หญิงพาลผู้งามล่มเมือง กับสามีลึกลับริมบึง - บทที่ 613 จับตาดูหลานซั่ว
หลี่เยว่หานเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง “หมายความว่า นางถูกใครบางคนจงใจทิ้งไว้ในเมืองหลวงตั้งแต่ตอนนั้นหรือเจ้าคะ?”
“หากข้าคาดเดาไม่ผิด นางน่าจะเป็นคนที่หลินเฟิงทิ้งไว้ในเมืองหลวงตั้งแต่คราวนั้น” เมิ่งฉีฮ่วนกล่าวเสริม “ปีนี้หลินเฟิงอายุราวสามสิบต้น ๆ เขารู้ที่มาของตนเองมาโดยตลอด และไม่เคยละทิ้งความทะเยอทะยานที่พึงมีในฐานะองค์ชายเลย ดังนั้นเขาจึงเริ่มวางหมากมานานแล้ว แต่สิ่งที่ต่างจากองค์ชายคนอื่นคือหลินเฟิงเป็นคนรอบคอบมาก และชอบวาง ‘หมากทิ้งทวน’ เอาไว้ล่วงหน้า นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมหลายปีมานี้ถึงไม่มีใครระแคะระคายเรื่องของหลานซั่วเลย”
“ยามนี้เผ่าเร่ร่อนไม่เหมือนแต่ก่อน หลังจากที่กัวอี้พามวลชนแยกตัวออกไปกึ่งหนึ่ง พวกเขาก็เที่ยวรุกรานเผ่าอื่นเพื่อพยายามสร้างขุมกำลังให้เข้มแข็งขึ้น แต่ทว่ายามนี้เป็นฤดูหนาว เมื่อจำนวนประชากรในเผ่าเพิ่มขึ้น อาหารย่อมมีจำกัด ที่สำคัญที่สุดคือพวกเขาขาดแคลนเกลืออย่างหนัก และนี่คือจุดประสงค์ที่หลินเฟิงมายังเมืองหลวงในครั้งนี้”
“พวกเขาเล็งวิชาถลุงเกลือไว้อย่างนั้นหรือเจ้าคะ?” หลี่เยว่หานขมวดคิ้ว “แต่ทางเหนือไม่มีทะเล ต่อให้พวกเขาได้วิชาถลุงเกลือไปก็ไร้ประโยชน์อยู่ดี”
“ทางเหนือมีเหมืองเกลือที่ถูกหิมะและน้ำแข็งปกคลุมอยู่แห่งหนึ่ง น้ำที่นั่นเป็นน้ำเค็มและไม่เคยจับตัวเป็นน้ำแข็งตลอดทั้งปี ในอดีตพวกเขามักจะไปตักน้ำจากทะเลสาบน้ำเค็มเพื่อนำกลับไปเติมเกลือเข้าร่างกาย แต่นั่นมันยากลำบากเกินไป ทำให้ไม่สามารถอพยพผู้คนจำนวนมากได้ ต้องคอยเคลื่อนย้ายวนเวียนอยู่รอบทะเลสาบน้ำเค็มเท่านั้น”
“ที่พวกเขาอยากเรียนวิชาถลุงเกลือ ก็เพราะต้องการสกัดผลึกเกลือบริสุทธิ์จากทะเลสาบน้ำเค็มมาเก็บสะสมไว้ เช่นนี้ต่อให้ต้องอพยพไปที่ใดก็จะไม่ถูกจำกัดด้วยปัญหาขาดแคลนเกลืออีกต่อไป”
เมื่อเมิ่งฉีฮ่วนกล่าวจบ เขาก็กุมมือหลี่เยว่หานไว้แล้วกำชับว่า “หลินเฟิงต้องการสร้างความดีความชอบ เขาจะต้องมาหาเจ้าอย่างแน่นอน ช่วงนี้เจ้าพยายามอย่าออกไปข้างนอก ข้าเกรงว่าหลินเฟิงจะจนตรอกจนกล้าทำเรื่องบ้าระห่ำ”
หลี่เยว่หานพยักหน้าตอบรับ “ได้เจ้าค่ะ อย่างไรเสียช่วงนี้จื่อเซียงก็อยู่เป็นเพื่อนข้าที่บ้าน นางชอบเล่นกับอาอี้และอานิ่ง ข้าไม่ออกไปไหนก็ไม่รู้สึกเบื่อหรอกเจ้าค่ะ”
“นอกจากนี้ เจ้าต้องคอยระวังแม่นางหลานซั่วไว้ให้ดี ข้ารู้สึกว่าที่นางมาเยือนจวนในวันนี้ ดูจะมีจุดประสงค์ไม่ธรรมดา”
“วันนี้หลานซั่วถูกจื่อเซียงลากมา นางคงไม่กล้าทำอะไรกระมังเจ้าคะ” หลี่เยว่หานเอียงคอครุ่นคิด “ตอนแรกที่ข้าเห็นนาง ข้าก็รู้สึกแปลกใจอยู่เหมือนกัน ข้ากับนางไม่ได้สนิทชิดเชื้อกันถึงขนาดที่นางต้องมาเยี่ยมเยียนข้าถึงที่จวน”
เมื่อได้ยินดังนั้น เมิ่งฉีฮ่วนจึงถามขึ้นด้วยความสงสัย “เจ้าพอจะรู้ไหมว่าก่อนหน้านี้คุณหนูใหญ่ตระกูลเหยียนไปทำอะไรมา?”
“ทราบเจ้าค่ะ นางบอกว่าครอบครัวนางย้ายออกจากอำเภอฮัวซีเพื่อไปบุกเบิก ‘เส้นทางสายไหม’ และสร้างความสัมพันธ์ทางการค้ากับเหลียวปี้เลี่ยตง อีกทั้งร้านจิ่นซิ่วก็เป็นการร่วมหุ้นของร้านผ้าและโรงปักหลายแห่ง สินค้าที่วางขายคือผ้าทอที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวซึ่งพวกเขาคัดสรรมาตลอดเส้นทางที่มุ่งหน้าไปทางเหนือ การที่นางเดินทางมายังเมืองหลวงครั้งนี้ ก็เพื่อมาจัดการดูแลความเรียบร้อยของร้านจิ่นซิ่วนั่นเองเจ้าค่ะ”
“เรื่องร้านจิ่นซิ่วข้าก็พอจะได้ยินมาบ้าง ผู้ริเริ่มเส้นทางสายไหมคือร้านขายผ้าอวี้เยว่ของตระกูลเวิน ดูท่าคราวนี้เวินเทียนเหล่ยจะไม่ได้หลอกข้า” เมิ่งฉีฮ่วนพยักหน้าอย่างใช้ความคิด
พอเมิ่งฉีฮ่วนเอ่ยถึงเวินเทียนเหล่ย หลี่เยว่หานก็อดถามไม่ได้ว่า “เวินเทียนเหล่ยเป็นอย่างไรบ้างเจ้าคะ?”
“ก่อนหน้านี้เขาได้ยินว่าเจ้ากำลังตามหาเหยียนจื่อเซียง จึงส่งคนมาบอกข้าว่าครอบครัวตระกูลเหยียนมุ่งหน้าไปทางเหนือเพื่อเตรียมสร้างเส้นทางสายไหม “ตอนนั้นข้าคิดว่าเขาเพียงพูดจาเหลวไหล จึงไม่ได้เล่าเรื่องนี้ให้เจ้าฟัง” เมิ่งฉีฮ่วนเบือนหน้าหนีเล็กน้อยด้วยความเก้อเขิน
เมื่อเห็นท่าทางไม่เป็นธรรมชาติของเขา หลี่เยว่หานจึงโน้มตัวไปประคองหน้าเขาให้หันมาแล้วกล่าวว่า เมื่อก่อนตอนที่ข้ายังเรียนอยู่ในสถาบันศึกษา ข้าเคยเรียนวิชาประวัติศาสตร์ ในประวัติศาสตร์ก็มีบันทึกเรื่องเส้นทางสายไหมเช่นกันเจ้าค่ะ”
วันนี้พอได้ยินเหยียนจื่อเซียงพูดถึง “เส้นทางสายไหม” หลี่เยว่หานก็เริ่มปะติดปะต่อเรื่องราวในใจ แต่ทว่าเหยียนจื่อเซียงใช้เวลาเดินทางไปไม่ถึงหนึ่งปี ในขณะที่ตามประวัติศาสตร์ที่นางเคยเรียนมานั้น ต้องใช้เวลาเดินทางนับสิบปี ผ่านแว่นแคว้นนิรนามมากมายกว่าจะเปิดเส้นทางค้าขายนี้ได้สำเร็จ
แม้ว่ายามนี้แคว้นตงฮั่นจะเรียกได้ว่ารวบรวมแผ่นดินเป็นหนึ่งเดียวแล้วก็ตาม แต่การเดินทางค้าขายและสร้างสัมพันธ์ระหว่างรายทางไม่ใช่เรื่องง่าย การที่เหยียนจื่อเซียงไปไม่ถึงปีแล้วกลับมาเช่นนี้ มันช่างรวดเร็วเกินไปจริง ๆ
“ในประวัติศาสตร์ที่เจ้าเคยเรียนมา เส้นทางสายไหมเป็นอย่างไรหรือ?” เมิ่งฉีฮ่วนมองนางด้วยความสนใจ
“เส้นทางสายไหมคือการบุกเบิกทางการค้าครั้งยิ่งใหญ่เมื่อสองพันปีก่อนยุคที่ข้าจากมา ผู้ที่รับผิดชอบในการถากถางเส้นทางนี้ต้องใช้เวลานานถึงสิบสามปี เพื่อสร้างความสัมพันธ์ทางการค้ากับแว่นแคว้นน้อยใหญ่ตลอดเส้นทาง แลกเปลี่ยนสินค้าซึ่งกันและกัน ในระหว่างนั้นขบวนราชทูตและกองคาราวานต้องเผชิญกับอันตรายนับครั้งไม่ถ้วน แต่พวกเขาก็ไม่เคยย่อท้อ จนในที่สุดก็ใช้เวลากว่าสิบปีทำให้เส้นทางมั่นคง เส้นทางนี้ยาวกว่าหกพันสี่ร้อยกิโลเมตร ทอดผ่านทวีปเอเชียและยุโรป ถือเป็นก้าวกระโดดที่ยิ่งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์การค้าทีเดียวเจ้าค่ะ”
หลี่เยว่หานมองหน้าเมิ่งฉีฮ่วนแล้วกล่าวต่อ “แต่แผนที่ของแคว้นตงฮั่นไม่เหมือนกับยุคของข้า สถานการณ์บ้านเมืองก็ต่างกัน ในประวัติศาสตร์ไม่มีบันทึกเรื่องนี้ไว้เลย แต่กลับมี ‘เส้นทางสายไหม’ อย่างที่ข้ารู้จักปรากฏขึ้นมาอย่างปาฏิหาริย์!”
เมื่อฟังหลี่เยว่หานจบ เมิ่งฉีฮ่วนก็พยักหน้าเห็นด้วย “เจ้ากล่าวได้ถูกต้อง เส้นทางสายไหมที่คุณหนูเหยียนพูดถึงนั้น ความจริงแล้วเพิ่งจะเริ่มต้นขึ้นเท่านั้น เป็นเพียงการแลกเปลี่ยนสินค้าระหว่างเหนือใต้ของแคว้นตงฮั่น ประจวบเหมาะกับวันนี้ในราชสำนัก ใต้เท้าเหยียนแห่งกรมพระคลังได้เสนอขึ้นมาว่า หากขบวนการค้าสามารถมุ่งหน้าขึ้นเหนือ ข้ามผ่านเทือกเขาเทียนหยวนไปได้ บางทีอาจจะได้พบกับสิ่งใหม่ ๆ ซึ่งเรื่องนี้ช่างดูคล้ายคลึงกับเส้นทางสายไหมที่เจ้าเล่ามาเหลือเกิน”
“จริงหรือเจ้าคะ?” หลี่เยว่หานตาเป็นประกายขึ้นมาทันที นางขยับไปนั่งตรงข้ามเมิ่งฉีฮ่วน “ใต้เท้าเหยียนแห่งกรมพระคลัง… คือท่านลุงของจื่อเซียงหรือเจ้าคะ?”
“ใช่แล้ว ครั้งนี้คนที่ไปบุกเบิกเส้นทางสายไหมกับร้านจิ่นซิ่วเดินทางกลับมาเพียงส่วนน้อย พวกเขาจำเป็นต้องทุ่มกำลังกลับมาเพื่อกระจายสินค้าเข้าสู่ตลาด จะได้รู้ว่าเส้นทางสายไหมที่เลือกเดินนั้นถูกต้องหรือไม่” เมิ่งฉีฮ่วนทัดปอยผมที่หลุดรุ่ยไปไว้หลังหูให้นางอย่างเป็นธรรมชาติ “แต่ปัญหาใหญ่ที่สุดในยามนี้คือ ราชสำนักเองก็สนใจในเส้นทางสายไหมนี้เช่นกัน ทว่าใต้เท้าเหยียนอายุมากเกินไป ไม่เหมาะจะเดินทางไกลในฐานะทูต”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ในใจของหลี่เยว่หานก็เกิดความกังวลวูบหนึ่ง นางมองเมิ่งฉีฮ่วนด้วยสายตาหวาดระแวงทันที “ฮ่องเต้หลิงอวิ๋นตั้งใจจะส่งท่านไปหรือเจ้าคะ?”
เมิ่งฉีฮ่วนหลุดขำ “ไม่ใช่หรอก ฝ่าบาททรงตั้งใจจะส่งเวินเทียนเหล่ยไปต่างหาก แต่คนตระกูลเวินไม่เห็นด้วย อีกทั้งทางเหนือยามนี้กำลังมีสงคราม แม้ฤดูหนาวพวกเผ่าเร่ร่อนจะเพลา ๆ มือลงบ้าง แต่พวกเขาก็เชี่ยวชาญการลอบโจมตี ทางเหนือจึงยังไม่มีความสงบสุข เรื่องนี้เลยถูกระงับไว้ชั่วคราว”
“ถ้าอย่างนั้นเรื่องสำคัญที่สุดในตอนนี้ คือต้องจับตาดูทุกฝีก้าวของหลินเฟิง เพื่อป้องกันไม่ให้เขาแผลงฤทธิ์ในการประชุมขุนนางครั้งใหญ่เจ้าค่ะ” หลี่เยว่หานสมองไวพอที่จะเปลี่ยนประเด็นทันทีเมื่อรู้ว่าเรื่องก่อนหน้ายังไม่เร่งด่วน
“เรื่องหอฝานเทียน ข้าบอกจีหยางแล้วว่าไม่ต้องคอยจับตาดูอีก เพราะด้วยหลินเฟิงมีวรยุทธ์สูงส่ง จีหยางจึงไม่อาจรับมือได้ไหว” เมิ่งฉีฮ่วนกล่าว “ข้าจะให้เฮ่อเจิ้งเทียนไปจับตาดูเขาแทน”
พอถึงตรงนี้ หลี่เยว่หานก็ตาเป็นประกายขึ้นมาอีกครั้ง นางคว้ามือเมิ่งฉีฮ่วนไว้แล้วกล่าวว่า “ไม่ต้องเปลี่ยนคนเจ้าค่ะ! ให้จีหยางจับตาดูต่อไปนั่นแหละ เพียงแต่เปลี่ยนเป้าหมายไม่ใช่ที่หลินเฟิง แต่ให้จีหยางไปจับตาดูหลานซั่วแทน! ในเมื่อท่านมั่นใจแล้วว่าหลานซั่วคือหมากที่หลินเฟิงทิ้งไว้ในเมืองหลวง และช่วงนี้เขาก็มาพบนางบ่อยครั้ง แสดงว่าหมากตัวนี้ถูกเปิดใช้งานแล้ว อีกอย่างหลานซั่วไร้วรยุทธ์ และจีหยางเองก็เป็นเจ้าของหอฝานเทียน การที่เขาจะให้ความเมตตาดูแลนางเป็นพิเศษหน่อยย่อมเป็นเรื่องที่สมเหตุสมผลเจ้าค่ะ!”