หญิงพาลผู้งามล่มเมือง กับสามีลึกลับริมบึง - บทที่ 632 ท่านพ่อผู้แสนโดดเดี่ยว
บทที่ 632 ท่านพ่อผู้แสนโดดเดี่ยว
“แม้แต่น่องไก่ชิ้นเดียวยังไม่สละให้ท่านแม่กิน เจ้ายังนับว่าเป็นลูกที่ดีได้อยู่อีกหรือ” เมิ่งฉีฮ่วนเอ่ยขัดขึ้นโดยไม่แม้แต่จะเงยหน้ามอง ทำเอาเมิ่งสืออี้ถึงกับชะงักงันไปทันที
จากนั้น เจ้าตัวน้อยก็ค่อย ๆ ปีนขึ้นมา พยายามเอื้อมมือน้อย ๆ ไปหยิบน่องไก่ที่เหลือเพียงชิ้นเดียวบนโต๊ะอาหารมาไว้ในมือ แล้ววางลงในชามของหลี่เยว่หานโดยไม่ลังเล ก่อนจะหันไปถามเมิ่งอิงหนิงว่า “อานิ่งล่ะ เต็มใจสละน่องไก่ให้ท่านแม่หรือไม่?”
เมิ่งอิงหนิงนึกไม่ถึงเลยว่าพี่ชายแท้ ๆ ของนางจะมาไม้ไหน จึงได้แต่นิ่งอึ้งไปครู่หนึ่งอย่างทำอะไรไม่ถูก
เมิ่งสืออี้แสร้งทำท่าทางปวดใจพลางถอนหายใจยาว “ปกติท่านแม่รักอานิ่งที่สุด นึกไม่ถึงเลยว่าอานิ่งจะขี้เหนียวแม้แต่น่องไก่ก็ไม่ยอมให้ท่านแม่กิน!”
เมื่อได้สติ เมิ่งอิงหนิงก็รีบปีนขึ้นมาบ้าง ยื่นแขนสั้น ๆ ไปแย่งชามข้าวของพี่ชายมาวางตรงหน้าหลี่เยว่หานทันที พร้อมกับทำเสียง “ฮึ” อย่างแง่งอนแล้วเอ่ยว่า “ก่อนที่ท่านแม่จะอิ่มจนพุงกาง พี่ชายก็คงไม่มีแก่ใจจะกินข้าวหรอกกระมัง ก็พี่ชายเป็นลูกรักของท่านแม่นี่นา!”
เห็นดังนั้น เมิ่งสืออี้ก็ไม่ยอมแพ้ รีบคว้าชามข้าวของเมิ่งอิงหนิงมาวางตรงหน้าหลี่เยว่หานเช่นกัน “อานิ่งกับข้าคิดเหมือนกัน พวกเราต้องให้ท่านแม่สำคัญที่สุด!”
“หมูสามชั้นสไลด์จานนี้ก็ต้องให้ท่านแม่กิน ท่านแม่กินเสร็จแล้วพี่ชายกับอานิ่งถึงจะกินได้!” เมิ่งอิงหนิงเอ่ยพลางพยายามเลื่อนจานหูหมูคลุกพริกไปวางตรงหน้าหลี่เยว่หานอย่างสุดกำลัง
“จานผักคลุกถานไคว่นี่ก็ต้องให้ท่านแม่ชิมก่อน ท่านแม่กินจนพอใจแล้วที่เหลือถึงจะเป็นของพวกเรา!” เมิ่งสืออี้ไม่ยอมน้อยหน้า รีบเลื่อนจานผักคลุกที่มีขนาดใหญ่กว่ามาวางตรงหน้าหลี่เยว่หาน
“ท่านแม่ดื่มน้ำแกงเจ้าค่ะ! แม่นมบอกว่านี่คือแกงจืดปลาจี้ ดีต่อร่างกายสตรีนัก!”
“ท่านแม่กินข้าวเยอะ ๆ นะเจ้าคะ ต้องกินให้อิ่มร่างกายถึงจะแข็งแรง!”
“ท่านแม่…”
“ท่านแม่…”
เจ้าก้อนแป้งทั้งสองแข่งกันราวกับกำลังประชันฝีมือ พวกเขาโดดลงจากเก้าอี้เด็กแล้วช่วยกันขนกับข้าวทุกอย่างบนโต๊ะมาวางกองตรงหน้าหลี่เยว่หาน เพื่อให้จานของตนอยู่ใกล้ท่านแม่ที่สุด ถึงขั้นซ้อนจานกับข้าวต่อกันเป็นชั้น ๆ เลยทีเดียว
เมิ่งฉีฮ่วนนึกไม่ถึงว่าเพียงคำพูดประโยคเดียวของตน จะส่งผลให้สองพี่น้องกระทำการถึงเพียงนี้ ทีแรกเขาก็รู้สึกขบขันอยู่หรอก แต่พอคิดไปคิดมา นี่คือบุตรชายบุตรสาวของเขาแท้ ๆ เหตุใดถึงเอาแต่เอาใจหลี่เยว่หานเพียงคนเดียว แล้วเขาล่ะ?
แล้วคนที่เป็นพ่ออย่างเขาล่ะ?
เมื่อคิดได้ดังนั้น เมิ่งฉีฮ่วนก็ไม่รอช้า รีบหยิบตะเกียบขึ้นมาเริ่มป้อนข้าวหลี่เยว่หานทันที
เมิ่งสืออี้และเมิ่งอิงหนิงเห็นเช่นนั้นก็พากันตะโกนด่าทอว่าท่านพ่อช่างเจ้าเล่ห์นัก จากนั้นพวกเขาก็เลียนแบบเมิ่งฉีฮ่วนด้วยการพยายามป้อนข้าวท่านแม่บ้าง เพียงแต่พวกเขายังเล็กเกินไปจนใช้ตะเกียบไม่เป็น ทำได้เพียงใช้ช้อนตักป้อนเท่านั้น
มื้ออาหารนี้ หลี่เยว่หานจึงอิ่มหนำท่ามกลาง “ความรัก” ของทุกคนในครอบครัว
ทันทีที่กินเสร็จ หลี่เยว่หานก็รีบชิ่งหนีไปทันที โดยไม่ทันได้พูดคุยกับเมิ่งฉีฮ่วน หรือแม้แต่จะอยู่รอดูบุตรชายบุตรสาวกินข้าวให้เรียบร้อย
เมื่อหลี่เยว่หานจากไป เมิ่งฉีฮ่วนก็เฝ้ารอด้วยใจจดจ่อว่าบุตรชายบุตรสาวจะปรนนิบัติเขาเหมือนที่ทำกับหลี่เยว่หานเมื่อครู่หรือไม่
เมิ่งสืออี้วางชามลงบนโต๊ะแล้วหันไปหาแม่นม “ท่านอา ช่วยอุ้มข้าหน่อย ข้าจะกลับไปกินข้าวที่ที่นั่งของข้าแล้ว”
เมิ่งฉีฮ่วนมองดูบุตรชายถูกแม่นมอุ้มกลับไปนั่งบนเก้าอี้เด็กแล้วก้มหน้าก้มตากินข้าวอย่างเดียวดายด้วยแววตาว่างเปล่า
ยังไม่ทันที่เขาจะฝากความหวังไว้ที่เมิ่งอิงหนิง นางก็หาวออกมาหวอดหนึ่งแล้วมองไปทางแม่นม “ท่านอา อานิ่งอิ่มแล้ว อานิ่งอยากนอนแล้วเจ้าค่ะ”
จากนั้นเมิ่งอิงหนิงก็ถูกแม่นมอุ้มไปนอน…
เหลือเพียงสองพ่อลูก เมิ่งฉีฮ่วนและเมิ่งสืออี้นั่งอยู่ที่โต๊ะอาหาร คนหนึ่งก้มหน้ากินข้าวไม่สนใจโลก อีกคนมองดูโต๊ะที่เต็มไปด้วยจานชามระเกะระกะด้วยความผิดหวังอย่างยิ่งยวด รู้สึกราวกับว่ารอบกายมีเพียงสายลมฤดูใบไม้ร่วงที่พัดผ่านอย่างอ้างว้างโดดเดี่ยวเหลือเกิน…
เมิ่งสืออี้ไม่แม้แต่จะปริปากพูดกับเมิ่งฉีฮ่วน หลังจากกินข้าวเสร็จอย่างรวดเร็ว เขาก็ปีนลงจากเก้าอี้อย่างคล่องแคล่ว เช็ดปากแล้วเดินจากไปทันที
เมิ่งฉีฮ่วนผู้เป็นพ่อมองตามแผ่นหลังเล็ก ๆ นั้นไป พลางรู้สึกว่าตัวเองช่างไร้ตัวตนในบ้านหลังนี้เสียจริง…
…..
หลังสิ้นสุดการประชุมขุนนางครั้งใหญ่ ทูตจากแคว้นบริวารต่าง ๆ มิได้รีบร้อนกลับไปเหมือนเช่นปีก่อน ๆ แต่กลับพำนักอยู่ในเมืองหลวง จัดงานเลี้ยงสังสรรค์กันทุกวัน และแน่นอนว่าทุกครั้งจะต้องเชิญเหล่าขุนนางของแคว้นตงฮั่นเข้าร่วมด้วย
ในฐานะที่เมิ่งฉีฮ่วนเป็นแกนนำในการผลักดันระบบใหม่ อีกทั้งหลี่เยว่หานภรรยาของเขายังเป็นผู้คิดค้นวิชาถลุงเกลือด้วยการตากแดด เมิ่งฉีฮ่วนจึงเป็นบุคคลสำคัญที่แคว้นบริวารต่าง ๆ แย่งตัวกันเชิญไปร่วมงาน
แต่เขากลับฉวยโอกาสจากเหตุการณ์ที่หลี่เยว่หานได้รับบาดเจ็บในพระราชวังฤดูร้อนมาทำให้เป็นเรื่องใหญ่ ถึงขั้นลาหยุดงานราชการโดยอ้างว่าต้องอยู่ดูแลภรรยาที่บ้าน
ผู้คนภายนอกต่างพากันชื่นชมในการกระทำของเขา เมิ่งฉีฮ่วนจึงได้รับชื่อเสียงว่าเป็นบุรุษที่รักมั่นในภรรยามาได้อย่างง่ายดาย
หลี่เยว่หานรู้สึกเหยียดหยามการกระทำนี้ยิ่งนัก แต่ก็นางมิได้เปิดโปงเขา อย่างไรเสียการได้อยู่เฝ้าเรือนโดยไม่ต้องออกไปรับรองแขกเหรื่อก็นับว่าสะดวกสบายสำหรับนางยิ่งนัก
ทว่า กู้หรูไห่กลับมิได้มีชีวิตที่ราบรื่นเช่นนั้น
เดิมทีเขาเป็นเพียงขุนนางระดับห้า ตำแหน่งตงซื่อต้าฟู นับแต่แต่งงานกับอวี๋หลัน เขาก็ได้รับความเมตตาจากเหล่าตระกูลสูงศักดิ์ไม่น้อย จนดูเหมือนจะก้าวหน้าในหน้าที่การงานอย่างรวดเร็ว
ต่อมาเมื่อเมิ่งฉีฮ่วนผลักดันระบบใหม่ เหล่าตระกูลสูงศักดิ์ที่มีเจตนาร้ายได้บิดเบือนความจริง ยุยงให้อวี๋เจ๋อฟางไปหาเรื่องเมิ่งฉีฮ่วน แต่กลับนึกไม่ถึงว่าอวี๋เจ๋อฟางจะถูกเมิ่งฉีฮ่วนเกลี้ยกล่อมจนกลายเป็นผู้สนับสนุนระบบใหม่ไปเสียได้ หลังจากนั้นเหล่าตระกูลสูงศักดิ์จึงเริ่มกีดกันทุกคนที่เกี่ยวข้องกับตระกูลอวี๋
หากมิใช่เพราะหลี่เยว่หานมีกิจการใหญ่โต และสินค้าในร้านของนางก็น่าดึงดูดใจอย่างยิ่ง ร้านค้าของนางคงจะซบเซาลงไปมากแล้ว
เพื่อเอาใจเหล่าตระกูลสูงศักดิ์ กู้หรูไห่ถึงกับยอมทิ้งศักดิ์ศรี อาศัยช่วงที่อวี๋หลันกำลังตั้งครรภ์รับบุตรสาวสายรองจากตระกูลสูงศักดิ์มาเป็นอนุภรรยา เพื่อแสดงจุดยืนของตน หวังว่าจะได้รับความโปรดปรานจากเหล่าตระกูลสูงศักดิ์และทำให้เส้นทางขุนนางราบรื่นขึ้น
ครั้งนี้เขาก็เอาแต่คร่ำครวญและพร่ำบ่นอยู่ที่บ้านมาหลายวัน ว่าการที่สามีภรรยาตระกูลเมิ่งผลักดันระบบใหม่นั้นทำให้เขาเสียหน้าต่อหน้าเหล่าตระกูลสูงศักดิ์ และบ่นว่าชีวิตลำบากเพียงใด
บวกกับการที่อนุภรรยาในบ้านได้รับความโปรดปรานมากเกินไป จนทำให้อวี๋หลันที่เป็นภรรยาเอกดูไร้ความสำคัญ อวี๋หลันมิได้โง่เขลาพอที่จะก่อเรื่องวุ่นวาย นางจึงอดทนและพูดคุยกับกู้หรูไห่อย่างจริงจัง
กู้หรูไห่จึงสบโอกาสเสนอว่า หลี่เยว่หานคือกำลังสำคัญของเมิ่งฉีฮ่วนและหลี่เจี้ยนโบ หากหลี่เยว่หานเป็นอะไรไป การผลักดันระบบใหม่ย่อมได้รับผลกระทบอย่างแน่นอน และเหล่าตระกูลสูงศักดิ์ก็จะสามารถฉวยโอกาสแทรกแซงเอกสารราชการที่ถูกกดไว้ได้
นั่นเป็นเพราะคนของเมิ่งฉีฮ่วนและหลี่เจี้ยนโบต่างเฝ้าจับตามองเหล่าตระกูลสูงศักดิ์อย่างเข้มงวด จนพวกเขาไม่มีโอกาสได้เคลื่อนไหวเลย
ด้วยเหตุนี้ จึงเกิดเหตุการณ์ในพระราชวังฤดูร้อนขึ้น
วิธีการใส่ร้ายของอวี๋หลันนั้นหยาบดายนัก คนที่มีไหวพริบเพียงนิดก็มองออกว่าเป็นความตั้งใจของนาง
แม้เมิ่งฉีฮ่วนจะใช้ข้ออ้างดูแลภรรยาเพื่อเก็บตัวอยู่ในจวน แต่สายสืบที่เฝ้าจับตามองเหล่าตระกูลสูงศักดิ์กลับมิได้ลดลงแม้แต่น้อย มิหนำซ้ำยังทวีความเข้มข้นขึ้นอย่างไม่เกรงใจใคร
และที่น่าขันที่สุด เมิ่งฉีฮ่วนยังได้ส่งฎีกาขึ้นไป โดยอ้างว่าวิชาถลุงเกลือด้วยการตากแดดที่หลี่เยว่หานคิดค้นขึ้นนั้นได้รับคำชี้แนะจากเทพเซียนในความฝัน บัดนี้เทพเซียนมาเข้าฝันอีกครั้งว่าวิชานี้ยังไม่เหมาะสมกับแคว้นตงฮั่นในยามนี้ จึงสั่งให้หลี่เยว่หานหยุดการถลุงเกลือโดยทันที
มิเช่นนั้น จะเกิดมหันตภัยร้ายแรงขึ้นในแคว้นตงฮั่น
เมิ่งฉีฮ่วนจึงทูลขอให้รื้อถอนโรงเกลือในอำเภอฮัวซีออกเสีย และประกาศอย่างจริงจังว่าหากไม่รื้อถอน ตงฮั่นจักต้องเผชิญกับภัยพิบัติครั้งใหญ่
คราวนี้ล่ะ ทั้งราชสำนักรวมถึงเหล่าทูตจากแคว้นบริวารที่ยังอยู่ในเมืองหลวงต่างพากันร้อนรนแทบบ้า… และแน่นอนว่า เป้าหมายที่ทุกคนรุมถล่มโจมตีจึงหนีไม่พ้นกู้หรูไห่นั่นเอง