หลินหร่วน : สาวน้อยพลังซอมบี้ - ตอนที่ 1114 ปลาหนีชิวดำ
ตอนที่ 1114 ปลาหนีชิวดำ
เยว่หลานย้ายเครื่องครัวที่เพิ่งซื้อมาใหม่ทั้งหมดไปยังบ้านของยายอู๋
แต่เมื่อมาถึงแล้ว เยว่หลานกลับไม่ค่อยสบอารมณ์เท่าใดนัก
เจ้าปลาหนีชิวดำที่ช่วยกำจัดวัชพืชอยู่นอกบ้านยายอู๋คือผู้ใดกัน !
ในขณะที่เขากำลังสงสัย เสียงของอาจ้วงก็ดังขึ้นมาจากในบ้าน “พี่อาซิน นี่เป็นขนจิ้งจอกที่พี่ชายของข้าตั้งใจล่ามาให้ท่านเลยนะขอรับ ท่านดูสิ งดงามมากใช่หรือไม่ ? พอท่านพี่ของข้ากลับมาแล้ว ได้ยินว่ามีคนหมู่บ้านอื่นถูกงูพิษกัดตาย เขาก็รีบถือจอบมาเลยนะขอรับ”
ครานี้เยว่หลานถึงได้ทราบว่าเจ้าปลาหนีชิวดำนี่เป็นผู้ใด
เขาคือพี่ชายของอาจ้วงนั่นเอง !
ที่แท้เขาก็มีรูปร่างหน้าตาแบบนี้นี่เอง ดำจนมองเห็นแค่ตาขาว ทั้งยังกำยำเหมือนบุรุษในยุคโบราณ หากเจอยามราตรี ภรรยาของเขาจะตกใจหรือไม่ ?
ปลาหนีชิวดำ อ่า…ไม่สิ เขาคืออาเมิ่งต่างหาก อาเมิ่งพบว่ามีคนกำลังมองเขาอยู่ ดังนั้นเขาจึงรีบหันหน้ากลับไปมองทันที
เจ้าหน้าขาว ?
ตอนที่เขากลับมา อาจ้วงบอกกับเขาว่า…มีชายหนุ่มสองคนมาที่บ้านอาซิน เจ้าหน้าขาวหนึ่งในนั้นดูเหมือนจะคิดไม่ดีกับอาซิน
เป็นเจ้าหมอนี่เองสินะ
อาเมิ่งมองสำรวจเยว่หลานด้วยความเหยียดหยาม แขนขาเล็ก ๆ นี่จะทำอันใดได้ ?
สภาพแบบนี้ ยังคิดจะแย่งอาซินกับเขาอย่างนั้นหรือ ?
ฝันไปเถิด !
ต่อจากนั้นอาเมิ่งก็ดึงสายตากลับมา แล้วกำจัดวัชพืชต่อ ในเวลานี้เขาจงใจโชว์กล้ามของตนเองเพื่อแสดงความเป็นชาย
เยว่หลานมุมปากกระตุก สมองของเจ้าปลาหนีชิวดำนี่มีปัญหาสินะ ? สภาพเหมือนลิงชิมแปนซีกำลังตากแดด ทำให้ผู้ที่พบเห็นรู้สึกขยะแขยง
เนื่องจากเยว่หลานขี้เกียจจะสนใจ ดังนั้นเขาเลยแบกของเข้าไปในบ้าน
ตอนนี้อาซินกำลังรับมือกับอาจ้วงด้วยความกระอักกระอ่วน นางไม่ใช่คนโง่ ไหนเลยจะมองไม่ออกว่าอาเมิ่งกับอาจ้วงมีเจตนาอันใด ?
แม้ว่าทั้งสองบ้านจะอยู่ใกล้กัน ทว่าก่อนหน้านี้นางไม่รู้มาก่อนว่าอาเมิ่งคิดกับนางแบบนี้ อาเมิ่งไม่ค่อยอยู่ติดบ้านเท่าใดนัก ดังนั้นนางจึงไม่สนิทสนมกับเขา กระทั่งรู้สึกกลัวเขาด้วยซ้ำ
อาเมิ่งสูงกว่านางเกือบสองเท่า ทั้งดำทั้งกำยำ ทำให้คนที่พบเห็นรู้สึกหวาดกลัว
ตอนนี้หลังจากทราบความคิดของอาเมิ่ง นางก็ตกใจจนทำอันใดไม่ถูก
หากนางปฏิเสธเขา เขาจะลงไม้ลงมือกับนางหรือไม่ ? หวังต้าขุยผู้นั้น นางยังสู้ไม่ได้เลย เกรงว่าอาเมิ่งผู้นี้แค่ใช้ฝ่ามือเดียวก็คงเอาชีวิตของนางได้แล้ว
อาซินรู้สึกกระวนกระวายใจมากยิ่งนัก เมื่อนางเห็นเยว่หลานแบกข้าวของเข้ามาในบ้าน นางจึงรีบลุกไปต้อนรับทันที “พี่เยว่ เหตุใดท่านถึงขนมาเยอะเพียงนี้เล่าเจ้าคะ ? ”
เมื่อเยว่หลานเห็นท่าทีของนาง จึงฉีกยิ้มหน้าบานทันใด “หยิ่งอีไปซื้อกระเบื้องมาปูหลังคา แล้วอาม่าเล่า ? ”
หากยายอู๋อยู่บ้าน อาซินคงไม่รู้สึกอึดอัดเพียงนี้
“อาม่าถูกท่านน้าผู้หนึ่งเรียกไปช่วยงานในหมู่บ้านเจ้าค่ะ”
เยว่หลานเดาถูกจริง ๆ ดังนั้นเขาจึงหัวเราะออกมาเบา ๆ แล้วเอ่ยว่า “เจ้านำเอาเครื่องครัวไปเก็บก่อนเถิด ประเดี๋ยวข้าจะไปช่วยตัดหญ้า”
เมื่อในบ้านมีคนมาเพิ่มแล้ว อาซินจึงไม่รู้สึกอึดอัดเหมือนเมื่อครู่อีกต่อไป
เมื่อเห็นว่าตนเองเป็นที่พึ่งให้กับอาซินได้ เยว่หลานจึงรู้สึกดียิ่งกว่าอะไร !
เยว่หลานพับแขนเสื้อขึ้น หยิบเคียว จากนั้นก็เริ่มย่อตัวลงไปตัดหญ้า
แม้ว่ายายอู๋กับอาซินจะไม่ใช่คนขี้เกียจ ทว่าในฤดูกาลนี้วัชพืชจะเติบโตเร็วเป็นพิเศษ ก่อนหน้านี้ไม่เคยได้ยินว่ามีงูเลื้อยเข้ามาวางไข่ในบ้านมาก่อน ดังนั้นจึงปล่อยให้มีหญ้ารอบ ๆ บ้านไม่น้อย
แม้ว่าเยว่หลานจะใช้ชีวิตมาสองชาติแล้ว แต่เขาไม่เคยทำงานแบบนี้มาก่อน เพียงไม่นานเหงื่อก็อาบไปทั่วทั้งร่าง ทั้งยังเกือบทำให้ตนเองบาดเจ็บ เพราะเกี่ยวหญ้าผิดทาง
ทันใดนั้นเสียงหัวเราะของอาเมิ่งก็ดังขึ้นมา “เป็นดั่งดอกไม้ในแจกัน แม้จะงดงามแต่กลับไร้ประโยชน์ ! ”
เยว่หลานไม่ชายตามองเขาเลยสักนิด หากต้องมาถกเถียงกับคนป่าคนหนึ่ง เขาไม่คิดว่าจะมีประโยชน์อันใด
สิ่งที่สำคัญที่สุดคือภรรยาของเขาไม่ชอบเจ้าปลาหนีชิวดำนั่นเลยสักนิด ดังนั้นเขาไม่จำเป็นต้องหึงหวงอันใด
อาเมิ่งเห็นว่าเยว่หลานเมินเฉยต่อเขา เขาจึงเดินดุ่ม ๆ เข้ามาพร้อมกับจอบด้วยสีหน้าไม่พอใจ ก่อนจะเหยียบลงตรงหญ้าที่เยว่หลานกำลังจะตัด
“เจ้าหน้าขาว ข้าเอ่ยกับเจ้าอยู่นะ เจ้าหูหนวกหรืออย่างไร ? ”
เยว่หลานขี้เกียจสนใจเขา ดังนั้นจึงหันหน้าไปตัดหญ้าอีกทาง
เมื่ออาเมิ่งเห็นเขาเป็นแบบนั้น จึงตามไปขวางอีกรอบ แต่พอเห็นว่าเขากำลังจะหมุนตัวไปตัดหญ้าอีกทาง เจ้าหมอนั่นจึงเข้ามากระชากคอเสื้อของตน แล้วยกร่างขึ้นมา
เดิมทีเยว่หลานคิดจะระเบิดโทสะ เขาเป็นถึงองค์จักรพรรดิแห่งแคว้นเป่ยตี้ แต่กลับถูกเจ้าปลาหนีชิวดำปฏิบัติเช่นนี้ มันช่างหยามเกียรติกันยิ่งนัก
ตลอดหลายปีที่ผ่านมา เขาได้ฝึกฝนศิลปะการต่อสู้มาบ้าง แม้ว่าจะยังห่างไกลจากหยิ่งอีหลายหมื่นลี้ แต่หากสู้กับชาวบ้านธรรมดาทั่วไปแล้ว เขาคนเดียวสามารถสู้ได้ถึง 8 คน
แต่ในขณะที่เขากำลังจะลงมือสั่งสอนเจ้าปลาหนีชิวดำ ก็พลันได้ยินเสียงฝีเท้าดังขึ้น เขาจึงแสร้งทำเป็นอ่อนแอ ร่างกายกวัดแกว่งไปมาตามแรงของอาเมิ่ง หากผู้ใดมาเหตุการณ์ คงรู้สึกว่าเขากำลังถูกรังแกแต่ไม่มีแรงสู้ !
อาเมิ่งมีนิสัยเหมือนชื่อ เขาชอบใช้อารมณ์และพละกำลัง เมื่อเห็นว่าเยว่หลานอ่อนแอราวกับลูกไก่ในกำมือ เขาจึงรู้สึกดูถูกยิ่งกว่าเดิม เขายกร่างเยว่หลานจนเท้าลอยเหนือพื้นราวกับกำลังจับคอไก่ พร้อมกัดฟันขู่ว่า “เจ้าหน้าขาว ข้าขอเตือนเจ้าเอาไว้เลยนะ ไม่ว่าเจ้าจะคิดอันใดอยู่ ก็ไสหัวออกไปจากหมู่บ้านชาวประมงเสีย ! อาซินเป็นคนที่ข้าชอบ ไม่ว่าช้าหรือเร็ว ข้าก็จะแต่งนางเข้าบ้านอยู่ดี หากเจ้ากล้าคิดไม่ดีต่อนาง ข้าหักคอเจ้าเป็นแน่ ! ”
เดิมทีอาซินยกน้ำมาให้พวกเขา ทว่าผลลัพธ์กลับมาเห็นภาพนี้เข้าพอดี ทำให้ถ้วยในมือร่วงหล่นลงสู่พื้นด้วยความตกใจ “หยุดประเดี๋ยวนี้ ! ”
อาเมิ่งเป็นเพียงแค่นายพรานธรรมดา ๆ ผู้หนึ่ง การรับรู้ทางการได้ยินไม่ได้ดีเท่าคนที่ฝึกมา หลังจากได้ยินเสียงของอาซิน เขาถึงได้รู้ว่านางเดินมาทางนี้ พอคิดว่านางเห็นการกระทำของตนเมื่อครู่ อาเมิ่งจึงรีบปล่อยมือออกจากเยว่หลานทันที
อาซินรีบเดินเข้าไปขวางระหว่างกลางของพวกเขา จากนั้นก็อ้าแขนออกเพื่อปกป้องเยว่หลานเอาไว้ข้างหลัง แล้วเอ่ยด้วยสีหน้าเคร่งขรึมว่า “อาเมิ่ง เจ้าคิดจะทำอันใด ? ! เจ้าทำแบบนี้กับพี่เยว่ได้อย่างไร ! ”
เด็กคนนี้ไร้เดียงสามากจริง ๆ แม้ว่าตนเองจะหวาดกลัวอาเมิ่ง แต่ก็เป็นห่วงว่าเยว่หลานจะเสียเปรียบ ทั้ง ๆ ที่เยว่หลานเพิ่งช่วยตนเองจากหวังต้าขุยเมื่อไม่กี่วันก่อน ทั้งยังเป็นคนฆ่าหวังต้าขุยอีกด้วย
พออาเมิ่งเห็นท่าทีของอาซิน เขาก็ประหม่าจนเอ่ยไม่ได้ศัพท์ “อะ…อาซิน จะ…เจ้าเข้าใจผิดแล้ว ข้าไม่ได้ทำอันใดเขา ขะ…ข้า…แค่เตือนเขาว่าอย่าทำเรื่องเลว ๆ เท่านั้น”
อาซินยังคงปั้นหน้าเคร่งขรึม “พี่เยว่เป็นคนดี แล้วเขาจะทำเรื่องเลว ๆ ได้อย่างไร ! อาเมิ่ง เจ้าไม่ต้องช่วยถางหญ้าบ้านข้าแล้ว เจ้ารีบกลับไปเถิด ข้าไม่อยากให้คนในหมู่บ้านนินทา”
ก่อนหน้านี้นางอยากปฏิเสธความช่วยเหลือของอาเมิ่ง ทว่าอาจ้วงคอยขวางเอาไว้ ทำให้นางหาโอกาสปฏิเสธไม่ได้สักที
หลังจากอาเมิ่งได้ยินนางเอ่ยเช่นนั้น เขาถึงเพิ่งรู้ตัวว่าตนเองทำเสียเรื่อง ดังนั้นจึงรีบแก้ตัวไปว่า “อาซิน เจ้าอย่าโมโหไปเลย ข้าไม่ได้คิดจะทำร้ายเขาจริง ๆ ข้าแค่คิดว่าเขาอาจจะคิดไม่ดีต่อเจ้า ข้าก็เลย…”
เยว่หลานลุกขึ้นมาจากพื้น หลังจากปัดเศษดินบนร่างออกไปแล้ว ถึงได้เอ่ยขัดออกมาว่า “เจ้าก็เลย…อันใด ? เจ้าเป็นอันใดกับอาซินหรือ ? ไม่ใช่ญาติ ไม่ใช่สหาย แล้วจะยื่นมือเข้ามายุ่งไปเพื่ออันใด ? จริงสิ ! เมื่อครู่เจ้าบอกว่าในไม่ช้าก็เร็วจะแต่งอาซินเข้าบ้านใช่หรือไม่ ? ไม่ได้มาสู่ขอ ไม่มีสินสอด แต่กลับเอ่ยปากเปล่ามั่วซั่ว นี่เจ้าคิดอันใดอยู่กันแน่ ? หรือคิดจะทำให้อาซินเสื่อมเสียชื่อเสียง แล้วบังคับให้นางแต่งงานด้วย ? ไอหยา…ข้ามองไม่ออกเลยสักนิดว่าคนทึ่มอย่างเจ้าจะมีเล่ห์เหลี่ยมมากถึงเพียงนี้”