หลินหร่วน : สาวน้อยพลังซอมบี้ - ตอนที่ 1118 ลูกเล่นเดิม ๆ ของลี่ไท่เฟย
ตอนที่ 1118 ลูกเล่นเดิม ๆ ของลี่ไท่เฟย
เฮ่อเหลียนจวิ้นระเบิดเสียงหัวเราะในใจ ความหน้าด้านไร้ยางอายของสตรีผู้นี้เขาเคยเห็นมานับครั้งไม่ถ้วนแล้ว
ในช่วงครึ่งปีหลังที่เขาขึ้นครองบัลลังก์ นางและชู้รักหรือเฉาเซียงกัวถูกเขาขู่มาหลายคราแล้ว
ตอนนี้ทั้งสองคนดูถ่อมตัวขึ้นไม่น้อย จนลี่ไท่เฟยเริ่มหันมาเล่นกับความรู้สึกของเขาแทน นางคิดจะใช้วิธีนี้ทำให้เขามึนงง
แต่เขาเป็นเด็กสามขวบที่ไร้เดียงสาถึงเพียงนั้นเลยหรือ ?
สองคนนี้มีนิสัยใจคออย่างไร เขาย่อมรู้ดีอยู่แก่ใจนานแล้ว
แต่เพราะตอนนั้นตนยังไม่สามารถกวาดล้างพวกเขาทั้งกลุ่มก้อนได้ ดังนั้นจึงจำเป็นต้องเสแสร้งคล้อยตามพวกเขา
ด้วยเหตุนี้เขาจึงเค้นเสียงหัวเราะเย็นชาออกมา “เสด็จแม่ไม่ต้องเป็นห่วง เจิ้นรู้ดีว่าควรทำอย่างไร แม้ว่าเจิ้นจะเพิ่งครองบัลลังก์ได้ไม่ถึงหนึ่งปี แต่เจิ้นย่อมรู้จักดูแลรักษาชีวิตของตนเอง ไม่เช่นนั้นคนรอบข้างจะได้ผลประโยชน์ไปง่าย ๆ ”
รอยยิ้มบนใบหน้าของพระสนมลี่จากหายไปทันใด ก่อนจะเอ่ยด้วยใบหน้าเศร้าสร้อยและดวงตาแดงก่ำ “แม่แค่แสดงความห่วงใยต่อเจ้าไม่กี่ประโยคเท่านั้น แต่เจ้ากลับเอ่ยวาจาไม่น่าฟัง คงไม่ได้จงใจคิดจะยั่วโมโหแม่หรอกใช่หรือไม่ ? เจ้ายังโกรธแม่เรื่องก่อนหน้านี้อยู่อีกหรือ ? ”
“แม่ก็แค่หวังดีกับเจ้า ทำเพื่อแคว้นเป่ยตี้…”
เฮ่อเหลียนจวิ้นรีบเอ่ยแทรกทันใด “คำเอ่ยเหล่านี้ เจิ้นไม่อยากฟัง ท่านเอ่ยมาเถิดว่าเป้าหมายที่ท่านมาในวันนี้คืออันใด เจิ้นได้ยินมาว่า…ท่านเพิ่งรับคนเข้าวังมาไม่ใช่หรือ ? ”
ลี่ไท่เฟยกัดฟันด้วยความโมโห ทว่าสีหน้ายังคงดูเศร้าสร้อยดังเดิม “แม่รับคนเข้าวังจริง ๆ นั่นแหละ ทว่าครานี้ไม่ได้คิดจะทำอันใดเลยจริง ๆ แม่แค่รู้สึกว่าในวังดูอ้างว้างจนเกินไป พระสนมของจักรพรรดิพระองค์ก่อน เจ้าส่งพวกนางออกไปจากวังหมดแล้ว ตอนนี้แม่เลยหาคนมาสนทนาด้วยในวังหลังอันกว้างขวางสักหน่อย ดังนั้นจึงรับเด็กสาวที่รู้จักเอาอกเอาใจเข้ามาอยู่เป็นเพื่อนแม่ในวังน่ะ จวิ้นเอ๋อร์วางใจเถิด แม่จะกำชับนาง ไม่ให้นางเข้าใกล้เจ้าแม้เพียงครึ่งก้าว”
สำหรับคำเอ่ยของนางแล้ว เฮ่อเหลียนจวิ้นไม่เชื่อแม้แต่ครึ่งคำ
เพราะนางส่งคนให้เขาทั้งทางแจ้งหรือทางลับไม่ได้แล้ว ดังนั้นจึงเปลี่ยนเหตุผลพาคนเข้ามาในวังเท่านั้น
“เสด็จแม่ ท่านตรัสแล้วควรทำให้ได้ด้วย หากนางไม่ระวัง แล้วบังเอิญเข้าใกล้ข้า ข้าก็ไม่ถือสาที่จะตัดหัวของนางเช่นกัน”
หลังจากเอ่ยจบ เฮ่อเหลียนจวิ้นก็ลุกขึ้นยืนแล้วเดินออกไป
ในขณะมองแผ่นหลังของเขา สีหน้าโศกเศร้าของลี่ไท่เฟยก็จางหายไปทันที เหลือเพียงความเกลียดชังเท่านั้น !
สองสามวันต่อจากนั้น เฮ่อเหลียนจวิ้นจัดการงานบ้านงานเมืองอยู่ในวังหลวง เฉาเซียงกัวไม่ยอมตัดใจ เขาส่งคนไปก่อเหตุในพื้นที่ต่าง ๆ บ้างเล็กน้อย เพื่อสร้างความวุ่นวายและสร้างความเดือดร้อนกับให้เขา
แต่เขาไม่ได้สนใจแต่อย่างใด การเคลื่อนไหวเล็ก ๆ น้อย ๆ นั่นไม่ได้ส่งผลกระทบต่อแคว้นเป่ยตี้สักเท่าใดนัก ทั้งยังได้ฉวยโอกาสนี้ส่งกองทัพออกไปปฏิบัติงานในภาคสนามอีกด้วย
พอเอ่ยถึงกองทัพ เมื่อสองปีก่อนเฮ่อเหลียนจวิ้นตั้งใจไปเรียนรู้จากฮ่องเต้แห่งราชวงศ์ต้าโจว และฮ่องเต้แห่งราชวงศ์ต้าโจวก็ใจกว้างมากเช่นกัน เขาส่งคนมาสองสามคน เพื่อช่วยฝึกทหารภายใต้บังคับบัญชาของเขา
เหตุใดเขาถึงมั่นใจเพียงนี้ทั้งที่เพิ่งขึ้นครองบัลลังก์ นั่นก็เพราะในมือของเขามีกองทัพซ่อนอยู่
แม้ว่าจำนวนคนจะไม่มาก มีทหารเพียงแค่หนึ่งหมื่นนาย ทว่ากำลังรบของพวกเขาเทียบเท่าหนึ่งต่อสาม การรบแบบหมู่ของพวกเขาแข็งแกร่งมากยิ่งนัก
ในปัจจุบัน กองทัพที่อยู่ในมือของเขา มียอดทะลุไปถึงห้าหมื่นนายแล้ว
นี่เป็นเพียงกองกำลังส่วนตัวของเขาเท่านั้น หากนับรวมกำลังพลทั่วทั้งแคว้นเป่ยตี้แล้ว เขาสามารถระดมพลได้เกือบสองแสนนาย
นี่เป็นสาเหตุที่ว่าเหตุใดเฉาเซียงกัวถึงไม่กล้าแตะต้องเขา
แน่นอนว่าในมือของเฉาเซียงกัวก็มีไพ่เด็ดอยู่เช่นกัน ในเมื่อสถานการณ์พลิกผันมาเป็นเช่นนี้แล้ว พวกเขาทั้งสองฝ่ายจึงต้องคอยระวังฝ่ายตรงข้าม แต่ในขณะเดียวกันก็ไม่กล้าลงมือทำอันใดสุ่มสี่สุ่มห้า
สถานการณ์เช่นนี้ช่างน่าอึดอัดยิ่งนัก องค์จักรพรรดิถูกอุปราชผู้หนึ่งควบคุม ถือเป็นเรื่องที่ไม่ค่อยดีงามสักเท่าใดนัก
แต่เฮ่อเหลียนจวิ้นก็ยังคงทนได้
เขาเป็นคนยุคสมัยใหม่ ไม่ได้เย่อหยิ่งเหมือนเหล่าเชื้อพระวงศ์จริง ๆ เขาค่อนข้างยืดหยุ่น ไม่ใส่ใจกับการแพ้ชนะเพียงชั่วครั้งชั่วคราว
เพราะคนที่สามารถหัวเราะเป็นคนสุดท้ายได้ ถึงจะเป็นคนที่เก่งจริง ๆ
แต่ก่อนที่จะได้หัวเราะเป็นคนสุดท้าย เขาก็ไม่รังเกียจที่จะใช้วิธีการต่าง ๆ กำจัดศัตรู
เดิมทีคิดจะใช้ชีวิตอยู่ในวังอย่างสงบสุขสักสองสามวันเพื่อจัดการเรื่องต่าง ๆ แล้วค่อยกลับไปยังหมู่บ้านชาวประมงอีกครา ทว่าเฉาเซียงกัวกับลี่ไท่เฟยจะยอมให้เขาสมปรารถนาอย่างง่ายดายได้อย่างไร
นี่เขาเพิ่งกลับมาอยู่วังหลวงได้เพียงสองสามวัน ก็ได้ยิน ‘เรื่องซุบซิบนินทา’ จากคนในวังไม่น้อยแล้ว
“แม่นางชูหยุนช่างเป็นคนดีมากจริง ๆ ทางห้องเครื่องนำกระต่ายที่บาดเจ็บมาหนึ่งตัว ตอนนั้นแม่นางชูหยุนกำลังต้มรังนกให้ลี่ไท่เฟยอยู่พอดี ดังนั้นนางจึงบังเอิญมาเห็นเข้า นางนำกระต่ายตัวนั้นกลับไปด้วย ทั้งยังเรียกหมอหลวงมารักษาบาดแผลให้กระต่ายตัวนั้นอีกด้วยนะ”
“จริงหรือ ? แม่นางชูหยุนผู้นี้เป็นคนดีเกินไปแล้ว”
“นี่เป็นเรื่องปกติ พวกเจ้าคงยังไม่รู้ล่ะสิ แม่นางชูหยุนไม่ใช่แค่ใจดีมีเมตตาเท่านั้นนะ แต่นางยังเก่งกาจในเรื่องงานบ้านงานเรือนอีกด้วย โดยเฉพาะฝีมือการทำอาหาร ไอศกรีมกับเค้กของราชวงศ์ต้าโจว แม่นางชูหยุนก็ทำเป็นด้วยเช่นกัน ข้าหลวงในตำหนักไท่เฟยได้ลองชิมกันหมดแล้ว ทุกคนล้วนเอ่ยเป็นเสียงเดียวกันว่าอร่อย”
เมื่อได้ยินเรื่องซุบซิบนินทาเหล่านี้ เฮ่อเหลียนจวิ้นจึงระเบิดเสียงหัวเราะในใจ
ละครฉากเล็ก ๆ เหล่านี้ ยังไม่ถึงขั้นขึ้นเวทีได้
ทว่าเขากลับอยู่นิ่ง ๆ รอดูต่อไปว่าละครเรื่องนี้จะดำเนินไปในทิศทางใด
ด้วยเหตุนี้ตอนเสวยพระกระยาหารค่ำ เขาจึงได้เห็นไอศกรีมและเค้กในสำรับอาหารของตนเอง
แน่นอนว่าเขาไม่กิน กระทั่งไม่ชายตามองสักนิด
คิดว่าเขาจากราชวงศ์ต้าโจวมาหลายปี แล้วจะคิดถึงของเหล่านี้อย่างนั้นหรือ ?
คิดมากเกินไปแล้ว เขากินของพวกนี้มามากพอแล้ว แม้จะไม่ได้กินอีก 10 ปี ก็ไม่ได้ส่งผลกระทบอันใดต่อเขา
เขากินมื้อค่ำเงียบ ๆ แล้วปล่อยให้ไอศกรีมละลายจนกลายเป็นน้ำ
สถานที่ที่เขาใช้ทานอาหารคือโถงด้านข้างติดกับห้องทำงาน หลังจากทานอาหารเสร็จเรียบร้อยแล้ว เขาจึงกลับไปทำงานในตำหนักต่อ
เมื่อจัดการงานเสร็จแล้ว เขาเตรียมตัวออกไปเดินเล่นสักรอบ
ทว่าในขณะที่เพิ่งเดินออกมาจากตำหนัก เขากลับได้ยินเสียงแผ่วเบาเอ่ยออกมาอย่างจงใจว่า “เจ้าบอกว่าฝ่าบาทไม่ได้ลองเสวยเลยหรือ ? ”
น้ำเสียงนี้ทำให้เฮ่อเหลียนจวิ้นชะงักไปชั่วครู่
“แม่นางชูหยุน ฝ่าบาทไม่ได้เสวยจริง ๆ บางทีฝ่าบาทอาจจะไม่ชอบเสวยของหวานเหล่านี้”
“เอาล่ะ ข้าเข้าใจแล้ว รบกวนท่านขันทีอู๋แล้ว”
“ไม่เป็นไร ๆ แม่นางเป็นคนทำขนมเหล่านี้ใช่หรือไม่ พวกมันล้วนผ่านการตรวจสอบมาจากทางห้องเครื่องแล้ว ไม่เช่นนั้นข้าคงไม่กล้านำเอาขนมเหล่านี้ขึ้นโต๊ะหรอกขอรับ แม่นางชูหยุน ท่านรีบกลับไปเถิด ที่นี่ไม่ใช่สถานที่ที่ท่านควรมา”
แม่นางชูหยุนผู้นั้นตอบกลับอย่างอ่อนโยนว่า “เจ้าค่ะ ท่านขันทีอู๋ ข้าจะกลับไปประเดี๋ยวนี้”
“ช้าก่อน”
เสียงของเฮ่อเหลียนจวิ้นดังขึ้นมาอย่างกะทันหัน ทำให้พวกเขาสองคนที่กำลังจะแยกย้ายพากันคุกเข่าด้วยความตื่นตกใจในทันที
ขันทีอู๋รีบอ้อนวอนก่อนว่า “ฝ่าบาท กระหม่อมมีความผิด โปรดลงโทษด้วยพ่ะย่ะค่ะ”
แม่นางชูหยุนผู้นั้นเอ่ยอยู่กับพื้นว่า “ฝ่าบาท เรื่องทั้งหมดนี้เป็นความผิดของหม่อมฉัน ฝ่าบาทโปรดละเว้นท่านขันทีอู๋ด้วย หม่อมฉันยินดียอมรับผิดชอบทั้งหมดเพคะ”
เฮ้อเหลียนจวิ้นจ้องมองชูหยุนที่คุกเข่าอยู่บนพื้น จากนั้นก็เอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงเย็นชาว่า “เงยหน้าขึ้นมา”
ร่างของชูหยุนสั่นเทาทันใด “ข้าน้อยมิกล้า เกรงว่าจะทำให้พระเนตรของฝ่าบาทมัวหมองเพคะ”
“เจิ้นสั่งให้เจ้าเงยหน้าขึ้นมา ! ”
ชูหยุนแสร้งรวบรวมความกล้า แล้วค่อย ๆ เงยหน้าขึ้นมา
ทันใดนั้นใบหน้าคุ้นตาของคนผู้หนึ่งก็ปรากฏสู่สายตาของเฮ่อเหลียนจวิ้น