรพรรดิเริ่มไม่ตรงกับใจมากขึ้นเรื่อย ๆ แล้ว
อาจ้วงจัดการเรื่องต่าง ๆ ได้อย่างรวดเร็ว เพียงไม่นานเขาก็พาสหายที่มีอายุไล่เลี่ยกันสองคนมาที่บ้านยายอู๋อีกครา
“ไปกันเถิด”
เยว่หลานบอกลายายอู๋ แล้วหันไปเอ่ยกับอาซินว่า “ยามราตรีปิดประตูบ้านให้ดีล่ะ ไม่ว่าจะมีเสียงอันใด ก็ห้ามลุกขึ้นมาเปิดประตูเด็ดขาด ข้ากลัวว่าคนตระกูลหวังจะไม่ยอมเลิกรา แล้ววิ่งมาหาเรื่องเจ้าอีก”
เดิมทีเพียงอยากกำชับไม่กี่ประโยคเท่านั้น แต่หลังจากเอ่ยออกไปเช่นนั้นแล้ว เยว่หลานกลับเริ่มรู้สึกไม่วางใจขึ้นมา
หากตระกูลหวังวิ่งมาหาเรื่องกลางดึกจริง ๆ จะทำอย่างไร ?
อาซินตอบกลับด้วยรอยยิ้มว่า “ข้าเข้าใจแล้วเจ้าค่ะ พี่เยว่ นี่ก็ดึกมากแล้ว พวกท่านรีบไปกันเถิด บ้านหลังนั้นไม่มีคนอยู่อาศัยมาพักหนึ่งแล้ว พวกท่านทำความสะอาดให้พอนอนได้ไปก่อน แล้วประเดี๋ยวพรุ่งนี้ข้ากับอาม่าจะไปช่วยทำความสะอาดให้อีกครา”
เยว่หลานคิดว่าคำเอ่ยเช่นนี้เหมือนกับคำเอ่ยที่ภรรยาบอกให้สามีดูแลตนเองไม่มีผิด ดังนั้นเขาจึงรู้สึกมีความสุขมากยิ่งนัก
อาจ้วงเอ่ยกระตุ้นอยู่ข้าง ๆ ว่า “เร็วหน่อยได้หรือไม่ ? ข้ายังต้องรีบกลับบ้านนะ”
เมื่อเยว่หลานรับรู้ได้ถึงความไม่พอใจในน้ำเสียง เขาก็อดที่จะเลิกคิ้วขึ้นไม่ได้
เหมือนว่าเจ้าเด็กนี่จะไม่ค่อยชอบเขาสักเท่าใดนัก เพิ่งเคยพบกันคราแรก ทั้งยังไม่เคยสนทนากันแม้แต่คำเดียว แต่เหตุใดถึงเหม็นขี้หน้าเขาล่ะ ?
ต้องมีบางอย่างแน่นอน
เยว่หลานพาหยิ่งอีออกมาจากบ้านยายอู๋ มุ่งหน้าสู่บ้านหลังเล็กแห่งนั้น
ระหว่างทาง เยว่หลานกับหยิ่งอีไม่ได้สนทนากันแม้แต่คำเดียว กลับกันทางฝั่งของพวกอาจ้วงดูคึกคักยิ่งกว่า
“อาจ้วง พี่ชายของเจ้าจะกลับมาเมื่อใด ? เขาเป็นนายพรานที่เก่งกาจที่สุดในหมู่บ้านของเราเชียวนะ ครานี้ขึ้นเขาไปนานเพียงนี้ จะต้องล่าสัตว์ได้ไม่น้อยเป็นแน่เลยใช่หรือไม่ ? ”
อาจ้วงเอ่ยเสียงดังด้วยความภาคภูมิใจว่า “นั่นมันแน่นอนอยู่แล้ว ไม่แน่ครานี้พี่ชายของข้าอาจจะล่าเสือกลับมาด้วยก็ได้ ! ”
“ไอหยา…เสือหนึ่งตัวแลกเงินได้เท่าใดหรือ ? ”
อาจ้วงยังคงเอ่ยด้วยน้ำเสียงภาคภูมิใจว่า “เรื่องนี้ข้าไม่รู้จริง ๆ แต่จะต้องได้เงินจำนวนมากอย่างแน่นอน ท่านพี่กล่าวว่า…หากเขากลับมาเมื่อใด เขาจะไปสู่ขอพี่อาซินกับยายอู๋ ท่านพี่อยากแต่งงานกับพี่อาซิน ที่ขึ้นเขาครานี้ก็เพื่อหาเงินค่าสินสอด พี่ชายของข้าร้ายกาจเพียงนั้น พี่อาซินจะต้องยอมตกลงแต่งงานกับพี่ชายของข้าอย่างแน่นอน”
หลังจากเอ่ยจบ อาจ้วงจงใจหันหน้าไปมองเยว่หลานกับหยิ่งอี…
เขาไม่รู้ว่าสองคนนี้มีที่มาที่ไปอย่างไร แต่หลังจากมองดูแล้ว พวกเขาจะต้องไม่ธรรมดาอย่างแน่นอน สองคนนี้ดูไม่เหมือนคนในหมู่บ้านชาวประมงของพวกเขาเลยสักนิด อีกทั้งชายหนุ่มผู้นั้นยังขาวกว่าสตรีเสียอีก สายตาที่เขามองพี่อาซินยังดูน่าขยะแขยงมากอีกด้วย !
ดังนั้นเขาจำต้องเตือนสองคนนี้หน่อย ว่าพี่อาซินเป็นสตรีที่พี่ชายของเขาชื่นชอบ ห้ามพวกเขาคิดอันใดชั่ว ๆ เด็ดขาด !
เยว่หลานคิดว่าเรื่องนี้น่าขันยิ่งนัก
คาดไม่ถึงว่าจะมีคนอยากแย่งภรรยาของเขามากมายเพียงนี้ ก่อนหน้านี้แม่สื่อกลุ่มหนึ่งแทบจะเหยียบธรณีประตูบ้านยายอู๋จนแบน ต่อมายังมีคนคิดจะทำลายชื่อเสียงของนางให้เสื่อมเสีย ตอนนี้ยังมีเด็กผู้หนึ่งมาประกาศอ้างสิทธิ์กับเขาอีก
น่าสนใจใช้ได้
เขาไม่รู้ว่าพี่ชายของอาจ้วงผู้นี้มีหน้าตาอย่างไร แล้วภรรยาของเขาคิดอย่างไรกับพี่ชายของอาจ้วง
แต่ช่างเถิด ตอนนี้เขาอยู่ที่นี่แล้ว ต่อไปไม่ว่าจะภายในใจหรือในสายตาของภรรยา นางจะต้องมีเขาเพียงคนเดียวเท่านั้น
ส่วนหมาแมวตัวอื่น ไสหัวไปกินอาหารหมาอาหารแมวเสียเถิด !
เมื่ออาจ้วงเห็นว่าเยว่หลานเมินเขาโดยสิ้นเชิง เขาจึงไม่รู้ว่าควรทำอย่างไรต่อไปดี เจ้าหน้าขาวนี่เป็นอันใดกับยายอู๋กันแน่นะ ? ก่อนหน้านี้เขาทำตัวเหมือนเป็นห่วงพี่อาซินมาก แต่ตอนนี้ราวกับไม่ได้สนใจอย่างไรอย่างนั้น
หากเยว่หลานทราบถึงความคิดภายในใจของอาจ้วง เขาคงจะหัวเราะออกมา แล้วเอ่ยว่า…เจ้าเด็กน้อย แค่ละครเล็ก ๆ ฉากหนึ่ง พวกเด็กสาวคงจะหลงเชื่ออยู่หรอก แต่เขาเป็นถึงองค์จักรพรรดิแห่งแคว้นเป่ยตี้ หากกลัวคำเอ่ยแค่ไม่กี่ประโยคของเขา เช่นนั้นจะปกครองแคว้นให้สงบสุขได้อย่างไร !
อย่าว่าแต่พี่ชายของเจ้ายังไม่กลับมาเลย แม้ว่าเขาจะกลับมาแล้ว และท้าสู้ตัวต่อตัวกับข้า เขาก็ไม่มีทางชนะ
เพียงไม่นาน พวกเขาก็มาถึงบ้านหลังนั้น
อาจ้วงขี้เกียจนำทางต่อ ดังนั้นจึงทิ้งเยว่หลานกับหยิ่งอีไว้ที่เชิงเขา “บ้านอยู่ข้างบนนั้น พวกเจ้าขึ้นไปเองก็แล้วกัน”
เยว่หลานไม่ได้สนใจเขา เพียงสาวเท้าขึ้นไปบนเขาอย่างเงียบ ๆ เท่านั้น
หยิ่งอีขอบคุณพวกอาจ้วง จากนั้นก็รีบเดินตามหลังเยว่หลานไปทันที
แต่ก่อนบ้านหลังนี้ทรุดโทรมเป็นอย่างมาก แต่หลังจากหลินหร่วนเข้ามาพักอาศัย เซียวจิ่งเฉินจึงให้คนซ่อมแซมบ้านหลังนี้ จากนั้นก็จัดระเบียบต่าง ๆ ให้เรียบร้อย
เป็นอย่างที่อาซินเอ่ยเอาไว้ หากไม่ได้เป็นเพราะที่นี่อยู่ห่างไกลจนเกินไป จะต้องมีคนมาอยู่ที่บ้านหลังนี้อย่างแน่นอน
ตอนเฟยซุ่ยย้ายออกไป นางได้ยกเครื่องเรือนทุกอย่างให้กับชาวบ้าน ตอนนี้ภายในบ้านจึงโล่งยิ่งนัก ไม่มีอันใดเลยสักอย่าง
หยิ่งอีรีบจัดสถานที่เพื่อให้เยว่หลานได้พักผ่อน
เยว่หลานนั่งลงบนพื้นด้วย่ทาทีสบาย ๆ แล้วเอ่ยกับหยิ่งอีว่า “เจ้าจงไปบ้านของเจ้าหวังต้าขุยผู้นั้น แล้วสร้างเรื่องให้ข้าหน่อย ให้พวกมันไม่มีเวลามาหาเรื่องอาซินของข้าอีก”
หยิ่งอีรับคำสั่ง “พ่ะย่ะค่ะ ! ”
หลังจากเอ่ยจบ หยิ่งอีก็ใช้วิชาตัวเบาพุ่งออกไป เพียงไม่นานก็ไม่เห็นเงาคนแล้ว
เยว่หลานอารมณ์ดีใช้ได้ หลังจากเขาล้มตัวลงนอนกับพื้น ลมทะเลก็พัดโชยเข้ามากระทบกับร่างของเขา ในขณะที่นอนฟังเสียงคลื่น เหม่อมองเพดาน เขาก็พลันคิดถึงภรรยาของตนเองขึ้นมา จากนั้นก็กระตุกยิ้มขึ้น
ตอนหยิ่งอีกลับมาอีกครา พบว่าฝ่าบาทบรรทมเรียบร้อยแล้ว
ดังนั้นเขาจึงหาเสื้อไปคลุมให้ฝ่าบาท แต่ยังคงกลัวว่าฝ่าบาทจะหนาว ดังนั้นหยิ่งอีจึงรีบก่อกองไฟขึ้นข้าง ๆ ฝ่าบาทอีกหนึ่งกอง
พอเยว่หลานตื่นขึ้นมาอีกครา ท้องนภาก็สว่างโร่แล้ว
การนอนอยู่บนก้อนหินไม่ได้ทำให้รู้สึกดีเท่าใดนัก แต่ราวกับเยว่หลานไม่ได้รับผลกระทบเลยสักนิด เขาลุกขึ้นยืดเส้นยืดสาย จากนั้นก็ออกไปเดินเล่นที่ริมชายหาด เพื่อเก็บพวกกุ้งหอยปูปลาเตรียมนำกลับมาย่าง
ตอนนี้น้ำทะเลลงพอดี เขาจึงเก็บของทะเลได้ไม่น้อย เพียงไม่นานเขากับหยิ่งอีก็เก็บมาได้เป็นกอง
พวกเขานำของทะเลที่เก็บมาได้กลับบ้าน จากนั้นก็เริ่มลงมือทำมื้อเช้า
เมื่อชาติก่อนเยว่หลานโดดเด่นหลายด้าน ทว่าเขาไม่ถนัดทำอาหารมากจริง ๆ
หยิ่งอีก็ไม่ต่างอันใดจากเขา มือทั้งสองข้างของหยิ่งอีตัดศีรษะมนุษย์ได้ราวกับหั่นผัก แต่พอให้ทำอาหาร เขากลับทำไม่ได้
ดังนั้นทั้งสองคนจึงตัดสินใจนำเอาเนื้อสัตว์มาย่างกินง่าย ๆ
เพียงก่อกองไฟขึ้นมาหนึ่งกอง จากนั้นก็นำเอาวัตถุดิบไปเสียบไม้ย่าง
หลังจากทั้งสองหัวหมุนอยู่หลังเรือนกันค่อนวัน ท้ายที่สุดของทะเลที่พวกเขาย่างออกมาล้วนเป็นสีดำสนิททั้งหมด