หญิงพาลผู้งามล่มเมือง กับสามีลึกลับริมบึง - บทที่ 572 เบาะแสแห่งค่ายกล
บทที่ 572 เบาะแสแห่งค่ายกล
“ไม่แน่เสมอไป” สวีติ้งหลานเอ่ยปลอบใจให้หลี่เยว่หานคลายกังวล “ท่านอ๋องวรยุทธ์สูงส่ง แม้แต่ข้าก็ยังมิใช่คู่ต่อสู้ของเขา ยามเผชิญหน้ากับอสูรกาย เขาต้องมีกำลังพอที่จะต่อกรได้อย่างแน่นอน”
“แต่อสูรกายพวกนั้นแข็งแกร่งมาก ข้าต้องไปหาเขาเจ้าค่ะ!” หลี่เยว่หานเอ่ยพลางเตรียมจะออกเดิน
“กลับมานี่!” สวีติ้งหลานร้องห้าม “เจ้าเป็นเพียงสตรีผู้อ่อนแอ ทั้งยังไร้วรยุทธ์ หากไปพบท่านอ๋องเข้า ท่านอ๋องยังต้องคอยพะวงปกป้องเจ้า เจ้าไปมีแต่จะเป็นตัวถ่วงเสียเปล่า ๆ!”
“แล้วจะให้ทำอย่างไรเล่าเจ้าคะ จะให้ข้านั่งรอความตายอยู่ที่นี่เฉย ๆ หรือ!” หลี่เยว่หานยังคงยืนกราน “อีกอย่าง ถึงแม้ฝีมือหมัดมวยของข้าจะสู้พวกท่านไม่ได้ แต่ข้าก็พอจะมีวิชาติดตัวอยู่บ้าง”
พูดจบ หลี่เยว่หานก็หยิบกระบี่ของสวีติ้งหลานมาตัดเทียนในมือออกเป็นสองท่อน นางจุดเทียนท่อนใหม่ขึ้นแล้วเอ่ยว่า “ท่านแม่ทัพพักผ่อนอยู่ที่นี่เถิด ข้าจะไปตามหาพวกเขาเอง!”
ขาดคำ โดยไม่รอให้สวีติ้งหลานทันได้ตอบโต้ หลี่เยว่หานก็หันหลังเดินหายเข้าไปในความมืดทันที
โชคดีที่เทียนซึ่งหยิบมาตอนแรกค่อนข้างทนทาน แม้จะแบ่งครึ่งแล้วก็ยังเพียงพอให้หลี่เยว่หานและสวีติ้งหลานใช้งานได้อีกพักใหญ่
เมื่อเดินออกมาจนมั่นใจว่าสวีติ้งหลานมองไม่เห็นแล้ว หลี่เยว่หานก็ย่อกายลง นางแอบเรียกน้ำพุจิตวิญญาณหว่านอู้เซิงออกมาขนาดเท่ากำปั้น ใช้กระแสจิตห่อหุ้มมันไว้จนลอยเด่นอยู่กลางอากาศ แล้วบังคับให้มันพุ่งนำทางไปด้านหน้า
โดยปกติแล้วกระแสจิตของคนคนเดียวกันย่อมส่งถึงกันได้ หลี่เยว่หานสัมผัสได้ว่าเมิ่งฉีฮ่วนอยู่ที่ใด แต่เพราะผลของค่ายกลทำให้นางไม่อาจเดินไปถึงตัวเขาได้ ทว่าเมื่อมีหว่านอู้เซิงนำทาง ทุกอย่างก็เปลี่ยนไป
หว่านอู้เซิงมิได้รับผลกระทบจากค่ายกลลวงตา เมื่อผนวกเข้ากับการควบคุมด้วยกระแสจิต มันจึงกลายเป็นเครื่องนำทางที่ยอดเยี่ยมที่สุด
หลี่เยว่หานเดินตามหลังหว่านอู้เซิงไปครู่หนึ่ง ในที่สุดนางก็พบอสูรกายตนหนึ่งยืนนิ่งอยู่ข้างโลงศพ
ตอนแรกนางกังวลว่าจะทำให้อสูรกายตื่นตระหนก แต่กลับพบว่าแม้ฝ่ายตรงข้ามจะมองเห็นนาง แต่มันกลับไม่มีท่าทีจะเคลื่อนไหวใด ๆ
นางคาดเดาว่าอาจเป็นเพราะนางมิได้ถือเทียนไขศพ อสูรกายจึงแยกแยะไม่ออกว่านางเป็นผู้บุกรุก
เมื่อค่อย ๆ ขยับเข้าไปใกล้ร่างอสูรกาย หลี่เยว่หานก็เหลือบไปเห็นเทียนไขศพที่ดับมอดแล้วถูกทิ้งไว้บนพื้น
หัวใจของนางพลันบีบคั้นด้วยความกังวล จนเผลอเสียสมาธิในการควบคุมหว่านอู้เซิง ปล่อยให้มันลอยละลิ่วพุ่งไปยังทิศทางที่เมิ่งฉีฮ่วนอยู่ต่อไป
กว่าหลี่เยว่หานจะรู้สึกตัว หว่านอู้เซิงขนาดเท่ากำปั้นก็ลอยวนเวียนอยู่ข้างกายอสูรกายเสียแล้ว
หลี่เยว่หานกัดฟันกรอด บังคับให้หว่านอู้เซิงพุ่งกระแทกเข้าที่ศีรษะของอสูรกายอย่างสุดแรง!
“กรี๊ดดด!” อสูรกายแผดร้องอย่างเจ็บปวดก่อนจะล้มตึงลง เลือดสีดำแดงข้นคลั่กไหลนองกระจายไปทั่วพื้น ดูน่าสะอิดสะเอียนยิ่งนัก
หลี่เยว่หานใจจดจ่ออยู่เพียงความปลอดภัยของเมิ่งฉีฮ่วน นางมิได้นำพาต่อความน่าสะอิดสะเอียนรอบกาย ปราดเข้าไปถีบร่างอสูรกายให้พ้นทาง แล้วออกแรงผลักฝาโลงศพออกทันที
เป็นเมิ่งฉีฮ่วนที่นอนอยู่ในนั้นจริง ๆ!
ทว่ายามนี้เมิ่งฉีฮ่วนหลับตาพริ้ม ภายในโลงศพมีไอสีดำม้วนตัววนเวียน แทรกซึมเข้าสู่รูจมูกของเขาอย่างต่อเนื่องมิขาดสาย เป็นภาพที่ดูประหลาดและน่าสยดสยองยิ่ง
หลี่เยว่หานรีบยื่นมือไปหมายจะคว้าตัวเมิ่งฉีฮ่วน ทว่าทันทีที่ปลายนิ้วสัมผัสไอสีดำ นางกลับถูกความร้อนลวกจนต้องชักมือกลับ
นางตั้งจิตให้มั่น เรียกหว่านอู้เซิงออกมาห่อหุ้มมือไว้ชั้นหนึ่ง แล้วจึงยื่นมือลงไปอีกครั้ง คราวนี้การดึงตัวเขากลับราบรื่น นางลากคนร่างใหญ่กำยำอย่างเมิ่งฉีฮ่วนออกมาจากโลงได้สำเร็จ
หลี่เยว่หานมิกล้าชักช้า นางหยิบกระบวยเงินออกมาป้อนน้ำพุจิตวิญญาณให้เขารวดเดียวหนึ่งกระบวยเต็ม เพียงมินานเมิ่งฉีฮ่วนก็เริ่มสำลักออกมา
เขาสะบัดหน้าพลางอาเจียนออกมาเป็นเลือดสีดำแดงคำโต
“ท่านเป็นอย่างไรบ้าง!” หลี่เยว่หานลนลานถามพลางลูบหลังให้เขาอย่างร้อนใจ
“ข้า… ไม่เป็นไร…” เมิ่งฉีฮ่วนหอบหายใจอย่างหนักพลางเอื้อมมือมากอดหลี่เยว่หานไว้ “ข้าทำให้เจ้าต้องกังวลแล้ว”
ได้ยินเช่นนั้น หลี่เยว่หานก็รู้สึกโล่งอกอย่างบอกไม่ถูก นางโอบกอดเขาไว้แน่นครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยว่า “ข้าพบท่านแม่ทัพสวีแล้ว เขาบอกว่าที่นี่มีอสูรกาย ทันทีที่เขาตกลงมาถึงหลุมฝังร่วมและจุดเทียนไขศพขึ้น อสูรกายก็ตื่นจากการหลับใหล เขาพ่ายแพ้ในการต่อสู้จึงถูกจับขังไว้ในโลงศพเจ้าค่ะ”
เมิ่งฉีฮ่วนขมวดคิ้วมุ่น “แล้วเขาออกมาได้อย่างไร?”
หลี่เยว่หานชะงักไปครู่หนึ่ง “ข้า… ข้าไม่ทราบเจ้าค่ะ เขาไม่ได้บอกไว้ และข้าเองก็มัวแต่ตกใจจนลืมถามไปเสียสนิท”
“ไม่เป็นไร ยามนี้พวกเราต้องไปตามหาสวีซิ่งอี้ก่อน เมื่อพบตัวเขาแล้ว ค่อยกลับไปที่แท่นบูชาเพื่อดูให้รู้แน่ว่าคนผู้นั้นคือท่านแม่ทัพสวีตัวจริงหรือไม่” พูดจบ เมิ่งฉีฮ่วนก็ลุกขึ้นยืน กุมมือหลี่เยว่หานไว้แน่น เหมือนดั่งวันวานที่พวกเขาเคยประคองกันอยู่บนเรือน้อยกลางสมุทร
เมื่อมีเมิ่งฉีฮ่วนอยู่เคียงข้าง หลี่เยว่หานก็รู้สึกอุ่นใจขึ้นมาก
นางส่งเทียนในมือให้เมิ่งฉีฮ่วน จากนั้นจึงเดินตามหลังเขาไปอย่างใกล้ชิด
เนื่องจากหลี่เยว่หานมิได้ฝากกระแสจิตไว้บนตัวสวีซิ่งอี้ การจะตามหาเขาในสถานที่แห่งนี้จึงมิใช่เรื่องง่าย
“ไม่ต้องกังวลไป เมื่อครู่ข้าสังเกตเห็นว่าเทียนไขศพมักจะตกอยู่หน้าโลงศพ ขอเพียงพวกเราพบเทียนไขศพ ก็จะพบตัวสวีซิ่งอี้” เมิ่งฉีฮ่วนเอ่ยปลอบระหว่างเดินเพื่อให้หลี่เยว่หานคลายใจ “อีกอย่าง เจ้าเพิ่งบอกว่าตอนพบอสูรกาย มันทำเพียงยืนเฝ้าอยู่หน้าโลงโดยไม่ขยับเขยื้อน เช่นนี้พวกเราย่อมหาเขาได้ไม่ยากนัก”
“ขอให้เป็นเช่นนั้นเจ้าค่ะ” หลี่เยว่หานพึมพำ ทว่าในใจกลับรู้สึกสังหรณ์ใจแปลก ๆ อย่างบอกไม่ถูก
ทั้งสองเดินต่อไปครู่หนึ่ง ในที่สุดก็พบอสูรกายยืนเฝ้าโลงศพอยู่ตนหนึ่ง และบนพื้นก็มีเทียนไขศพตกอยู่จริง ๆ
หลี่เยว่หานใช้วิธีเดิม นางใช้กระแสจิตห่อหุ้มน้ำพุจิตวิญญาณหว่านอู้เซิงขนาดเท่ากำปั้นให้ลอยไปด้านหลัง แล้วฟาดเข้าที่ศีรษะของอสูรกายเต็มแรง เช่นเดียวกับตนก่อนหน้า อสูรกายแผดร้องโหยหวนแล้วล้มลงตายแน่นิ่งไป
ทั้งสองไม่รอช้า รีบช่วยกันผลักฝาโลงศพออกแล้วพยุงสวีซิ่งอี้ที่หมดสติออกมา
หลังจากป้อนน้ำพุจิตวิญญาณไปหนึ่งกระบวย สวีซิ่งอี้ก็ค่อย ๆ ลืมตาตื่นขึ้น
“มีอสูรกาย…” นั่นคือประโยคแรกที่หลุดจากปากสวีซิ่งอี้เมื่อเห็นหน้าเมิ่งฉีฮ่วนและหลี่เยว่หาน
“มันตายแล้ว!” เมิ่งฉีฮ่วนเอ่ยพลางชูเทียนชี้ไปยังซากอสูรกายที่นอนอยู่ข้าง ๆ “โชคดีที่มีเยว่หานช่วยไว้”
“…” สวีซิ่งอี้มองซากอสูรกายด้วยแววตาซับซ้อน เขาคิดอย่างไรก็คิดไม่ออกว่าหลี่เยว่หานที่ไร้วรยุทธ์ จะสามารถล้มอสูรกายตัวเขื่องเช่นนี้ได้อย่างไร
“จริงด้วย ข้าพบเบาะแสบางอย่างเกี่ยวกับค่ายกลนี้!” สวีซิ่งอี้เอ่ยขึ้นพลางตะเกียกตะกายลุกขึ้น นำทางทั้งสองไปยังหัวมุมที่มืดมิดแห่งหนึ่ง
ที่นั่นมีแผ่นป้ายขนาดเท่าฝ่ามือปักอยู่ มันมีส่วนยอดแหลมคม ดูคล้ายป้ายวิญญาณแต่มีขนาดเล็กกว่ามาก ให้ความรู้สึกลึกลับและน่าขนลุกยิ่งนัก
“ข้าถูกอสูรกายซุ่มโจมตีตอนที่กำลังขุดเจ้าสิ่งนี้ขึ้นมานั่นแหละ” สวีซิ่งอี้ชี้ไปยังหลุมดินที่ถูกขุดทิ้งไว้ครึ่งๆ กลางๆ “ข้าเดินสำรวจมาหลายรอบ พบเพียงเจ้าสิ่งนี้ที่ดูประหลาดที่สุด จึงสันนิษฐานว่ามันน่าจะเป็นส่วนประกอบสำคัญของค่ายกล”
เมิ่งฉีฮ่วนพยักหน้าอย่างครุ่นคิด “หากเป็นเช่นนั้น ข้าเองก็เคยเห็นของหน้าตาแบบนี้เช่นกัน เพียงแต่มีขนาดใหญ่กว่านี้เล็กน้อย”
สวีซิ่งอี้หยิบกระดาษและพู่กันออกมาจากอกเสื้อ รีบวาดแผนผังคร่าว ๆ ลงบนกระดาษทันที “สถานที่ที่พวกเราอยู่นี้เป็นหลุมฝังร่วมทรงกลม โดยมีแท่นบูชาเป็นจุดศูนย์กลาง ข้าเริ่มเดินจากทิศใต้ ส่วนท่านอ๋องเริ่มจากทิศตะวันออก ระหว่างทางข้าจดจำทิศทางอย่างละเอียด และได้มาพบป้ายเล็ก ๆ นี้ที่นี่”
เมื่อสวีซิ่งอี้วาดเสร็จ เมิ่งฉีฮ่วนก็รับแท่งถ่านมาจากมือเขา แล้วเริ่มลากเส้นจากจุดที่เป็นแท่นบูชาพุ่งตรงไปทางขวา “ข้าเดินเป็นเส้นตรง และได้พบกับป้ายที่ใหญ่กว่านี้”