หญิงพาลผู้งามล่มเมือง กับสามีลึกลับริมบึง - บทที่ 578 ขุนเขาจวนถล่ม
บทที่ 578 ขุนเขาจวนถล่ม
“จิตสัมผัสวิญญาณอันใดกัน?” ในช่วงเวลาคับขันที่ความคิดแล่นเร็วดุจประกายไฟ หลี่เยว่หานตัดสินใจที่จะแสร้งทำเป็นไขสือ
“ของวิเศษสิ่งนี้คือของเหลวที่เปี่ยมไปด้วยพลังปราณวิญญาณ ทั้งยังถูกห่อหุ้มไว้ด้วยจิตสัมผัสวิญญาณชั้นหนึ่ง ซึ่งจิตสัมผัสวิญญาณนี้ก็เป็นของเจ้าเอง เจ้าจะมิรู้ได้อย่างไร?” ชายผู้นั้นจ้องมองหลี่เยว่หานพลางเอ่ยยิ้มหยัน “จะแสร้งทำทั้งทีก็ให้มันเนียนกว่านี้หน่อยเถิด ไร้ฝีมือสิ้นดี”
เมื่อได้ฟังเช่นนั้น หลี่เยว่หานก็ได้แต่เม้มปากแน่น
*เจ้าสิไร้ฝีมือ! ไร้ฝีมือกันทั้งบ้านนั่นแหละ!*
“ทว่าข้าก็นึกแปลกใจนัก ในยามที่พลังปราณวิญญาณเหือดแห้งเช่นนี้ เหตุใดจึงยังมีผู้บำเพ็ญจนมีจิตสัมผัสวิญญาณได้อีก อีกทั้งน้ำทิพย์นี่… เจ้าไปเอามาจากที่ใดกัน?” เขาเอ่ยพลางประคองหว่านอู้เซิงไว้บนฝ่ามือ มองหลี่เยว่หานด้วยสายตาใคร่รู้
หลี่เยว่หานนิ่งเงียบมิยอมปริปาก
“วางใจเถิด ในเมื่อเจ้ามิใช่คนของสำนักจางอัน ข้าย่อมมิสังหารเจ้าแน่นอน” อีกฝ่ายพยายามเอ่ยให้หลี่เยว่หานคลายกังวล
“ท่านมีความแค้นกับสำนักจางอันรึ?” หลี่เยว่หานเลิกคิ้วถาม
“ใช่ แค้นใหญ่หลวงนัก” เขาเอ่ยพลางโปรยยิ้มให้หลี่เยว่หาน “ข้ามีนามว่า ถังเป่ยฝาน พี่สาวของข้าเคยเป็นศิษย์เอกของสำนักจางอัน ทว่าต่อมาเกิดเรื่องราวขึ้นมากมาย เพื่อความมั่นคงของสำนัก พวกเขาจึงทรยศหักหลังพี่สาวข้า เจ้าว่าความแค้นระหว่างข้ากับสำนักจางอันนี้ลึกซึ้งเทียมฟ้าหรือไม่?”
หลี่เยว่หานถึงกับตะลึงจนทำตัวไม่ถูก
นี่นางช่างมีวาสนาต่อคนตระกูลถังเกินไปแล้วกระมัง…
“เอ่อ ข้าจะบอกความจริงแก่ท่านอย่างหนึ่ง แต่ท่านอย่าได้ร้อนใจไปนัก” หลี่เยว่หานมองถังเป่ยฝานด้วยสายตาจริงจัง “พี่สาวของท่านยังมิตาย ยามนี้นางอยู่กับพี่ใหญ่ของท่านที่เมืองเทียนซิงอู่เหอ ทั้งยังมีจงเจิ้งหลิงซีอยู่ด้วย พวกเขาทั้งสามคนอยู่ด้วยกันเจ้าค่ะ”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ถังเป่ยฝานกลับมองหลี่เยว่หานด้วยใบหน้าเรียบเฉย ครู่ใหญ่ต่อมาเขาก็หลุดขำพรืดออกมา “เจ้าคงจะไปอ่านตำราที่พี่สามของข้าเขียนไว้สิเนอะ ถึงได้รู้เรื่องของพี่สาวและพี่ใหญ่ของข้าเช่นนี้”
“ตำราของถังหนานฝานรึ?” หลี่เยว่หานขมวดคิ้ว “ข้ามิเคยอ่านผลงานของถังหนานฝานหรอกเจ้าค่ะ แต่ข้าเคยพบถังตงฝานและถังซีฟานมาก่อน ส่วนจงเจิ้งหลิงซีก็คือปฐมจักรพรรดิแห่งแคว้นตงฮั่นที่มีสัญญาหมั้นหมายกับถังซีฟาน ทว่าภายหลังถังซีฟานถูกบรรพชนเหยี่ยวดำจับตัวไป ถูกทำลายตบะและกักขังไว้ในแดนราชันไร้เทียมทาน แม่ทัพใหญ่ถังตงฝานจึงบุกไปยังรังของบรรพชนเหยี่ยวดำเพื่อช่วยนาง แม้จะทำลายตบะของมันแล้วโยนลงไปในแดนราชันไร้เทียมทานได้สำเร็จ แต่กลับมิอาจช่วยถังซีฟานออกมาได้ในตอนนั้น”
ยิ่งหลี่เยว่หานเล่า ถังเป่ยฝานก็ยิ่งขมวดคิ้วแน่น “เจ้าเหตุใดถึงรู้แจ้งเห็นจริงเพียงนี้? หรือว่าพี่สามจะเขียนเรื่องพวกนี้ลงไปในตำราจริง ๆ? บ้าที่สุด!”
“มิใช่ ๆ ท่านอย่าเข้าใจผิด ข้ามิเคยอ่านตำราของท่านถังหนานฝานจริง ๆ เรื่องพวกนี้ถังตงฝาน ถังซีฟาน และจงเจิ้งหลิงซีเป็นคนบอกข้าเองเจ้าค่ะ ข้ายังรู้อีกว่าท่านไปตั้งหลักแหล่งอยู่ที่เหลียวปี้เลี่ยตงทางทิศเหนือ และสร้างตัวจนร่ำรวยจากการทำขนม จนตระกูลถังกลายเป็นตระกูลใหญ่ที่มั่งคั่งที่สุดในแดนเหนือ” ทันใดนั้นหลี่เยว่หานก็ชะงักไป “เดี๋ยวก่อน ในเมื่อท่านมิใช่ผู้บำเพ็ญเซียน เหตุใดท่านถึงมีอายุยืนยาวมาได้หลายร้อยปีเช่นนี้?”
มิรู้ว่าถังเป่ยฝานได้ฟังสิ่งที่หลี่เยว่หานพูดหรือไม่ เขาเพียงแต่ลดดาบลงมิได้ชี้มาที่นางอีก ทว่ากลับจมดิ่งลงสู่ความเงียบงัน
เมื่อเห็นเขาเงียบไป หลี่เยว่หานก็มิคิดจะซักไซ้ให้มากความ นางเอ่ยอย่างระมัดระวังว่า “ท่านผู้เฒ่า พวกเราออกจากถ้ำนี้ไปคุยข้างนอกเถิดเจ้าค่ะ หากข้าคาดการณ์มิผิด ภูเขาลูกนี้จวนจะถล่มแล้ว”
“เจ้าไปเถิด” ถังเป่ยฝานเอ่ย “ข้ามิอาจไปจากที่นี่ได้”
“เหตุใดกัน?” หลี่เยว่หานมิเข้าใจ
“จริงดั่งที่เจ้าว่า พี่น้องทั้งสามคนของข้าต่างทุ่มเททั้งชีวิตเพื่อช่วยพี่สาว หลังจากพี่ใหญ่และจงเจิ้งหลิงซีโยนบรรพชนเหยี่ยวดำลงไปในแดนราชันไร้เทียมทานแล้ว ข้าก็ได้ขึ้นเหนือไปจริง ทว่าต่อมาข้าได้รับข่าวกรองลับว่า กำลังหลักของสำนักจางอันถูกซ่อนไว้ในพระราชวังใต้ดินแห่งนี้ ข้าจึงทิ้งครอบครัวและบุตรธิดาเพื่อมาเฝ้าอยู่ที่นี่นานนับหลายร้อยปี”
“ข้ามิเคยบำเพ็ญตบะ ดังนั้นข้าจึงได้สังเวยดวงวิญญาณของตนเอง ข้าสาบานว่าจะสังหารคนสำนักจางอันให้สิ้นซาก ตราบใดที่ยังมีศิษย์สำนักจางอันเหลือรอดอยู่ในโลกแม้เพียงคนเดียว ข้าจะมิมีวันตาย และข้าจะต้องสถิตอยู่ที่ที่พวกมันอาศัยอยู่ตลอดไป”
เมื่อได้ฟังคำเฉลย หลี่เยว่หานก็ถึงกับอึ้ง “แต่… คนสำนักจางอัน… ตายหมดแล้วนะเจ้าคะ…”
พอพูดจบ นางก็พลันนึกถึงคำพูดของสวีติ้งหลานขึ้นมาได้
เขาบอกว่ามีคนลากตัวเขาและสวีซิ่งอี้ออกไป เช่นนั้นแสดงว่าศิษย์สำนักจางอันบางส่วนอาจมิได้อาศัยอยู่ในพระราชวังใต้ดินอย่างนั้นรึ?
“หากพวกมันตายสิ้นแล้ว เจ้าก็ย่อมมิได้เห็นข้าหรอก” ถังเป่ยฝานเอ่ยพลางยิ้มขื่น “เจ้าไปเสียเถิด สิ่งที่เจ้าพูดนั้นถูกแล้ว ที่แห่งนี้กำลังจะถล่ม พวกศิษย์สำนักจางอันที่หลบซ่อนอยู่บนเขาแม้จะมีจำนวนมิมาก แต่การถล่มครั้งนี้ก็เพียงพอจะฝังพวกมันให้ตายตกตามกันไป เมื่อนั้นการรอคอยนับร้อยปีของข้าก็จะถึงจุดสิ้นสุดเสียที”
หลี่เยว่หานรู้สึกสะท้อนใจยิ่งนัก “ท่านมิอยากพบถังตงฝานและถังซีฟานอีกครั้งหรือเจ้าคะ?”
“มิจำเป็นหรอก” ถังเป่ยฝานเอ่ย “ความโดดเดี่ยวหลายร้อยปีทำให้ข้าทรมานและเสียใจยิ่งนัก แม้ข้าจะรักครอบครัวเพียงใด แต่เวลาที่ผ่านมาข้าอยู่ด้วยความอ้างว้างและความแค้นที่ลึกเกินเยียวยา”
หลี่เยว่หานนิ่งเงียบไป
ใจจริงนางปรารถนาให้ถังเป่ยฝานได้พบกับถังซีฟานสักครั้ง เพราะเขายืนหยัดเพื่อสิ่งนี้มานานนับร้อยปี และพวกเขาคือครอบครัวเดียวกัน
ทว่าถังเป่ยฝานก็พูดถูก เขาเจ็บปวดและเสียใจมามากเกินไป การพบกันในสภาพเช่นนี้อาจมิใช่สิ่งที่ทำให้เขาสบายใจนัก
แต่จะให้เขามารอดูกันมาหลายร้อยปีแล้วมาตายที่นี่ในวันนี้รึ?
*ไม่ได้เด็ดขาด!*
เมื่อคิดได้ดังนั้น หลี่เยว่หานก็มิมัวรอช้า นางรีบวิ่งลึกเข้าไปในส่วนในของถ้ำทันที
ถังเป่ยฝานยังคงนั่งนิ่งมิไหวติง เขามองตามเงาร่างของหลี่เยว่หานจนลับสายตา ก่อนจะหลับตาลงด้วยความเหนื่อยล้า
เวลาผ่านไปเนิ่นนานเท่าใดมิอาจทราบ หลี่เยว่หานก็กลับมาพร้อมกับหิ้วเด็กชายคนหนึ่งติดมือมาด้วย
เด็กคนนั้นถูกหลี่เยว่หานใช้เถาวัลย์มัดมือไว้แน่น นางเหวี่ยงเขาลงตรงหน้าถังเป่ยฝานแล้วเอ่ยว่า “ข้าไปหาที่กบดานของสำนักจางอันมาแล้ว คนมิมากนัก มีเพียงสิบกว่าคนเท่านั้น เด็กคนนี้อายุน้อยที่สุด ข้าเลยพาเขามาด้วย ตราบใดที่เขายังมีชีวิตอยู่ ท่านก็ย่อมมิตายใช่หรือไม่เจ้าคะ?”
เมื่อได้ฟัง แววตาที่เคยนิ่งสงบดุจน้ำนิ่งของถังเป่ยฝานก็ไหววูบไปชั่วครู่ เขามองไปยังเด็กชายที่นอนอยู่บนพื้น ก่อนจะเอ่ยถามว่า “เจ้ามิกลัวว่าพวกมันจะรุมสังหารเจ้ารึ?”
“ข้ามีจิตสัมผัสวิญญาณนะเจ้าคะ” หลี่เยว่หานยักไหล่อย่างมิยี่หระ “ไปกันเถิดเจ้าค่ะ ตอนข้ากลับมาได้ยินเสียงสั่นก้องจากใต้ดิน ภูเขานี้คงใกล้จะถล่มเต็มทีแล้ว ท่านพาคนรุ่นหลังของสำนักจางอันคนนี้ออกไปจากถ้ำเสียเถิด!”
ถังเป่ยฝานยังคงมิขยับ “ทำไม?”
“ทำไมอะไรกันเล่าเจ้าคะ” หลี่เยว่หานก้มลงหิ้วคอเสื้อเด็กชายที่กำลังร้องไห้โฮขึ้นมา “ในเมื่อยืนหยัดมานานร้อยปี ก็ต้องให้รางวัลกับตนเองบ้าง ออกไปจากที่นี่แล้ว ข้าจะส่งคนพาไปที่เมืองเทียนซิงอู่เหอ เพื่อรวมตัวกับถังตงฝานและถังซีฟาน หลังจากนั้นพวกท่านจะเอายังไงต่อ ก็เป็นเรื่องของตระกูลถังแล้วเจ้าค่ะ” พูดจบ นางก็ใช้ปลายเท้าสะกิดถังเป่ยฝานเบา ๆ
คำพูดของหลี่เยว่หานทำให้ถังเป่ยฝานทำตัวมิถูก เขาจึงยอมเดินตามนางออกมาจากถ้ำแต่โดยดี
เบื้องนอกถ้ำคือหน้าผาสูงชัน ทั้งสามคนค่อย ๆ เคลื่อนตัวอย่างระมัดระวังจนมาถึงลานกว้าง หลี่เยว่หานมิได้คิดปิดบังถังเป่ยฝาน นางเพียงแต่ทำให้เด็กชายสำนักจางอันสลบไป ก่อนจะโบกมือคราหนึ่ง ประตูเชื่อมมิติพลันปรากฏขึ้น เมิ่งฉีฮ่วนก้าวออกมาพร้อมกับพ่อลูกตระกูลสวี
“ท่านอ๋อง! หวังเฟย! ท่านแม่ทัพสวี!” ทันทีที่หลี่เยว่หานเก็บประตูเชื่อมมิติ เฮ่อเจิ้งเทียนก็วิ่งร้องตะโกนเข้ามาหา “ดีเหลือเกินที่ทุกท่านมิเป็นไร ช่างน่ายินดียิ่งนัก!”
หลี่เยว่หานไม่มีแก่ใจจะทักทายเฮ่อเจิ้งเทียน นางรีบสั่งการทันที “แจ้งทุกคนให้รีบถอนตัวออกจากยอดเขานี้ พวกเราต้องลงเขาเดี๋ยวนี้!”
“เหตุใดกันขอรับ?” เฮ่อเจิ้งเทียนหน้าเหวอด้วยความงง
“ภูเขาถูกขุดจนกลวงโบ๋ อีกเดี๋ยวจะถล่มแล้ว” สิ้นคำพูดของนาง พื้นดินก็เริ่มสั่นสะเทือนเลื่อนลั่น…