Novel PDF » คลังนิยายแปลอัปเดตไว 24 ชม.
  • หน้าหลัก
  • นิยายทั้งหมด
  • Banner Contact
Advanced
Sign in Sign up
  • หน้าหลัก
  • นิยายทั้งหมด
  • Banner Contact
Sign in Sign up

ผมย้อนอดีตมาเปลี่ยนชะตายุค 80 (นิยายแปล) - ตอนที่ 86 :ขี่ม้า

  1. Home
  2. ผมย้อนอดีตมาเปลี่ยนชะตายุค 80 (นิยายแปล)
  3. ตอนที่ 86 :ขี่ม้า
Prev
Next
<*>นิยายBookmarksไม่แจ้งเตือนท่านสามรถดูนิยายอัพเดทได้ที่นี่<*>Click

    ตอนที่ 86 :ขี่ม้า

    

    ในตอนที่สองพ่อลูกคุยกันอยู่นั้น หลินเจียอินก็เดินขึ้นมาถึงข้างบนพอดี

    

    ระหว่างทาง เธอก็ได้ยินชาวบ้านพูดคุยกันและเข้าใจอย่างคร่าว ๆ ว่าเพราะอะไรจูเยี่ยนผิงและเลี่ยวจวี๋จือถึงทะเลาะกัน

    

    เพียงแต่ว่าเธอยังไม่รู้เรื่องที่จะมีการฆ่าควาย

    

    เพราะในยุคนี้ การฆ่าควายนั้นถือเป็นเรื่องใหญ่ เมื่อเดินมาได้ยินเจียงไห่หยางพูดแบบนั้นพอดี หลินเจียอินจึงถามไปว่า “พ่อ พ่อบอกว่าวันนี้ลุงจางคนขายเนื้อจะฆ่าควายใช่ไหม ? ”

    

    เจียงไห่หยางพยักหน้าและพูดว่า “ถ้าเขาให้ราคาที่เหมาะสม พวกเขาก็อาจจะยอมให้เชือดควาย”

    

    หลินเจียอินอดไม่ได้ที่จะตัวสั่น เพราะเธอผูกพันธ์กับควายเขาหักตัวนี้มาก มันทั้งอ่อนโยน เธอจึงอดไม่ได้ที่จะรู้สึกแย่เมื่อรู้ว่ามันจะถูกฆ่า

    

    เจียงเสี่ยวไป๋ส่ายหัว เพราะเขาไม่อยากจะสนใจเรื่องของคนอื่น

    

    เพราะสุดท้าย ควายเขาหักตัวนี้ก็จะถูกฆ่าตายอยู่ดี

    

    เจียงชานได้ยินแบบนั้นก็รู้สึกตื่นเต้น เธออยากดูควายถูกฆ่า แต่เจียงเสี่ยวไป๋รู้สึกว่าฉากการฆ่าควายนั้นนองเลือดเกินไป ดังนั้นเขาจึงไม่ปล่อยให้เธอดู

    

    ในตอนนั้น เจียงเสี่ยวเหลยที่ไปดูเหตุการณ์ก็วิ่งเข้ามา

    

    “เห็นแล้วก็น่าสงสาร ควายเขาหักน้ำตาไหลด้วยตอนที่มันถูกมัดไว้ใต้ต้นไม้”

    

    “มันนั่งคุกเข่าทั้งสองลง ผมทนฟังเสียงคร่ำครวญของมันไม่ได้เลย”

    

    “แต่ลุงจาง คนขายเนื้อนั้นโหดเหี้ยมและรวดเร็วมาก เขาเอามีดออกมาฟันเข้าที่หน้าผากของควายตัวใหญ่ จนควายล้มลงกับพื้น”

    

    “……”

    

    เมื่อเจียงชานได้ยินเจียงเสี่ยวเหลยพูดถึงขั้นตอนการฆ่าควาย เธอก็ร้องไห้ออกมาอย่างหนัก

    

    “ฮือๆ พ่อคะ ทำไมผู้ใหญ่ถึงโหดเหี้ยม กล้าฆ่าแม้กระทั่งควายตัวโตล่ะ ? ”

    

    “น่าสงสารจัง ! ”

    

    เจียงเสี่ยวไป๋ไม่สามารถตอบคำถามนี้ของลูกสาวได้

    

    ไม่ต้องพูดถึงหนูน้อยเจียงชาน แม้แต่เขาก็รู้สึกอึดอัดเมื่อได้ยินเสียงร้องคร่ำครวญของควายก่อนที่มันจะตาย

    

    แต่สังคมมันเป็นแบบนี้ มนุษย์อยู่บนสุดของห่วงโซ่อาหาร วัวควายไม่มีสิทธิ์เลือก

    

    ชาวนาที่เลี้ยงควาย แม้จะรักและเอ็นดูมันมากเพียงใด แต่ก็เลี้ยงเพื่อให้มันไถนาให้ เมื่อมันหมดประโยชน์ มันก็กลายเป็นเพียงอาหารในจานของผู้คน

    

    “พ่อ แล้วพ่อจะไปซื้อเนื้อควายหลังจากที่เขาฆ่ามันเสร็จไหม”

    

    เจียงเสี่ยวเหลยถามด้วยความตื่นเต้น

    

    ในปี 1983 เว้นแต่วัวควายจะแก่ชราหรือได้รับบาดเจ็บจนไม่สามารถไถนาได้อีกต่อไป พวกมันถึงจะถูกฆ่า

    

    อีกทั้งคนในชนบทโดยทั่วไปก็ไม่ค่อยมีโอกาสได้กินเนื้อมากนัก

    

    เจียงไห่หยางรู้สึกตื่นเต้นเล็กน้อย ในช่วงครึ่งเดือนที่ผ่านมา หลังจากที่ทุกคนในครอบครัวทำงานในไร่เสร็จ ตอนเย็นก็จะมาเหลาไม้ไผ่ขาย จึงทำให้ทุกคนมีเงินเก็บคนละ 20-30 หยวน รวม ๆ กันแล้วสมาชิกทั้งสี่ในครอบครัวจึงมีเงินเก็บมากกว่าร้อยหยวน

    

    นี่ยังไม่นับรวมลูกสองคนของเขาอย่างเจียงเสี่ยวเหลยและเจียงเสี่ยวอวี่

    

    ราคาเนื้อส่วนต่าง ๆ มีตั้งแต่ 2 หยวนไปจนถึง 3 หยวนต่อชั่ง

    

    หากซื้อไม่กี่ชั่งก็ยังพอไหว

    

    “ปู่คะ เราไม่กินควายตัวนั้นได้ไหม ? ”

    

    ไม่มีใครคาดคิดว่าเจียงชานที่ยังไม่ฟื้นจากความเศร้าโศกที่ควายตัวใหญ่ถูกฆ่าได้ขอร้องออกมาอย่างน่าสงสาร

    

    “มีการฆ่าควายทั้งที จะไม่ให้กินเนื้อได้ยังไงล่ะ”

    

    เจียงเสี่ยวเหลยตบหน้าอกของเขา และพูดว่า “รอเขาฆ่าเสร็จก่อน เดี๋ยวผมจะเลี้ยงทุกคนเอง”

    

    เจียงเสี่ยวไป๋ให้ค่าจ้างในการเหลาไม้ไผ่กับเขาในราคาที่สูง จึงทำให้เขามีเงินเก็บเกือบ 100 หยวน

    

    “งั้นเราจะรอ ลูกไปซื้อมาให้สัก 2-3 ชั่งแล้วกัน”

    

    หวังซิ่วจวี๋คิดมาเสมอว่าการมีเงินเยอะไม่ดีสำหรับเด็กสักเท่าไหร่ เพราะความสามารถในการตัดสินใจยังไม่ค่อยมี เธอเคยขอให้เจียงเสี่ยวเหลยเอาเงินมาให้เธอเก็บอยู่หลายครั้ง แต่เจียงเสี่ยวเหลยก็ไม่ยอม

    

    แต่ในตอนที่ได้ยินว่าเจียงเสี่ยวเหลยจะเป็นคนซื้อเนื้อให้ หวังซิ่วจวี๋ก็ตอบตกลงทันที

    

    “ดีเลย ฉันจะได้มีเนื้อควายกินเป็นอาหารเย็นนี้”

    

    หวังซิ่วจวี๋อุทานออกมาด้วยความตื่นเต้น

    

    “อานิสัยไม่ดีกินเนื้อควาย ! ” เจียงชานหันหน้าหนี เธอวิ่งไปหาเจียงเสี่ยวไป๋แล้วทิ้งตัวเข้าไปในอ้อมแขนของเขา พลางพูดอย่างไม่พอใจ

    

    เจียงเสี่ยวเหลยกลับพูดอย่างภาคภูมิใจว่า “ชานชาน เย็นนี้ลองกินดูก็ได้ หนูจะได้รู้ว่าเนื้อควายมันอร่อยขนาดไหน”

    

    ขณะที่เขาพูด เขาก็กลืนน้ำลายลงคอ

    

    เขาเคยได้ยินว่าเนื้อควายนั้นอร่อยมาก แต่ก็ไม่เคยกินมันสักครั้ง

    

    เจียงเสี่ยวไป๋ส่ายหัว พลางปลอบลูกสาวของเขาไปด้วยและถามเจียงไห่หยางว่า “พ่อ พี่เสี่ยวโจวยังตกปลาอยู่หรือเปล่า ? ”

    

    เจียงไห่หยางกล่าวว่า “ทุกคนกำลังรอกินเนื้อควายกันอยู่ แม่ของแกอยากทำหม้อไฟ ทำไมยังถามซื้อปลาอยู่ล่ะ ? ”

    

    ทันทีที่เขาพูดจบ เขาก็เปลี่ยนคำพูดใหม่ “ช่างเถอะ ถึงอย่างไรแกก็ทำกินเองนี่”

    

    ตั้งแต่เขากินอาหารฝีมือของเจียงเสี่ยวไป๋ เขาก็รู้สึกว่าฝีมือของภรรยาไม่อร่อยอีกต่อไป

    

    “เบื่อหรือ ? คุณไม่อยากกินอาหารที่ฉันทำหรือ ? ”

    

    หวังซิ่วจวี๋พูดอย่างไม่พอใจอยู่ข้าง ๆ “ลูกรองทำธุระในเมืองทั้งวัน เขาเหนื่อยมาก ตั้งใจจะกลับมาพักผ่อน คุณยังจะใช้ให้เขาทำอาหารให้คุณกินอีกหรือ ? ”

    

    จากนั้น เธอก็หันไปพูดกับเจียงเสี่ยวไป๋ว่า “ลูกไม่ต้องกังวลเรื่องอาหารการกินของเราหรอก”

    

    พ่อแม่ของเขากำลังทะเลาะกัน แต่เจียงเสี่ยวไป๋กลับไม่ตอบอะไรออกมา

    

    แต่ฉากดังกล่าวทำให้เขารู้สึกอบอุ่นมากกว่า

    

    มีเสียงทะเลาะ เสียงหัวเราะของคนในครอบครัวที่รักใคร่กลมเกลียวกันบ้างก็ดีเหมือนกัน

    

    นี่คือถึงจะเรียกว่าครอบครัว มันคือรสชาติของความเป็นครอบครัวนั่นเอง

    

    เจียงเสี่ยวไป๋ยิ้มและพูดว่า “แม่ ไม่เป็นไร คืนนี้ผมจะทำอาหารให้ทุกคนกินเอง”

    

    เมื่อพูดจบ เขาก็หันไปคุยกับเจียงไห่หยางว่า “พ่อ ที่ผมถามซื้อปลาเพราะมีลูกค้าสั่ง พี่เสี่ยวโจวยังตกปลาอยู่หรือเปล่า ?”

    

    เจียงไห่หยางกล่าวว่า “เขาก็ไปตกเป็นครั้งคราว สองวันมานี้ฉันไม่รู้ว่าเขาไปหาปลาหรือเปล่า ? ”

    

    เจียงเสี่ยวไป๋จึงตอบไปว่า “งั้นเดี๋ยวผมไปดูเอง”

    

    หลังจากพูดจบ เขาก็เขย่าเจียงชานที่อยู่ในอ้อมแขนและพูดว่า “ชานชาน ไปซื้อปลาที่บ้านของลุงรองกันเถอะ โอเคไหม ? ”

    

    เจียงเสี่ยวโจวเป็นลูกชายคนที่สองของเจียงไห่เทียน ดังนั้นเจียงชานจึงต้องเรียกเขาว่าลุงรอง

    

    ที่จริงในชนบทนั้น คน ๆ หนึ่งอาจมีลุงรองของตัวเองได้หลายคน

    

    นั่นเป็นเพราะในครอบครัวหนึ่งมีพี่น้องหลายคน แต่โดยพื้นฐานแล้วไม่มีใครเรียกทั้งเครือญาติตามระดับ แต่จะจัดระดับความอาวุโสภายในครอบครัวเล็ก ๆ

    

    “ตกลงค่ะ ! ”

    

    เจ้าตัวเล็กตกลงอย่างว่าง่าย

    

    “งั้นไปกันเถอะ…”

    

    เจียงเสี่ยวไป๋ยกเจียงชานขึ้นเหนือหัว จากนั้นก็ให้เธอนั่งขี่คอเขา

    

    นอกจากนี้ ในชนบทยังเรียกชื่อนี้ว่า “ท่าขี่ม้า ! ”

    

    เด็กหลายคนชอบให้ผู้ใหญ่อุ้มแบบนี้ เพราะมันเหมือนกำลังขี่ม้า

    

    เจียงชานเองก็ชอบให้ป่าป๊าของเธออุ้มท่านี้เหมือนกัน ขาของเธอห้อยลง และเธอตะโกนอย่างมีความสุขว่า “โอ้ มาขี่ม้ากันเถอะ”

    

    เสียงหัวเราะของลูกสาวได้ทำให้เจียงเสี่ยวไป๋หัวเราะไปด้วย เขาจับข้อเท้าทั้งสองข้างของเธอ เอียงตัว และเริ่มวิ่งโฉบออกไปซ้ายทีขวาที ทำให้คนตัวเล็กหัวเราะคิกคักอย่างสนุกสนาน

    

    “ผู้ใหญ่อะไรทำตัวเหมือนเด็ก”

    

    เจียงไห่หยางมองไปที่สองพ่อลูกแล้วส่ายหัวพึมพำ

    

    ในตอนนี้ หวังซิ่วจูดูเหมือนจะยังโกรธอยู่ จึงพูดว่า “ลูกเรากำลังล้อเล่นกับชานชาน ยังไปว่าลูกทำตัวเหมือนเด็กอีก”

    

    หลินเจียอินเฝ้าดูเจียงเสี่ยวไป๋เล่นกับเจียงชาน ใบหน้าสวยแต่งแต้มด้วยรอยยิ้มแห่งความสุข

    

    เจียงเสี่ยวไป๋ช่างดีจริง ๆ

    

    เธอชอบบรรยากาศแบบนี้ และชอบเจียงเสี่ยวไป๋ตัวตนแบบนี้

    

    เจียงถิงที่อยู่ตรงนั้นก็เห็นสถานการณ์นี้เหมือนกัน เธอเองก็รู้สึกอิจฉา จึงหันไปพูดกับเจียงเสี่ยวเฟิงด้วยน้ำเสียงที่แผ่วเบาว่า “ป่าป๊า หนูอยากขี่ม้าเหมือนพี่ชานชาน”

    

    เมื่อเจียงเสี่ยวเหลยได้ยิน เขาก็พูดทันทีว่า “ถิงถิง เดี๋ยวอาจะเอาหนูขี่ม้าเอง”

    

    “ไม่เอา ! หนูอยากเล่นกับป่าป๊า ! ”

    

    เจียงถิงปฏิเสธออกมา “ขนาดพี่สาวยังเล่นกับป่าป๊าของเธอ หนูก็อยากเล่นกับป่าป๊าของหนูเหมือนกัน”

    

    เจียงเสี่ยวเหลยรู้สึกผิดหวังเล็กน้อย เขาถูกเด็กปฏิเสธจริง ๆ ใช่ไหม

    

    เมื่อมองไปที่ด้านหลังของพี่รองที่จากไป เขาก็ไม่คิดจะอยู่ที่นี่ต่อ และอยากตามไปเล่นกับพี่รองที่ริมแม่น้ำ

    

    เมื่อคิดได้อย่างนั้น เขาก็คุกเข่าลงและพูดกับเจียงถิงว่า “ถิงถิง แต่อาวิ่งได้เร็วกว่าพ่อของเธอนะ ลองมาแข่งวิ่งกับพวกเขากันไหม ขี่หลังอา แล้วอาจะพาหนูวิ่งตามชานชานไป”

    

    “ไม่ หนูอยากขี่ม้ากับป่าป๊า”

    

    เจียงถิงอายุยังน้อย แต่ก็ดื้อรั้น เธอไม่แม้แต่จะคล้อยตามเจียงเสี่ยวเหลย แถมยังวิ่งตรงไปหาเจียงเสี่ยวเฟิงอีกด้วย

    

    “เอาล่ะ งั้นเรามาขี่ม้าด้วยกันเถอะ”

    

    เจียงเสี่ยวเฟิงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากยิ้มและยกลูกสาวของเขาขึ้นขี่คอ

    

    เจียงเสี่ยวเหลยพูดไม่ออกอยู่พักหนึ่ง เขาโบกมือแล้วพูดว่า “งั้นผมจะไปดูว่าเขาฆ่าควายเสร็จแล้วหรือยัง”

    

    พูดแล้ว เขาก็วิ่งออกไปอย่างรวดเร็ว

    

ฝากนิยายบ้านน้อยๆไว้ด้วยนะคะ บราวนี่ออนไลน์ <จิ้ม>
Prev
Next

Comments for chapter "ตอนที่ 86 :ขี่ม้า"

MANGA DISCUSSION

ใส่ความเห็น

You must Register or Login to post a comment.

Novel PDF

YOU MAY ALSO LIKE

novelpdf-061
หวนคืนชะตาแค้น
02/11/2023
6d-fe53-105
ชายาเจ้าหยุดเย้าข้าเสียที
12/06/2026
novelpds956
หนูน้อยผู้นี้คือสมบัติล้ำค่าของตระกูลซู
16/06/2026
98522
ยอดหญิงลิขิตสวรรค์
18/04/2026

    © 2020 - 2023 Novelpdf.xyz
    เว็บอ่านนิยาย นิยาย pdf เว็บ “novelpdf.xyz ” เว็บอ่านนิยายสนุกๆ เพลิดเพลินไปกับนิยายต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น นิยายวาย, นิยายจีน, นิยายรัก, แฟนตาซี, กำลังภายใน, ผจญภัย สุดยอดวิชากำลังภายใน อัพเดททุกวัน ดฯฌซ,ฑ๊โฌฮฤ

    Sign in

    Lost your password?

    ← Back to Novel PDF » คลังนิยายแปลอัปเดตไว 24 ชม.

    Sign Up

    Register For This Site.

    Log in | Lost your password?

    ← Back to Novel PDF » คลังนิยายแปลอัปเดตไว 24 ชม.

    Lost your password?

    Please enter your username or email address. You will receive a link to create a new password via email.

    ← Back to Novel PDF » คลังนิยายแปลอัปเดตไว 24 ชม.