Novel PDF » คลังนิยายแปลอัปเดตไว 24 ชม.
  • หน้าหลัก
  • นิยายทั้งหมด
  • Banner Contact
Advanced
Sign in Sign up
  • หน้าหลัก
  • นิยายทั้งหมด
  • Banner Contact
Sign in Sign up

ผมย้อนอดีตมาเปลี่ยนชะตายุค 80 (นิยายแปล) - ตอนที่ 85 :ฝีปากสาวชนบท

  1. Home
  2. ผมย้อนอดีตมาเปลี่ยนชะตายุค 80 (นิยายแปล)
  3. ตอนที่ 85 :ฝีปากสาวชนบท
Prev
Next
<*>นิยายBookmarksไม่แจ้งเตือนท่านสามรถดูนิยายอัพเดทได้ที่นี่<*>Click

    ตอนที่ 85 :ฝีปากสาวชนบท

    

    หลังจากที่ทำเมนูเสริมเสร็จ ก็ปาเข้าไปห้าโมงกว่าแล้ว

    

    เสร็จธุระแล้ว เจียงเสี่ยวไป๋จึงได้พาหลินเจียอินและเจียงชานกลับบ้าน

    

    ขณะที่พวกเขาขี่มาถึงถนนลูกรัง เจียงเสี่ยวไป๋ก็ต้องจอดรถ เพราะเขาได้ยินผู้หญิงสองคนกำลังทะเลาะกันอยู่ตรงร่องน้ำ

    

    “เธอมันก็แค่ลูกขี้ข้า คนอื่นไม่กล้าด่าเธอ แต่ฉันไม่กลัวเธอหรอก”

    

    ”ก็แน่นะสิ เพราะเธอก็ดีแต่วิจารณ์คนอื่น พวกปากเจาะกะลา [1]”

    

    “แล้วจะทำไม ถ้าฉันเป็นเธอ ฉันคงเบื่อตัวเองจนตายไปแล้วล่ะ อยู่ไปก็ไร้ประโยชน์ เกิดมาเป็นผู้หญิงทั้งที แต่เสียชาติเกิด”

    

    “ยังมีหน้ามาบอกว่าฉันไร้ประโยชน์อีก ทำไมไม่หันไปมองตัวเองล่ะ อย่างน้อยคนอย่างฉันก็ให้กำเนิดลูกชายถึงสองคน แล้วเธอล่ะ เธอก็เป็นแค่แม่ไก่ที่ไม่ออกไข่”

    

    “มีลูกสองคนแล้วจะมีประโยชน์อะไร ? เกิดได้แต่สอนไม่ได้”

    

    “ก็ดีกว่าเป็นแม่ไก่ไม่ออกไข่แบบเธอก็แล้วกัน”

    

    “นางสารเลว ทำไมวันนั้นเจียงเสี่ยวไป๋ไม่แขวนคอเธอให้ตาย ๆ ไปบนต้นพลับ จะได้ไม่ต้องมีชีวิตมาเถียงฉันอยู่แบบนี้”

    

    “คนที่ชอบวิพากษ์วิจารณ์คนอื่นอย่างเธอก็ไม่ต่างจากคนไร้ยางอาย อย่าคิดนะว่าไม่มีใครรู้เรื่องที่เธอและต้วนเหมาแอบพากันเข้าไปในป่า เรื่องอื้อฉาวที่เธอและต้วนเหมาทำได้สร้างความเสื่อมเสียให้แก่บรรพบุรุษของตระกูล ทำให้บรรพบุรุษสิบแปดชั่วอายุคนต้องอับอาย”

    

    “ถ้าเอาชนะด้วยฝีมือไม่ได้ ก็ปล่อยข่าวลือไปสิ เธอยังจะไปทะเลาะกับลูกพี่ลูกน้องของเธอทำไม และห้ามไม่ให้เขาพูดเรื่องแต่งงานตลอดหลายปีมานี้”

    

    “……”

    

    หลังจากที่หลินเจียอินอุ้มเจียงชานออกจากรถ เธอก็เดินไปอยู่ข้าง ๆ เจียงเสี่ยวไป๋และยืนฟังอยู่พักหนึ่ง ใบหน้าที่สวยงามของเธอแดงเรื่อขึ้นเล็กน้อย คำพูดพวกนั้นดูไม่น่าฟังจริง ๆ

    

    ไม่เพียงดุด่ากันเท่านั้น แต่ยังด่าลามไปถึงบรรพบุรุษสิบแปดชั่วอายุคนด้วย

    

    “ทำไมจูเยี่ยนผิงและเลี่ยวจวี๋จือถึงมาด่ากันแบบนี้ล่ะ ? ”

    

    หลินเจียอินได้ยินเสียงของทั้งสองคน จึงอดไม่ได้ที่จะถามอย่างสงสัย

    

    เจียงเสี่ยวไป๋เองก็ได้แต่ส่ายหัว ในชนบทนั้น เวลาที่ผู้หญิงในชนบททะเลาะกันมันดุเดือดมาก พวกเธอสามารถด่าทอฟ้าดิน ด่าทอลามไปยันบรรพบุรุษได้โดยไม่อายปาก

    

    การปะทะฝีปากกันแบบนี้มันรุนแรงกว่าการทะเลาะวิวาทกันระหว่างมนุษย์ป้าในเมืองของคนรุ่นหลังเสียอีก

    

    เพียงแต่เขารู้สึกว่ามันไร้สาระ

    

    เวลาคนอื่นทะเลาะกัน ทำไมเราจะต้องไปอยากรู้ด้วย ?

    

    “ช่างมันเถอะ ไม่ใช่เรื่องของเรา กลับบ้านกันก่อนดีกว่า”

    

    พูดจบ เจียงเสี่ยวไป๋ก็ไปสตาร์ทมอเตอร์ไซค์พ่วงข้างของเขากลับไปก่อน ส่วนหลินเจียอินและเจียงชานก็เดินตามหลังไปช้า ๆ

    

    ในขณะนี้ เนื่องจากจูเยี่ยนผิงและเลี่ยวจวี๋จือทะเลาะกันเสียงดัง ผู้คนเกือบทุกครัวเรือนจึงยืดคอชะเง้อออกมาดูกันอย่างสนุก

    

    เรื่องแบบนี้ในชนบทนั้นถือว่าเป็นเรื่องที่น่าสนใจมาก

    

    “บึ้น บึ้นบื้น……”

    

    เสียงเครื่องยนต์ของมอเตอร์ไซค์พ่วงข้างที่เจียงเสี่ยวไป๋กำลังสตาร์ทนั้นดังขึ้นมากลบเสียงทะเลาะของทั้งสองคน จนทำให้จูเยี่ยนผิงและเลี่ยวจวี๋จือต้องหยุดเถียงกันไปชั่วขณะ

    

    สายตาของผู้ที่เฝ้ามองการทะเลาะกันของทั้งสองคนนั้นถูกดึงดูดทันที

    

    เมื่อเทียบกับเสียงด่าทอทะเลาะกันที่น่าเบื่อและยาวนาน แน่นอนว่าการขับมอเตอร์ไซค์พ่วงข้างที่สุดเท่ห์ของเจียงเสี่ยวไป๋นั้นน่าตื่นเต้นและน่าดึงดูดยิ่งกว่าอย่างไม่ต้องสงสัย

    

    หลายคนเริ่มพูดคุยกันเสียงดัง

    

    “เจียงเสี่ยวไป๋ นายกล้าหาญและเท่มาก ระวังด้วยนะ”

    

    “ล้อด้านข้างลอยขึ้นแล้ว”

    

    “ข้างหน้ามีทางเลี้ยวหักศอก ระวังด้วย”

    

    “ไอ้ลูกชายตัวดีของฉันหมดหวังกับชีวิตของเขาแล้วหรือ ถึงได้ทำแบบนี้”

    

    “ไม่เป็นไรหรอกน่า เขาขี่คล่องจะตายไป จริงไหม ? ”

    

    “พระเจ้า เขาทักษะดีมาก ฉันหลงคิดว่าเขาเป็นคนโง่อยู่ตั้งนาน”

    

    “นายเลิกเพ้อเถอะ ขนาดจักรยานยังขี่ไม่คล่อง นับประสาอะไรกับมอเตอร์ไซค์”

    

    “……”

    

    แม้ว่าบางคนจะเคยเห็นเจียงเสี่ยวไป๋ขี่รถแบบนี้มาหลายครั้งแล้ว แต่ก็มีหลายคนที่เพิ่งเห็นเป็นครั้งแรกก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกตกใจ

    

    แม้แต่จูเยี่ยนผิงและเลี่ยวจวี๋จือก็หยุดดูจนลืมทะเลาะกันไปเลย

    

    “ไอ้หยา มีรถเป็นของตัวเองมันดีแบบนี้นี่เอง ! ”

    

    จูเยี่ยนผิงอารมณ์ไม่ดี เมื่อเห็นว่าเจียงเสี่ยวไป๋กลายเป็นที่สนใจของผู้คน เธอก็ยิ่งโกรธมากขึ้น จึงสบถสาปแช่งออกมาว่า “ขี่รถแบบนี้ระวังตกหน้าผาตายเอานะ”

    

    เมื่อได้ยินเช่นนี้ เลี่ยวจวี๋จือก็ตอบโต้ทันที “เธอนั่นแหละระวังตกเขาตาย เขาไม่เป็นไรหรอก”

    

    “ฉันพูดลอย ๆ ใครจะรับก็รับไป”

    

    “กล้าว่าให้เขาขนาดนี้ เธอก็ไปบอกเขาต่อหน้าเขาเลย ดูสิว่าเธอจะโดนเขาจับแขวนใต้ต้นพลับหรือเปล่า”

    

    “……”

    

    ทั้งสองเริ่มตะโกนด่ากันอีกครั้ง

    

    เมื่อเจียงเสี่ยวไป๋ขับรถขึ้นไปถึงฝายน้ำก็เห็นเจียงไห่หยาง หวังซิ่วจวี๋ และคนอื่น ๆ กำลังดูจูเยี่ยนผิงและเลี่ยวจวี๋จือทะเลาะกันอยู่ที่ร่องน้ำ

    

    “ทำไมไม่ขับมันดี ๆ ถ้ามันพลาดขึ้นมาจะเกิดอะไรขึ้น ห๊ะ ! ”

    

    เจียงไห่หยางอดไม่ได้ที่จะดุลูกชาย เพราะทุกครั้งที่เจียงเสี่ยวไป๋ขี่รถมักจะทำให้เขาเป็นกังวลอยู่เสมอ

    

    “ใช่ จอดรถไว้ข้างล่างแล้วเดินขึ้นมาก็ได้”

    

    คราวนี้ ไม่เพียงแต่เจียงไห่หยางเท่านั้นที่ตำหนิเขา แม้แต่หวังซิ่วจวี๋ก็เตือนเขาเช่นกัน

    

    เจียงเสี่ยวไป๋ดับเครื่อง เขาไม่คิดที่จะแก้ตัวแต่อย่างใด และถามออกมาว่า “พ่อ แม่ ทำไมจูเยี่ยนผิงและเลี่ยวจวี๋จือถึงทะเลาะกันแบบนี้ล่ะ ? ”

    

    หวังซิ่วจวี๋กล่าวว่า “เมื่อเช้านี้จูเยี่ยนผิงได้ต้อนควายเขาหักตัวนี้ไปกินหญ้า แต่เพราะเธอดูแลควายไม่ดี ควายจึงเกิดสะดุดและตกลงจากไหล่เขา ทำให้ขาข้างหนึ่งของมันหัก”

    

    เจียงไห่หยางกล่าวเสริมว่า “ควายเขาหักตัวนี้มีเลี่ยวจวี๋จือมาร่วมหุ้นด้วย ด้วยความที่จูเยี่ยนผิงดูแลควายไม่ดี จึงเป็นธรรมดาที่ทั้งสองจะถกเถียงกันอย่างที่เห็น”

    

    เจียงเสี่ยวไป๋พยักหน้า ไม่น่าแปลกใจที่พวกเธอสองคนจะทะเลาะกันใหญ่โตขนาดนี้

    

    ในชนบทนั้น วัวควายเป็นกำลังสำคัญในการทำการเกษตรทำไรไถนา ซึ่งเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้

    

    และควายนั้นก็มีราคาค่อนข้างแพง กว่าจะเลี้ยงจนโตป่านนี้ได้ก็ใช้เวลานานพอสมควร กว่าจะซื้อควายมาได้ 1 ตัว ชาวบ้านหลายครัวเรือนต้องรวมเงินกันซื้อ และผู้ที่ออกเงินก็จะมีสิทธิ์ใช้งานควายตัวนั้น

    

    แม้จะไม่ได้เป็นเจ้าของควาย แต่ก็สามารถใช้งานควายตัวนี้ได้ โดยทั่วไปแล้วควายหนึ่งตัวนั้นมีหลายครัวเรือนที่เป็นเจ้าของ

    

    ครอบครัวของหลิวซือกั๋ว ครอบครัวของเลี่ยวจวี๋จือ ครอบครัวของเฉินหยวนชาง ครอบครัวของเฉินหยวนเซิ่ง ครอบครัวของหยางจ่างฮุย และครอบครัวของหยางซื่อหยุน ทั้งหกครัวเรือนได้ร่วมออกเงินซื้อควายที่เขาหักตัวนี้มา พวกเขาผลัดกันเลี้ยงครอบครัวละสองเดือน และตอนนี้ก็เป็นตาของครอบครัวหลิวซือกั๋ว

    

    โดยไม่คาดคิด วันนี้จูเยี่ยนผิงขึ้นไปบนภูเขาเพื่อต้อนควายไปกินหญ้าในตอนเช้า แต่ควายเขาหักได้ตกลงมาจากไหล่เขาและขาหัก

    

    ถ้าควายขาหักจะไม่สามารถไถนาได้อีกต่อไป

    

    และอาจจะต้องฆ่าทิ้ง เพราะมันใช้งานไม่ได้แล้ว

    

    ซึ่งก็เท่ากับว่าหลังจากนี้ ครอบครัวของหลิวซือกั๋วและอีกห้าครัวเรือนจะต้องสูญเสียแรงงานในการทำไรไถนาไป

    

    หากว่าพวกเขาต้องการไถนาในภายหลัง พวกเขาก็ทำได้เพียงไปยืมควายของครอบครัวอื่นมาใช้

    

    ทว่ามันไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่จะไปยืมควายจากครอบครัวอื่นมาใช้งาน

    

    หนึ่งคือ ควายทุกตัวในหมู่บ้านล้วนตกอยู่ในสถานการณ์เดียวกัน นั่นคือพวกมันไม่ได้มีเจ้าของแค่คนเดียว ซึ่งพวกมันก็ต้องผลัดกันทำงานให้แต่ละครอบครัวเวียนกันไป

    

    หากต้องการยืมควายของครอบครัวอื่นมาไถนา ทุกครัวเรือนที่เป็นเจ้าของต้องยินยอมพร้อมใจกันด้วย

    

    สิ่งนี้ไม่เพียงต้องขอความช่วยเหลือเท่านั้น แต่ยังต้องรอให้ผู้อื่นไถนาให้เสร็จก่อนถึงจะยืมได้

    

    ลองคิดดู แม้ว่าบางครอบครัวจะใช้งานแค่ 2 วัน แต่กว่าจะใช้งานครบทุกครัวเรือนก็คงจะใช้เวลาประมาณ 10 วันหลังจากนั้น

    

    มันคือความล่าช้าในการไถในฤดูใบไม้ผลิ

    

    เมื่อรู้ว่าขาของควายหัก อีกห้าครอบครัวก็รู้สึกโกรธ จูเยี่ยนผิงและเลี่ยวจวี๋จือถึงได้ทะเลาะกัน

    

    เมื่อรู้เหตุผลแล้ว เจียงเสี่ยวไป๋ก็พูดว่า “ควายขาหัก เป็นธรรมดาที่พวกเขาจะไม่เก็บมันไว้ แล้วแบบนี้พวกเขาจะทำอย่างไร ? ”

    

    เจียงไห่หยางกล่าวว่า “เฉินหยวนชางเสนอให้ขายมัน ทั้งเฉินหยวนชางและหยางซื่อหยุนไม่ได้คัดค้านใด ๆ แต่เลี่ยวจวี๋จือและหยางจ่างฮุยไม่เห็นด้วย”

    

    เจียงเสี่ยวไป๋จึงถามออกมาด้วยความสงสัย “ทำไมพวกเขาถึงไม่เห็นด้วย ? ”

    

    ควายตัวนี้ก็ไม่สามารถไถนาได้อีกต่อไป และหากจะเลี้ยงต่อ ไม่เพียงแต่สิ้นเปลืองอาหารเท่านั้น แต่ยังทำให้งานต้อนฝูงควายล่าช้าไปอีก เขาไม่เข้าใจจริง ๆ ว่าทำไมเลี่ยวจวี๋จือและหยางจ่างฮุยถึงไม่เห็นด้วย

    

    เจียงไห่หยางถอนหายใจออกมาด้วยความหนักใจ “ถ้าควายไถนาได้ ราคาก็คงพอได้ แต่ตอนนี้ควายขาหักแล้ว ถ้าจะขายมันคงต้องฆ่ามันเท่านั้น”

    

    “เถ้าแก่จาง คนขายเนื้อยังเสนอราคาให้พวกเขาต่ำมาก”

    

    

    [1] เจาะกะลา แปลว่า พูดคุยซุบซิบนินทาคนอื่น แต่ส่วนใหญ่หมายถึงการพูดจาใหญ่โตโอ้อวด คำพูดที่ออกจากปากคน ๆ หนึ่ง เกินความเป็นจริง

    

ฝากนิยายบ้านน้อยๆไว้ด้วยนะคะ บราวนี่ออนไลน์ <จิ้ม>
Prev
Next

Comments for chapter "ตอนที่ 85 :ฝีปากสาวชนบท"

MANGA DISCUSSION

ใส่ความเห็น

You must Register or Login to post a comment.

Novel PDF

YOU MAY ALSO LIKE

62738198wH1YpbA5
เซียนหมอหญิงแม่ลูกอ่อน
26/02/2024
N1lN39
เกิดใหม่ชาตินี้… ขอเป็นเจ้านิกายมาไลฟ์สด
05/12/2025
4ee (1)
หลี่เป่าน้องสาวคนเล็ก
12/06/2026
novelpdf1970 (2)
สตรีมเมอร์สาวย้อนเวลามาเลี้ยงมหาวายร้าย
16/06/2026

    © 2020 - 2023 Novelpdf.xyz
    เว็บอ่านนิยาย นิยาย pdf เว็บ “novelpdf.xyz ” เว็บอ่านนิยายสนุกๆ เพลิดเพลินไปกับนิยายต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น นิยายวาย, นิยายจีน, นิยายรัก, แฟนตาซี, กำลังภายใน, ผจญภัย สุดยอดวิชากำลังภายใน อัพเดททุกวัน ดฯฌซ,ฑ๊โฌฮฤ

    Sign in

    Lost your password?

    ← Back to Novel PDF » คลังนิยายแปลอัปเดตไว 24 ชม.

    Sign Up

    Register For This Site.

    Log in | Lost your password?

    ← Back to Novel PDF » คลังนิยายแปลอัปเดตไว 24 ชม.

    Lost your password?

    Please enter your username or email address. You will receive a link to create a new password via email.

    ← Back to Novel PDF » คลังนิยายแปลอัปเดตไว 24 ชม.