หลินหร่วน : สาวน้อยพลังซอมบี้ - ตอนที่ 1117 มิตรภาพอันลึกซึ้ง
ตอนที่ 1117 มิตรภาพอันลึกซึ้ง
เยว่หลานออกเดินทางในคืนนั้นเลย
พวกเขาอยู่ที่แคว้นหนานเจาเป็นเวลาสองวันเต็ม ๆ ดังนั้นไม่ว่าอย่างไรก็ต้องรีบกลับไป
พวกเขาบอกยายอู๋กับอาซินว่าจะขึ้นเขาไปล่าสัตว์ และก่อนจะออกมา ยังขอให้อาซินเตรียมอาหารแห้งให้พวกเขาหนึ่งห่อด้วย
ไหน ๆ ก็เล่นละครแล้ว เช่นนั้นก็ต้องเล่นให้สุดใช่หรือไม่เล่า ขึ้นเขาตั้งหลายวัน แล้วจะไม่เอาอาหารไปด้วยได้อย่างไร ?
สองนายบ่าวหอบอาหารแห้งบินไปยังหลิงหนานของราชวงศ์ต้าโจว
หลินหร่วนถูกเซียวจิ่งเฉินปลุกให้ตื่นจากความฝัน ตอนมาพบเฮ่อเหลียนจวิ้น นางยังคงอ้าปากหาวอย่างต่อเนื่อง ไม่ได้รักษาภาพลักษณ์แต่อย่างใด
เฮ่อเหลียนจวิ้นก็ไม่ได้รังเกียจนางเช่นกัน คนยุคสมัยใหม่ไม่ได้พิถีพิถันถึงเพียงนั้น และเขายังเห็นหลินหร่วนเป็นเหมือนพี่น้องที่เคยร่วมเป็นร่วมตายด้วยกันมา ดังนั้นในสายตาของเขา หลินหร่วนยังจะหลงเหลือภาพลักษณ์อันใดอีกเล่า ในเมื่อหลินหร่วนสามารถขยี้ตาและหาวต่อหน้าเขาได้ เขาก็สามารถถอดรองเท้าและถุงเท้าต่อหน้านางได้เช่นเดียวกัน
หลินหร่วนลืมตาไม่ขึ้นด้วยซ้ำ ตอนนี้นางยังง่วงอยู่หลายส่วน “เจ้าเป็นโรคหรืออย่างไร ? มาทำอันใดกลางดึกเช่นนี้ ? เจ้าไม่นอน แต่ข้าต้องนอน ! ไม่รู้หรือว่าหากสตรีนอนไม่พอแล้วจะแก่เร็ว ? ”
เฮ่อเหลียนจวิ้นเอ่ยถากถางออกมาว่า “ถึงเจ้าจะแก่จนฟันร่วง เหล่าเซียวของบ้านเจ้าก็ไม่รังเกียจเจ้าหรอก”
เซียวจิ่งเฉินมองเขาด้วยสายตาเย็นชา “แต่ข้าจะอัดคนที่ทำให้ภรรยาของข้าแก่”
เฮ่อเหลียนจวิ้นมุ่ยปาก คิดว่าวรยุทธ์ของตนเองร้ายกาจมากหรืออย่างไร ? !
เอาเถิด ร้ายกาจจริง ๆ นั่นแหละ เพราะเขาสู้ไม่ได้
ด้วยเหตุนี้เขาจึงเริ่มปรึกษากับหลินหร่วนอย่างจริงจังว่า “สหาย ข้าขอยืมคนของเจ้าสักสองคนได้หรือไม่ ? ”
หลินหร่วนรีบปฏิเสธทันที “เจ้าเป็นถึงองค์จักรพรรดิ ในมือไม่มีคนเลยหรืออย่างไร ? ”
เฮ่อเหลียนจวิ้นค่อนข้างเหนื่อยหน่าย “คนน่ะมีอยู่แล้ว ทว่าพวกเขาอยู่ไกลจนเกินไป ข้าอยากยืมคนจากเจ้าไปคอยดูแลเมี่ยวซิน เจ้าคงไม่รู้ว่าช่วงนี้เกิดอันใดขึ้นกับนางบ้าง”
เขาไม่อยากปิดบังหลินหร่วน ดังนั้นจึงเล่าเรื่องที่เจ้าหวังต้าขุยผู้นั้นทำกับเมี่ยวซินให้หลินหร่วนฟังทั้งหมด ตอนนี้หลินหร่วนตื่นเต็มตาแล้ว “เมี่ยวซินไม่ได้เป็นอันใดมากใช่หรือไม่ ? ”
เฮ่อเหลียนจวิ้นส่ายหน้า “โชคดีที่ข้าไปทัน หากไปช้าอีกนิด ข้าไม่อยากนึกถึงผลลัพธ์ที่ตามมาจริง ๆ ”
หลินหร่วนตบหน้าอกพลางเอ่ยว่า “ข้าคิดเพียงว่าสังคมในหมู่บ้านชาวประมงเรียบง่าย ทว่าไม่ได้คิดถึงคนหมู่บ้านอื่น เจ้าต้องการกี่คน ? ”
เฮ่อเหลียนจวิ้นชูสองนิ้ว “สองคน เฟยซุ่ยกับเฟยฮวาก็แล้วกัน”
เฟยฮวาเป็นชาวยุทธ์ฝีมือดีที่หลินหร่วนชุบเลี้ยงมาในช่วงสองปีนี้ วันข้างหน้าจะให้นางคอยติดตามเจียวเจียว
หลินหร่วนเค้นเสียงหัวเราะเย็นชา “เจ้าช่างไม่เกรงใจกันเลยจริง ๆ ”
เฮ่อเหลียนจวิ้นยังคงหน้าด้านหน้าทน “แค่ก ๆ พวกเราสองคนไม่ใช่คนนอกสักหน่อย เจ้าวางใจเถิด น้ำใจของเจ้า ข้าจะตอบแทนอย่างแน่นอน อีกอย่างไม่ได้ให้ไปอยู่นานสักหน่อย รอให้ข้ากำจัดปัญหาในแคว้นเป่ยตี้เสร็จเมื่อใด ข้าจะส่งคนคืนให้เจ้าทันที”
หลินหร่วนกลอกตาใส่เขาหนึ่งครา “นับตั้งแต่เจ้ากลับแคว้นเป่ยตี้จนได้ขึ้นครองบัลลังก์ ใช้เวลาถึงห้าหกปีเต็ม ๆ ข้าสงสัยว่าเจ้าอาจจะต้องใช้เวลาอีกห้าหกปีถึงจะกำจัดปัญหาในบ้านของเจ้าได้”
เฮ่อเหลียนจวิ้นถลึงตาใส่นาง แล้วเอ่ยออกมาว่า “เจ้าดูถูกกันเกินไปแล้ว ! ข้าขอเอ่ยไว้ตรงนี้เลย ครึ่งปี…อย่างมากสุดครึ่งปี ข้าจะกำจัดคนเหล่านั้นให้สิ้นซาก ! ”
หลินหร่วนจนปัญญากับเรื่องนี้ ผนวกกับเป็นห่วงตงเมี่ยวซิน ด้วยเหตุนี้นางจึงเรียกเฟยซุ่ยกับเฟยฮวามาพบ “พวกเจ้าไปอยู่ที่หมู่บ้านชาวประมงสักระยะเถิด ภารกิจคือปกป้องตงเมี่ยวซินไม่ให้ผู้ใดมาคุกคาม”
ทั้งสองขานรับอย่างหนักแน่น
หลินหร่วนหาวออกมาอีกสองสามครา ก่อนจะลุกขึ้นเตรียมตัวกลับไปนอนต่ออีกรอบ ทว่าเพิ่งเดินออกมาได้ไม่กี่ก้าว นางก็หันไปมองสำรวจเฮ่อเหลียนจวิ้นตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า “ไม่ได้พบกันหลายปี เจ้าเปลี่ยนไปไม่น้อยเลยนะ”
เฮ่อเหลียนจวิ้นระเบิดเสียงหัวเราะออกมา “ข้านั่งอยู่ตรงนี้ตั้งนาน แต่เจ้ากลับเพิ่งสังเกตเห็นรูปร่างของข้าอย่างนั้นหรือ ? ”
หลินหร่วนรีบเอ่ยออกมาทันใดว่า “เจ้ามีอันใดดูดีกันเล่า ? เอาล่ะ รีบไปเถิด รำคาญจะตายอยู่แล้ว ต่อไปหากมีเรื่องอันใด ให้มายามกลางวัน หากมากลางดึกเช่นนี้อีก ข้าจะไม่เปิดประตูต้อนรับเจ้า ! ”
เฮ่อเหลียนจวิ้นเค้นเสียงดังเฮอะ นี่คือท่าทีที่นางทำกับสหายอย่างนั้นหรือ ?
ในขณะที่มองคนสองคน เอาแต่จ้องกันตาเขม็ง มุมปากของเซียวจิ่งเฉินก็กระตุกขึ้นทันใด
คนที่โดดเดี่ยวอย่างเขา ไม่เข้าใจความสัมพันธ์ฉันมิตรของหลินหร่วนกับเฮ่อเหลียนจวิ้นเลยสักนิด
ทั้งสองไม่ได้พบกันมาตั้งหลายปี พอได้มาเจอหน้ากัน ไม่สร้างบรรยากาศรื่นเริงไม่ว่า แต่กลับเผยท่าทีรังเกียจซึ่งกันและกัน และในขณะเดียวกันก็ยังสนทนากันได้หมดเปลือก
มิตรภาพเช่นนี้ เขาไม่เคยมีมาก่อน ดังนั้นจึงรู้สึกอิจฉาเล็กน้อย
เฮ่อเหลียนจวิ้นอยู่ที่หลิงหนานราวครึ่งชั่วยาม จากนั้นเขาก็รีบเดินทางกลับแคว้นเป่ยตี้
แม้ว่าพรมแดนของทั้งสองแคว้นจะอยู่ติดกัน ทว่าระยะทางก็อยู่ห่างกันไม่น้อย เวลาไม่คอยท่า และอาจมีไม่พอด้วยซ้ำ
ก่อนรุ่งสาง ในที่สุดเฮ่อเหลียนจวิ้นก็กลับมาถึงตำหนักของตนเอง
เมื่อเหล่าข้าหลวงเห็นเขากลับมาจึงพากันคุกเข่าถวายบังคมทันที
รอบตัวเฮ่อเหลียนจวิ้นมีเพียงความเย็นชา ใบหน้ายิ้มแย้มเหมือนก่อนหน้านี้ไม่ปรากฏให้เห็นอีก พอกลับมาถึงพระราชวัง เขาก็ตรงไปยังห้องทรงพระอักษรทันที
ร่างดำทมิฬปรากฏตัวขึ้นในห้องทรงพระอักษรอย่างเงียบ ๆ
“รายงานมา…เกิดอันใดขึ้นในวังช่วงสองวันนี้บ้าง ? ”
ร่างดำทมิฬเดินเข้ามาถวายบังคม แล้วกล่าวรายงานว่า “ลี่ไท่เฟยทราบว่าฝ่าบาทไม่ได้อยู่ในวัง นางส่งคนมาสอบถามหลายคราทว่าไม่สำเร็จ ดังนั้นจึงลอบส่งคนไปสืบหาที่อยู่ของฝ่าบาทภายในวังอย่างลับ ๆ ส่วนทางฝั่งเฉาเซียงกัวส่งคนไปค้นหานอกวังหลวงพ่ะย่ะค่ะ”
“นอกจากนี้ ลี่ไท่เฟยยังรับสตรีผู้หนึ่งเข้ามาในวังพ่ะย่ะค่ะ”
เฮ่อเหลียนจวิ้นยกยิ้มอย่างเยือกเย็น ยังไม่ตัดใจอีกสินะ ?
ตลอดหลายปีมานี้ มารดาผู้ให้กำเนิดพยายามส่งคนมาอยู่ข้างกายเขาหลายคนแล้ว แต่สุดท้ายเขาก็ใช้ข้ออ้างต่าง ๆ นานาไล่ออกไป สตรีเหล่านั้นลี่ไท่เฟยฝึกฝนมาเป็นอย่างดี แน่นอนว่านางคิดจะนำสตรีเหล่านั้นมาควบคุมตน
คาดไม่ถึงว่าลี่ไท่เฟยจะยังใช้วิธีการแบบนี้อยู่อีก
ช่างไร้เดียงสาเสียจริง
แต่ก่อนเขาแค่ไล่คนออกไปเท่านั้น ทว่าตอนนี้ เขาจะทำให้นางรู้ว่าตนเองอำมหิตถึงเพียงใด
หลังจากฟังรายงานเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในวังหลวงช่วงสองวันนี้จากร่างดำทมิฬนั่นจบแล้ว เฮ่อเหลียนจวิ้นจึงขึ้นไปนั่งหลับตาเพื่อผ่อนคลายบนพระที่นั่งชั่วครู่
เมื่อเวลาผ่านไปพอสมควรแล้ว เขาจึงเรียกข้าหลวงมาเปลี่ยนเสื้อผ้าให้ตนเอง เพื่อไปออกว่าราชการ
ตลอดหลายปีมานี้แคว้นเป่ยตี้เงียบสงบ ไม่ได้มีเรื่องใหญ่อันใดเกิดขึ้น แต่เขาก็ไม่กล้าประมาท เนื่องจากคนของเฉาเซียงกัวยังคอยจับจ้องอยู่ หากเขาประมาท อาจจะถูกอีกฝ่ายสังหารเข้าสักวัน
แม้จะขึ้นเป็นองค์จักรพรรดิแห่งแคว้นเป่ยตี้แล้ว แต่ก็ไม่ได้แปลว่าจะสุขสบายไร้กังวล
เฉาเซียงกัวหยั่งรากลึกในแคว้นเป่ยตี้ เขามีกำลังพลและมีอำนาจแข็งแกร่งกว่าองค์จักรพรรดิอย่างเขาไม่น้อย
หากคิดจะถอนรากถอนโคนเฉาเซียงกัว มันไม่ได้ง่ายถึงเพียงนั้น
ตอนออกว่าราชการ เฉาเซียงกัวแสร้งเตือนเขาว่าอย่าละเลยเรื่องบ้านเมือง ทว่าในความเป็นจริงแล้ว เขากำลังตำหนิตนแบบอ้อม ๆ
เฮ่อเหลียนจวิ้นไม่ได้โมโหแต่อย่างใด กระทั่งแสร้งขอบคุณเฉาเซียงกัวที่ช่วยเอ่ยเตือนตนเอง
หลังจากเลิกออกว่าราชการ ในขณะที่เฮ่อเหลียนจวิ้นเพิ่งกลับมาถึงตำหนัก ลี่ไท่เฟยก็เข้ามาหาเขาทันใด
“จวิ้นเอ๋อร์ ช่วงสองวันนี้ ลูกไปที่ใดมาหรือ ? ”
เฮ่อเหลียนจวิ้นมองนางด้วยสายตาเย็นชา “มีเรื่องอันใด ? ”
ลี่ไท่เฟยยกยิ้มอย่างประจบสอพลอ “ไม่มีเรื่องอันใดหรอก แม่เป็นห่วงเจ้าไม่ได้หรืออย่างไร ? ถึงตอนนี้เจ้าจะเป็นองค์จักรพรรดิแห่งแคว้นเป่ยตี้แล้ว แต่ท้ายที่สุดเจ้าก็ยังเป็นเลือดเนื้อของแม่เสมอ ตั้งแต่โบราณมีคำกล่าวที่ว่า…เลี้ยงลูก 100 ปี เป็นห่วงชั่วชีวิต ไม่ว่าเจ้าจะมีฐานะอย่างไร แม่ก็เป็นห่วงเจ้าเสมอนั่นแหละ”