หญิงพาลผู้งามล่มเมือง กับสามีลึกลับริมบึง - บทที่ 571 สวีติ้งหลานปรากฏตัว
บทที่ 571 สวีติ้งหลานปรากฏตัว
แม้ในใจจะเปี่ยมไปด้วยความหวาดหวั่น แต่สวีซิ่งอี้ก็สามารถปรับอารมณ์ของตนเองได้อย่างรวดเร็ว
ทางด้านเมิ่งฉีฮ่วนนั้นดูสุขุมกว่ามาก เขาหยิบเทียนในมือส่งให้หลี่เยว่หาน จากนั้นจึงหยิบเทียนไขศพอีกเล่มจากแท่นบูชายัญมาจุดขึ้น ก่อนจะถือเทียนที่มีเปลวไฟสีเขียวสลัวเลือนลางออกไปสำรวจรอบด้านพร้อมกับสวีซิ่งอี้
หลี่เยว่หานประคองเทียนในมือพลางนั่งลงพิงแท่นบูชายัญ
แม้นางจะรู้สึกประหวั่นพรั่นพรึงเพียงใด แต่ก็มิกล้าขยับตัวสุ่มสี่สุ่มห้า ค่ายกลในสถานที่แห่งนี้มีผลขัดขวางสัมผัสวิญญาณ ทำให้พลังของนางไม่อาจสำแดงผลได้เต็มที่ อีกทั้งนางยังมิอยากแสดงอิทธิฤทธิ์เรียกน้ำพุจิตวิญญาณออกมาจากความว่างเปล่าต่อหน้าสวีซิ่งอี้ จึงเลือกที่จะรั้งรออยู่ ณ ที่เดิม
เคราะห์ดีที่แม้เมิ่งฉีฮ่วนและสวีซิ่งอี้จะแยกกันไปสำรวจ แต่พวกเขาก็ยังส่งเสียงตะโกนคุยกันเป็นระยะ เพื่อให้อีกฝ่ายรับรู้ถึงตำแหน่งที่อยู่ของกันและกัน
หลังจากรอคอยอยู่ครู่ใหญ่ หลี่เยว่หานก็สะดุ้งสุดตัวด้วยความตระหนก
นางไม่ได้ยินเสียงของเมิ่งฉีฮ่วนและสวีซิ่งอี้มานานร่วมหนึ่งเค่อแล้ว!
“เมิ่งฉีฮ่วน!” หลี่เยว่หานลุกขึ้นยืนแล้วตะโกนสุดเสียง “ท่านอยู่ที่ใด! สวีซิ่งอี้! พวกท่านได้ยินข้าหรือไม่!”
คลื่นเสียงพุ่งกระทบผนังโดยรอบก่อนจะสะท้อนกลับมาเข้าหูของนาง ทว่ากลับไร้ซึ่งเสียงตอบรับจากชายหนุ่มทั้งสอง
หลี่เยว่หานเริ่มลนลาน นางอยากจะออกไปตามหาใจจะขาด แต่ก็มิกล้าละทิ้งตำแหน่งเดิมไปโดยง่าย
หากพวกเขาทั้งคู่ติดอยู่ในนิมิตลวงตา การยึดเส้นทางเดิมไว้อาจจะช่วยให้เดินกลับมาได้ แต่หากนางเดินสุ่มไปที่อื่น พวกเขาก็จะขาดจุดอ้างอิงว่าตนเองหลุดพ้นจากค่ายกลลวงตาแล้วหรือยัง
เมื่อคิดได้ดังนั้น หลี่เยว่หานก็มิสนสิ่งใดอีก นางยกมือขึ้นเรียกน้ำพุจิตวิญญาณหว่านอู้เซิงให้ไหลออกจากฝ่ามือ กระจายลงสู่พื้นและแผ่ขยายออกไปทุกทิศทาง
ในเมื่อค่ายกลแห่งนี้ขัดขวางสัมผัสวิญญาณได้ ย่อมพิสูจน์ได้ว่ามันมิอาจขัดขวางสิ่งของที่มีรูปร่างตัวตนจริงได้เช่นกัน
บนตัวของเมิ่งฉีฮ่วนยังคงมีกระแสจิตส่วนหนึ่งของหลี่เยว่หานหลงเหลืออยู่ นางเพียงต้องควบคุมทิศทางการไหลของหว่านอู้เซิงให้มุ่งไปหาเขา เมื่อพบตัวกันแล้ว บางทีอาจจะร่วมมือกันทำลายค่ายกลและช่วยสวีซิ่งอี้ออกมาได้!
หลี่เยว่หานพยายามสัมผัสถึงกระแสจิตที่ฝากไว้กับเมิ่งฉีฮ่วน โดยมุ่งหน้าไปตามทิศทางที่น้ำพุจิตวิญญาณไหลนำไป
นางมิอาจทราบได้ว่าหลุมฝังร่วมแห่งนี้กว้างใหญ่เพียงใด คะเนคร่าวๆ ว่าตนเองเดินมานานเกือบสิบนาทีแล้วแต่กลับยังไร้วี่แววของเมิ่งฉีฮ่วน
สิ่งที่น่าประหลาดคือ แม้นางจะเดินมานานกว่าสิบนาทีซึ่งควรได้ระยะทางร่วมหนึ่งกิโลเมตรแล้ว แต่หากหลุมฝังร่วมแห่งนี้กว้างใหญ่ปานนั้นจริง เหตุใดเสียงสะท้อนกลับยังคงดังกังวานชัดเจนอยู่ใกล้หูเช่นนี้?
หลี่เยว่หานทรุดตัวลงนั่งยองๆ เพื่อตรวจสอบหว่านอู้เซิงบนพื้น
ทว่าทันทีที่ปลายนิ้วสัมผัสถูกผิวน้ำ ของเหลวที่เคยไหลวนอยู่ใต้เท้าพลันอันตรธานหายไปต่อหน้าต่อตา!
‘แย่แล้ว!’
ม่านตาของหลี่เยว่หานหดแคบลง นางรีบพลิกฝ่ามือเรียกหว่านอู้เซิงออกมาอย่างต่อเนื่องไม่ขาดสาย
หากองค์หญิงสิบสามแห่งเหลี่ยหลานมาเห็นนางใช้น้ำพุจิตวิญญาณสิ้นเปลืองเช่นนี้ คงได้ปวดใจจนแทบกระอักเลือดเป็นแน่
น้ำพุจิตวิญญาณชุดใหม่แผ่ขยายออกไปอย่างช้าๆ หลี่เยว่หานมิหยุดเรียกมันออกมา นางปล่อยให้หว่านอู้เซิงไหลรินลงสู่พื้นทีละนิดเพื่อรักษาการเชื่อมต่อและมิให้ค่ายกลลวงตามาปั่นประสาทได้อีก
เมื่อหว่านอู้เซิงแผ่เต็มพื้นที่ใต้เท้า หลี่เยว่หานถึงได้ตระหนักว่า ตลอดสิบนาทีที่นางเดินมานั้น นางทำเพียงแค่เดินวนเวียนอยู่รอบแท่นบูชายัญเท่านั้นเอง
เมื่อรับรู้ความจริงข้อนี้ นางจึงหันไปจัดแจงเทียนไขบนแท่นบูชายัญให้ตั้งตรง และในขณะที่นางกำลังจะจุดไฟทีละเล่มนั้นเอง เงาร่างหนึ่งก็ผุดพุ่งออกมาจากความมืดแล้วเอื้อมมือมาดับเทียนไขศพที่นางเพิ่งจุดติดลงทันที!
“ท่าน… ท่านแม่ทัพสวี?” หลี่เยว่หานมองสวีติ้งหลานที่ร่างอาบไปด้วยเลือดด้วยความตกตะลึง
“จุดไม่ได้… เทียนพวกนี้จุดไม่ได้เด็ดขาด!” สวีติ้งหลานกล่าวจบ ร่างของเขาก็ทรุดฮวบลงกับพื้นอย่างหมดแรง
“ท่านแม่ทัพ!” หลี่เยว่หานรีบทรุดตัวลงประคองเขา นางหยิบกระบวยเงินออกมาแล้วป้อนน้ำพุจิตวิญญาณหว่านอู้เซิงให้เขาสองสามคำ
หว่านอู้เซิงเป็นของล้ำค่า เพียงสวีติ้งหลานได้รับไอพลังบริสุทธิ์เข้าไป ร่างกายของเขาก็ฟื้นตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว
“นี่… น้ำนี่มัน…” สวีติ้งหลานรู้สึกได้ว่าเรี่ยวแรงกลับคืนมาในพริบตาจนต้องเอ่ยถามด้วยความประหลาดใจ
“เป็นของที่ยอดคนลี้ลับท่านหนึ่งมอบให้ข้าเมื่อครั้งอยู่ที่เมืองเทียนซิงอู่เหอเจ้าค่ะ” หลี่เยว่หานปั้นน้ำเป็นตัว “เมื่อครู่ท่านแม่ทัพบอกว่าห้ามจุดเทียนเหล่านี้ เป็นเพราะเหตุใดหรือเจ้าคะ?”
“ในโลงศพเหล่านั้นขังอสูรกายไว้ จำนวนเทียนไขก็คือจำนวนของอสูรกาย ทุกครั้งที่เทียนหนึ่งเล่มถูกจุดขึ้น อสูรกายตนหนึ่งจะตื่นจากการหลับใหล” สวีติ้งหลานเอ่ยรัวเร็ว “หลังจากข้ากระโดดลงมาจากปากถ้ำด้านบนก็ตกลงมาที่นี่ ข้าคลำทางจนพบเทียนเหล่านี้แล้วลองจุดดู ไม่นานนักก็ถูกอสูรกายจับตัวไปขังไว้ในโลง ข้าไม่รู้ว่าถูกขังอยู่นานเพียงใด จนกระทั่งได้ยินเสียงของพวกเจ้าจึงได้ร้องตะโกนเรียกอยู่ครู่หนึ่ง แล้วหลังจากนั้นข้าก็หมดสติไปโดยไม่ทราบสาเหตุ”
คำบอกเล่านั้นทำให้หลี่เยว่หานตกใจจนเทียนในมือเกือบหลุดร่วง “แย่แล้วเจ้าค่ะ! เมื่อครู่ท่านอ๋องกับคุณชายสวีต่างก็ถือเทียนไขศพออกไปทั้งคู่!”
“พวกเขาไปที่ใดกัน!” สวีติ้งหลานรีบคว้าข้อมือหลี่เยว่หานด้วยความร้อนรน
“ก่อนหน้านี้พวกเราได้ยินเสียงของท่านแม่ทัพ แต่รอบด้านเต็มไปด้วยโลงศพจนหาไม่พบ จึงบอกให้ท่านเคาะโลงส่งสัญญาณ ทว่าจู่ๆ โลงทุกใบกลับส่งเสียงเคาะออกมาพร้อมกัน พวกเราจึงสันนิษฐานว่าที่นี่อาจมีค่ายกลที่ทำงานสัมพันธ์กับเสียง ท่านอ๋องและคุณชายสวีมีความรู้ด้านค่ายกลจึงให้ข้ารออยู่ที่แท่นบูชา ส่วนพวกเขาทั้งสองแยกกันออกไปสำรวจ แต่เพียงมินาน ข้าก็ไม่ได้ยินเสียงของพวกเขาอีกเลยเจ้าค่ะ”
สวีติ้งหลานพยักหน้าพลางขมวดคิ้ว “คาดว่าคงเผชิญหน้ากับอสูรกายแล้วถูกจับไปขังไว้ อสูรกายพวกนั้นมีพละกำลังมหาศาล ขนาดข้ามีอาวุธในมือยังยากจะเอาชนะพวกมันได้”
“จริงด้วยเจ้าค่ะ ที่ท่านแม่ทัพบอกว่าในโลงศพทุกใบขังอสูรกายไว้ ท่านทราบได้อย่างไรหรือเจ้าคะ?” หลี่เยว่หานถามจุดที่สงสัยทันที
“ก่อนจะปะทะกับพวกมัน ข้าเคยงัดฝาโลงเปิดดูสองสามใบ ข้างในนั้นมีแต่อสูรกายที่หน้าตาน่าเกลียดน่าสยดสยอง ต่อมาข้าก็ถูกมันจับไปขังไว้ในโลงที่มันเพิ่งออกมานั่นแหละ ข้าจึงสันนิษฐานว่าอสูรกายคงมีอยู่เต็มไปหมด และการที่ข้าตกลงมาที่นี่ได้โดยตรง ย่อมพิสูจน์ได้ว่าก่อนหน้านี้เคยมีคนมาที่นี่” สวีติ้งหลานวิเคราะห์
หลี่เยว่หานพยักหน้าตามอย่างครุ่นคิด
“แล้วพวกเจ้ามาที่นี่ได้อย่างไร?” สวีติ้งหลานเอ่ยถาม
“พวกเราตกลงมาจากด้านบนเหมือนกันเจ้าค่ะ” หลี่เยว่หานสรุปเหตุการณ์ที่ผ่านมาให้ฟังอย่างรวบรัด สวีติ้งหลานขมวดคิ้วมุ่นยิ่งกว่าเดิม
“เท่าที่ฟังเจ้าเล่ามา ข้านึกขึ้นได้ว่าเคยเห็นบันทึกเกี่ยวกับพิธีฝังศพเช่นนี้” สวีติ้งหลานกล่าว “มีตำนานเล่าว่าเมื่อหลายร้อยปีก่อน โลกใบนี้เต็มไปด้วยพลังปราณวิญญาณ มนุษย์ทุกคนสามารถชักนำปราณเข้าสู่ร่างกายเพื่อบำเพ็ญเพียรได้ ทว่าหลังจากเกิดมหันตภัยสวรรค์ พลังปราณก็เหือดหายไป เหล่ายอดฝีมือมิอาจบำเพ็ญจนบรรลุเซียนได้อีก หลายสำนักจึงตัดสินใจฝังตัวเองลงใต้ดินพร้อมกับสำนักของตน”
“ข้าจึงสงสัยว่า ที่นี่อาจจะเป็นสุสานของสำนักใดสำนักหนึ่ง พวกเขาทิ้งปากถ้ำไว้บนพื้นดิน และวางค่ายกลไว้ในหลุมฝังร่วมแห่งนี้ พร้อมกับทิ้งเทียนไขพิเศษเหล่านี้ไว้ หากมีผู้ใดบังเอิญตกลงมาแล้วจุดเทียนขึ้นเพื่อหาทางออก ย่อมเป็นการปลุกอสูรกายให้ตื่นขึ้นมา และคนผู้นั้นก็จะถูกอสูรกายจับไปขังไว้ในโลงศพเสียเอง”
“ยามที่ข้าปะทะกับอสูรกาย ข้าสังเกตเห็นว่าพวกมันดูหวาดเกรงว่าโลงศพจะถูกทำลายยิ่งนัก มีหลายครั้งที่กระบี่ของข้าพลาดไปถูกโลงศพเข้า พวกมันจะสำแดงความโกรธแค้นออกมาอย่างบ้าคลั่ง”
ได้ยินเช่นนั้น หัวใจของหลี่เยว่หานก็บีบคั้นด้วยความกังวล “ถ้าเช่นนั้น ตอนนี้ท่านอ๋องและคุณชายสวีก็มีโอกาสสูงมากที่จะถูกจับไปขังไว้ในโลงศพแล้วสินะเจ้าคะ!”