หญิงพาลผู้งามล่มเมือง กับสามีลึกลับริมบึง - บทที่ 524 ฮ่องเต้ผู้ก่อตั้งแว่นแคว้นเป็นหุ่นเชิดระดับสูงอย่างนั้นหรือ???
- Home
- หญิงพาลผู้งามล่มเมือง กับสามีลึกลับริมบึง
- บทที่ 524 ฮ่องเต้ผู้ก่อตั้งแว่นแคว้นเป็นหุ่นเชิดระดับสูงอย่างนั้นหรือ???
บทที่ 524 ฮ่องเต้ผู้ก่อตั้งแว่นแคว้นเป็นหุ่นเชิดระดับสูงอย่างนั้นหรือ???
“การคัดค้านย่อมมีอยู่แล้ว เพียงแต่ในบรรดาห้าอาวุโสนั้น ผู้อาวุโสสามมีวรยุทธสูงที่สุด อีกทั้งผู้อาวุโสสี่กับผู้อาวุโสสามยังมีความเห็นไปในทิศทางเดียวกัน บนเกาะถงเซิงแห่งนี้เกือบทั้งหมดจึงตกอยู่ภายใต้อำนาจการตัดสินใจของพวกเขาสองคน” ถังตงฝานอธิบาย
แม้ว่าหลายปีมานี้ถังตงฝานจะไม่ค่อยได้ก้าวก่ายกิจการบนเกาะมากนัก แต่ในฐานะที่เขาเป็นเจ้าเกาะถงเซิง สถานการณ์ของเหล่าอาวุโสทั้งห้าเขาย่อมรับรู้เป็นอย่างดี
“เช่นนั้นหากคิดจะเปลี่ยนแปลงเกาะถงเซิง สิ่งแรกที่ต้องทำคือจัดการผู้อาวุโสสามสินะเจ้าคะ” หลี่เยว่หานเหลือบมองเมิ่งฉีฮ่วน
เมื่อสัมผัสได้ถึงสายตาของหลี่เยว่หาน เมิ่งฉีฮ่วนนิ่งเงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะกล่าวว่า “ไม่หรอก ในที่แห่งนี้ผู้ที่มีสิทธิ์มีเสียงมากที่สุดนอกจากเจ้าเกาะและผู้อาวุโสใหญ่แล้ว ยังมีผู้อาวุโสสองอีกคน”
“ผู้อาวุโสสองหรือเจ้าคะ?” หลี่เยว่หานชะงักไป
ถังตงฝานพยักหน้ายืนยัน “ถูกต้อง แม้ผู้อาวุโสสองจะหมกมุ่นอยู่กับการเพาะสร้างหุ่นเชิด แต่ในมือเขามีบันทึกเคล็ดวิชาฉบับสมบูรณ์ขององค์ปฐมฮ่องเต้ ความเชื่อสูงสุดของเกาะถงเซิงคือวิชาหุ่นเชิด ดังนั้นถึงเขาจะไม่ยุ่งเกี่ยวกับโลกภายนอก แต่คำพูดของเขาก็ยังมีน้ำหนักมาก”
“แต่เวลาผ่านไปเนิ่นนานเพียงนี้ วิชาหุ่นเชิดของผู้อาวุโสสองดูเหมือนจะไม่มีความคืบหน้าเลยนะขอรับ” เมิ่งฉีฮ่วนตั้งข้อสังเกต “หรือว่ามีความก้าวหน้า แต่เขามิได้เปิดเผยต่อภายนอกกันแน่?”
ได้ยินเช่นนั้น ถังตงฝานก็มองเมิ่งฉีฮ่วนด้วยสายตาชื่นชม “เจ้ากล่าวได้ถูกต้อง มีความคืบหน้าจริง ๆ เพียงแต่ไม่ได้เปิดเผยออกไปเท่านั้น”
“วิชาหุ่นเชิดซับซ้อนยิ่งนัก การจะสร้างหุ่นเชิดขึ้นมาสักตัวถือเป็นงานใหญ่ ในอดีตจงเจิ้งอวี่ต้องใช้เวลาค้นคว้าอยู่นานหลายปีกว่าจะประสบความสำเร็จ” นาม ‘จงเจิ้งอวี่’ ที่ถังตงฝานเอ่ยถึง ก็คือองค์ปฐมฮ่องเต้ผู้ก่อตั้งแคว้นตงฮั่นนั่นเอง
และเขายังเป็นชายหนุ่มที่เป็นคู่หมายหมั้นตั้งแต่อยู่ในครรภ์ของถังซีฟานอีกด้วย…
น่าเสียดายที่จงเจิ้งอวี่ล่วงลับไปหลายร้อยปีแล้ว แม้ตลอดชีวิตเขาจะเว้นตำแหน่งฮองเฮาไว้ให้ถังซีฟานเพียงผู้เดียว แต่ท้ายที่สุดเขาก็ไม่อาจรอจนนางกลับมาได้
“ยามนี้บนเกาะมีหุ่นเชิดระดับสูงเพียงตัวเดียว ส่วนที่เหลือล้วนเป็นหุ่นเชิดระดับล่างทั้งสิ้น” ถังตงฝานทิ้งระเบิดลูกใหญ่ทำเอาทุกคนตะลึง “หุ่นเชิดระดับสูงที่ว่านั้นก็คือ องค์ปฐมฮ่องเต้… จงเจิ้งอวี่”
เมิ่งฉีฮ่วน (O_O)?
หลี่เยว่หาน (|| ゚Д゚)
ถังตงฝานโบกมือไปมา “พวกเจ้าอย่ามองข้าด้วยสายตาเช่นนั้นเลย อวี่เอ๋อร์ทำไปก็เพื่อซีฟาน การเป็นฮ่องเต้มาทั้งชีวิตนั้น ความจริงในใจเขารู้สึกเหนื่อยล้ายิ่งนัก ที่เขายอมตั้งตนเป็นฮ่องเต้ในตอนนั้นก็เพื่อรวบรวมยอดฝีมือทั่วแผ่นดินมาหาวิธีช่วยซีฟาน มิเช่นนั้นลัญจกรหยกนั่นจะกลายเป็นสื่อกลางของแดนราชันไร้เทียมทานได้อย่างไร ของสิ่งนั้นอวี่เอ๋อร์ใช้เวลานานโขกว่าจะหลอมสร้างขึ้นมาได้ โดยใช้หยกหิมะจากเทียนซานชั้นเลิศที่โปร่งแสงและบริสุทธิ์ที่สุด”
“เมื่ออวี่เอ๋อร์รู้สึกว่าเวลาของตนเหลือไม่มากแล้ว เขาจึงสละราชสมบัติให้องค์รัชทายาท แล้วเดินทางกลับมาที่เกาะถงเซิง เต็มใจให้ผู้อื่นเปลี่ยนร่างตนเองเป็นหุ่นเชิดระดับสูง ยามนี้ร่างของเขาอยู่ในมือของผู้อาวุโสสอง หลายปีมานี้ผู้อาวุโสสองจึงได้ทำการศึกษาร่างของเขาไม่น้อย”
“เช่นนั้นจะถือว่าองค์ปฐมฮ่องเต้ยังมีชีวิตอยู่ได้หรือไม่ขอรับ?” เมิ่งฉีฮ่วนเอ่ยถาม
“ไม่เลย” ถังตงฝานส่ายหน้าด้วยความเศร้าสร้อย “หุ่นเชิดระดับสูงเพียงแค่ไร้ความรู้สึกเจ็บปวดแต่ยังคงมีความนึกคิดเป็นของตนเอง ทว่าเมื่อเวลาล่วงเลยผ่านไปเนิ่นนาน ซ้ำยังถูกคนบนเกาะศึกษาวิจัยมาตลอด สติรับรู้เพียงน้อยนิดที่หลงเหลืออยู่ของอวี่เอ๋อร์ก็ใกล้จะดับสูญเต็มทีแล้ว”
“เหตุใดท่านถึงไม่ยั้งมือพวกเขาไว้เจ้าคะ?” หลี่เยว่หานอดรู้สึกสลดใจไม่ได้
“ข้าเองก็มีความเห็นแก่ตัวอยู่บ้าง” ถังตงฝานถอนหายใจ “อวี่เอ๋อร์กักขังตนเองมานานปี แต่เรื่องของน้องสาวข้ากลับไม่มีความคืบหน้า ข้าเองก็หวังให้เขาได้ไปสู่สุคติเสียที ไม่ต้องมาใช้ชีวิตกึ่งเป็นกึ่งตายราวกับภูตผีเช่นนี้”
คำกล่าวนี้ทำให้ทุกคนตกอยู่ในความเงียบ
“ในเมื่อยามนี้ถังซีฟานกำลังจะหายดีแล้ว เช่นนั้นก็ควรไปรับตัวองค์ปฐมฮ่องเต้คืนมาจากผู้อาวุโสสองเถิดขอรับ” เมิ่งฉีฮ่วนเป็นฝ่ายทำลายความเงียบขึ้นมาก่อน
หลี่เยว่หานไม่ได้แสดงความเห็น แต่ถังตงฝานพยักหน้าเห็นพ้อง “หลายปีมานี้ผู้อาวุโสสองสร้างได้เพียงหุ่นเชิดระดับล่างที่ไร้กำลังรบ การค้นคว้าของเขาควรจะจบสิ้นลงได้แล้ว อย่างไรเสียท่านก็เป็นถึงผู้ก่อตั้งแคว้นตงฮั่น จะปล่อยให้เขาถือครองร่างไว้เช่นนั้นตลอดไปไม่ได้”
“ข้าอยากรู้นักว่าใครจะกล้า!” สิ้นคำของถังตงฝาน เสียงอันทรงพลังและแหบพร่าก็ดังขึ้นจากหน้าประตู จากนั้นชายชราผู้มีใบหน้าเย็นชาเคร่งขรึมก็ก้าวเข้ามา พร้อมกับผู้อาวุโสห้าที่หลี่เยว่หานเคยพบ และอีกสองคนที่ไม่คุ้นหน้า
คนเหล่านี้น่าจะเป็นผู้อาวุโสสอง ผู้อาวุโสสาม และผู้อาวุโสสี่
“เจ้าหมายความว่าอย่างไร!” ถังตงฝานแสดงสีหน้าไม่พอใจออกมาอย่างชัดเจน
“ข้ามาถึงก็ได้ยินเจ้าบอกว่าจะเอาหุ่นเชิดระดับสูงไป ทำไมกัน… การทุ่มเทค้นคว้าหลายปีของข้าต้องสูญเปล่าอย่างนั้นหรือ?” ผู้อาวุโสสองมีดวงตาดุจพยัคฆ์ ยามจ้องมองผู้ใดช่างดูน่าเกรงขามและดุดันยิ่งนัก
เมิ่งฉีฮ่วนขยับตัวบังหลี่เยว่หานไว้ด้านหลังตามสัญชาตญาณ
“พวกเจ้าจะเปลี่ยนสภาพแวดล้อมบนเกาะ จะไม่ให้เกาะถงเซิงไปพาตัวเด็กจากภายนอกมาฝึกอีกข้าจะไม่ยุ่ง แต่ใครที่คิดจะแตะต้องวิชาหุ่นเชิดของข้า ข้าจะสู้ตายจนถึงที่สุด!” พูดจบ ผู้อาวุโสสองก็ตั้งท่าเตรียมพร้อม ราวกับจะเปิดศึกได้ทุกเมื่อ
เมิ่งฉีฮ่วนหรี่ตาลงเล็กน้อย “ผู้อาวุโสสอง หุ่นเชิดระดับสูงในมือท่านคือองค์ปฐมฮ่องเต้แห่งแคว้นตงฮั่นของเรา หลายปีมานี้ท่านครองร่างของพระองค์ไว้แต่กลับไม่มีความคืบหน้าอันใด แล้วจะให้พวกเราเชื่อมั่นในตัวท่านได้อย่างไรขอรับ”
“ใครบอกว่าข้าไม่มีความคืบหน้า!” ผู้อาวุโสสองถลึงตาใส่เมิ่งฉีฮ่วนด้วยความโกรธจัด “อย่างน้อยข้าก็รู้ว่าการจะสร้างหุ่นเชิดระดับสูงได้ ต้องใช้พลังจิตสัมผัสร่วมด้วย! ข้าได้ยินมาแล้วว่าแม่นางข้างกายเจ้ามีพลังจิตสัมผัส ขอเพียงนางยอมบอกเคล็ดวิชาการฝึกฝนให้ข้าจนสร้างหุ่นเชิดระดับสูงได้สำเร็จ ข้าจะคืนร่างองค์ปฐมฮ่องเต้ให้พวกเจ้าทันที!”
“พลังจิตสัมผัสมิใช่สิ่งที่ใครก็ฝึกกันได้ คนอย่างท่านหากฝืนฝึกไปมีแต่จะทำให้สมองพังทลายจนกลายเป็นคนปัญญาอ่อนไปเสียเปล่า ๆ!” หลี่เยว่หานอดไม่ได้ที่จะโพล่งออกมา
ถังตงฝานมองผู้อาวุโสสองด้วยสีหน้าเคร่งเครียด “ผู้อาวุโสสอง อย่าได้สามหาว!”
“ท่านเจ้าเกาะ พวกเรายอมถอยให้มากพอแล้ว พวกเขาอยากเปลี่ยนกฎเกาะถงเซิงเราก็ยอม แต่ตอนนี้กลับคิดจะขัดขวางวิชาหุ่นเชิดอีก เช่นนี้จะใช้ได้อย่างไร! หากฮ่องเต้หลิงอวิ๋นทรงทราบเรื่องนี้ พวกเราคงไม่มีใครจบสวยแน่!” ผู้อาวุโสสามสวมหน้ากากคนดีเข้ามาเกลี้ยกล่อม
“นั่นสิท่านเจ้าเกาะ อย่างไรเสียพวกเราก็ทำงานรับใช้แคว้นตงฮั่น จะไปฟังคำสั่งท่านอ๋องผู้นี้ฝ่ายเดียวไม่ได้หรอก!” ผู้อาวุโสสี่รีบกล่าวเสริมทันที
มีเพียงผู้อาวุโสห้าเท่านั้นที่ยืนนิ่งเงียบอยู่ด้านข้างโดยไม่เอ่ยคำใด
“พวกปั้นหน้าใจบุญ ช่างเสแสร้งสิ้นดี!” เสียงสตรีอันเย็นชาดังขึ้นอย่างกะทันหัน จากนั้นทุกคนก็รู้สึกตาพร่าพราย เพียงพริบตาเดียวกลุ่มของผู้อาวุโสสองยังไม่ทันได้เห็นว่าผู้มาเป็นใคร ก็ถูกซัดจนกระเด็นออกไปข้างนอกเสียแล้ว
“น้องสาว!” ถังตงฝานเบิกตากว้างด้วยความดีใจ “เป็นเจ้าจริง ๆ หรือ?”
ยามนี้ถังซีฟานยืนอยู่เบื้องหน้าพวกเขาในสภาพผมเผ้ายาวสยาย เมื่อได้ยินคำว่า “น้องสาว” จากปากถังตงฝาน ร่างของนางก็ชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะค่อย ๆ หันกลับมามองเขาด้วยสายตาที่สงบนิ่ง
“ข้าเอง… ท่านพี่” ถังซีฟานขานตอบเรียบ ๆ “ข้ากลับมาแล้ว”
แม้ในบันทึกที่เมิ่งฉีฮ่วนหามาจากเมืองเทียนซิงอู่เหอจะระบุว่าตระกูลถังมีบุตรชายสี่คน แต่ข้อมูลบางส่วนก็ยังคลุมเครือ เพราะลูกคนที่สองของตระกูลถังถูกพาตัวไปฝึกวิชาในสำนักตั้งแต่ยังเยาว์ บ้างก็ว่าเป็นหญิง บ้างก็ว่าเป็นชาย แม้แต่ในบันทึกของถังหนานฝานที่เอ่ยถึงถังซีฟานก็ยังเขียนไว้เพียงคร่าว ๆ เท่านั้น
เมื่อเห็นถังตงฝานมองถังซีฟานผู้เย็นชาด้วยความตื้นตัน เมิ่งฉีฮ่วนก็คว้ามือหลี่เยว่หานมากุมไว้แน่นโดยไม่รู้ตัว
เขากลัว… กลัวว่าหลี่เยว่หานจะต้องพรากจากเขาไป เพราะที่มาที่ไปของหลี่เยว่หานนั้น เมิ่งฉีฮ่วนย่อมรู้ซึ้งแก่ใจดีที่สุด…