หญิงพาลผู้งามล่มเมือง กับสามีลึกลับริมบึง - บทที่ 631 ทัณฑ์ทรมานห้ามหลับนอน
บทที่ 631 ทัณฑ์ทรมานห้ามหลับนอน
รอจนกระทั่งหลิ่วจื้อหย่วนฟื้นคืนสติ หลี่เยว่หานจึงให้คนส่งสองพ่อลูกตระกูลหลิ่วกลับไป
อาการของหลิ่วจื้อหย่วนก็น่าขบขันอยู่ไม่น้อย ทันทีที่ตื่นขึ้นมาแล้วรู้ว่าตนเองถูกหวังเหอฮวาใช้กู่ควบคุมมานานหลายเดือน เขาก็โกรธจัดจนเด้งตัวขึ้นจากเตียง ปากก็เอาแต่ถามซ้ำ ๆ ว่าหวังเหอฮวาอยู่ที่ใด เขาจะต้องสับนางเป็นหมื่น ๆ ชิ้นให้จงได้!
หลี่เยว่หานต้องคอยปลอบประโลมให้เขาสงบลง ก่อนจะสั่งให้พ่อบ้านรีบไปส่งสองพ่อลูกกลับจวนหลิ่วทันที
หลังจากนั้น หลี่เยว่หานจึงหมุนตัวมุ่งหน้าไปยังคุกใต้ดิน
หวังเหอฮวาถูกคุมขังไว้ในนั้นแล้ว หลี่เยว่หานตรวจดูร่างกายของนางพบว่าไม่มีอันตรายถึงชีวิต เมื่อนางไปถึง หวังเหอฮวาก็ฟื้นคืนสติพอดี
สตรีนางนั้นนั่งอยู่ในคุกด้วยใบหน้าขาวซีดเผือด ดูไปก็มิผิดกับผีดิบพรายรำเท่าใดนัก เมื่อได้ยินเสียงฝีเท้า หวังเหอฮวาก็เงยหน้ามองประตูคุก พอเห็นว่าเป็นหลี่เยว่หานเดินเข้ามา นางก็ยิ้มขื่นพลางเอ่ยว่า “มาดูความอัปยศของข้าหรือ?”
“เจ้ามีสิ่งใดให้อัปยศจนข้าต้องเสียเวลามาดู?” หลี่เยว่หานยืนอยู่ในคุกด้วยท่าทางสง่างามและผ่อนคลาย
ท่าทางสูงศักดิ์ของหลี่เยว่หานช่างดูไม่เข้ากับบรรยากาศมืดสลัวของคุกใต้ดินแห่งนี้เลยแม้แต่น้อย ในสายตาของหวังเหอฮวา หลี่เยว่หานช่างดูปั้นปึ่งและวางอำนาจต่อหน้านาง ราวกับตั้งใจมาเยาะเย้ยถากถางในความตกอับของนางยามนี้
แต่หลี่เยว่หานมีดีที่ตรงไหนกัน?
ทั้งที่นางรู้จักกับเมิ่งฉีฮ่วนก่อน รักเขาก่อน ต่อให้ต้องเรียงลำดับอย่างไรก็ไม่มีทางถึงคิวของหลี่เยว่หาน! เมิ่งฉีฮ่วนควรจะเป็นของนาง! ตำแหน่งพระชายาก็ควรจะเป็นของนางด้วยเช่นกัน!
“เจ้าแย่งชิงทุกอย่างไปจากข้า!” หวังเหอฮวาจ้องเขม็งไปที่หลี่เยว่หานด้วยแววตาอาฆาตมาดร้าย
ได้ยินเช่นนั้น หลี่เยว่หานก็หัวเราะออกมา “พูดราวกับว่าเจ้าเคยหมั้นหมายสัญญา หรือมีความสัมพันธ์รักใคร่ลึกซึ้งกับสามีข้าอย่างนั้นแหละ หวังเหอฮวา แม้เจ้าจะปักใจรักสามีข้าเพียงใด แต่เขามิเคยยอมรับเจ้าเลยแม้แต่น้อย เจ้ามีสิทธิ์อะไรมาหาว่าข้าแย่งชายของเจ้าไป? แม้แต่จี้ซินเยว่ที่ตายไปแล้วยังไม่มีคุณสมบัติพอจะมาพูดเช่นนี้กับข้า แล้วเจ้าเป็นตัวอะไร?”
“ในเมื่อเห็นว่าข้าไร้คุณสมบัติ แล้วเจ้ามาที่นี่ทำไม!” หวังเหอฮวาแผดเสียงถาม
“เจ้าไปติดต่อกับพวกคนหนานเจียงตั้งแต่เมื่อไหร่?” หลี่เยว่หานขยับเดินไปข้างหน้าสองก้าว “พวกมันมอบกู่ให้เจ้าอย่างไร? ติดต่อกันแบบไหน และพวกมันคิดจะทำสิ่งใด?”
หวังเหอฮวาหัวเราะเย็น “เจ้าคิดว่าข้าจะบอกอย่างนั้นหรือ! ยามนี้ข้าอยากให้เจ้าตายตกไปเสียเดี๋ยวนี้ แล้วข้าจะบอกเรื่องพวกนี้แก่เจ้าได้อย่างไร!”
“เจ้าไม่บอกก็ไม่เป็นไร ข้าย่อมมีวิธีทำให้เจ้าเปิดปากเอง”
“เหอะ ต่อให้เจ้าตีข้าให้ตาย ข้าก็จะไม่ยอมปริปากแม้แต่คำเดียว!” พูดจบ หวังเหอฮวาก็ถ่มน้ำลายลงพื้นอย่างรุนแรง
เมื่อเห็นเช่นนั้น หลี่เยว่หานกลับมิได้โกรธเคือง นางเพียงยิ้มบาง ๆ แล้วเรียกผู้คุมสองคนเข้ามา “คอยปรนนิบัตินางด้วยข้าวปลาอาหารอย่างดี ห้ามใช้ทัณฑ์ทรมานหนักเด็ดขาด แต่ก่อนที่นางจะยอมสารภาพ พวกเจ้าจงผลัดกันเฝ้าดู ห้ามให้นางนอนหลับเป็นอันขาด ไม่ว่าพวกเจ้าจะใช้วิธีสาดน้ำเย็น กระชากผม หรือฝังเข็ม ตราบใดที่ข้ายังไม่พยักหน้า ห้ามนางหลับเด็ดขาด”
สั่งเสร็จ หลี่เยว่หานก็หมุนตัวเดินออกจากคุกใต้ดินไป
หวังเหอฮวายิ้มเยาะมองตามหลังนางไป นางไม่รู้สึกว่าคำสั่งของหลี่เยว่หานน่ากลัวตรงไหน
ก็แค่มิให้นอนหลับ ใครจะไปกลัวเจ้ากัน!
หลังจากออกจากคุกใต้ดิน หลี่เยว่หานก็กลับไปที่ห้องเพื่อเปลี่ยนอาภรณ์ชุดใหม่ ทั้งยังให้อวี้จวงนำเครื่องหอมมาอบผมจนทั่ว จากนั้นจึงมุ่งหน้าไปยังเรือนของเด็ก ๆ
ยามนี้เป็นเวลาเที่ยงวันแล้ว คาดว่าเด็ก ๆ คงกำลังรอนางมากินข้าวอยู่
ตามปกติแล้ว ตราบใดที่หลี่เยว่หานหรือเมิ่งฉีฮ่วนอยู่ที่จวน เด็กทั้งสองจะไม่ยอมกินข้าวก่อนเด็ดขาด จะต้องรอให้พ่อกับแม่มาพร้อมหน้ากันเสียก่อน
ทันทีที่ก้าวเข้าสู่ห้องอุ่น หลี่เยว่หานก็เห็นแม่นมสองคนกำลังถือชามข้าวคอยปลอบประโลมให้เด็ก ๆ ยอมกิน
“ขอข้าดูหน่อยสิว่า วันนี้มีเจ้าตัวแสบคนไหนอยากโดนท่านแม่ตีตูดบ้าง!” หลี่เยว่หานเอ่ยด้วยรอยยิ้ม
เมิ่งสืออี้และเมิ่งอิงหนิงที่กำลังปฏิเสธการกินข้าวถึงกับสะดุ้งโหยง พวกเขารีบงับข้าวเข้าปากคำโตทันทีโดยยังไม่ทันเคี้ยว ทั้งสองราวกับนัดแนะกันไว้ รีบกระโดดลงจากเก้าอี้ พุ่งเข้าไปกอดขาหลี่เยว่หานคนละข้าง
“พวกเรากินข้าวแย้ววว!”
เมิ่งสืออี้พยายามเอ่ยคำพูดออกมาอย่างยากลำบาก ขณะที่ยังเคี้ยวข้าวอยู่เต็มปาก ส่วนเมิ่งอิงหนิงที่อยู่ข้าง ๆ ก็พยักหน้าหงึกหงักตามพี่ชาย
หลี่เยว่หานย่อตัวลงด้วยความเอ็นดู ยื่นมือไปตรงหน้าเด็กทั้งสองแล้วกล่าวว่า “คายข้าวออกมาเถอะลูก กินแบบนี้ไม่ดีต่อร่างกายนะ”
พอได้ยินเช่นนั้น เมิ่งสืออี้กลับยิ่งรีบเคี้ยวเร็วขึ้น แล้วพยายามกลืนลงคอไปจนคอตั้งบ่า ตรงข้ามกับเมิ่งอิงหนิงที่ยอมคายข้าวในปากออกมาหาท่านแม่แต่โดยดี
หลี่เยว่หานมองการกระทำของเมิ่งสืออี้อย่างอ่อนใจ หลังจากล้างมือสะอาดแล้ว นางก็พาเด็กทั้งสองไปนั่งที่โต๊ะอาหาร ก่อนจะเริ่มบีบแก้มยุ้ย ๆ ของลูกชาย “เจ้าเป็นพี่ชายแท้ ๆ แต่กลับพาน้องไม่ฟังคำแม่ หรือคิดจะพาน้องก่อกบฏกันหือ!”
ใบหน้าของเมิ่งสืออี้ถูกบีบจนเปลี่ยนรูปไปมาตามมือของหลี่เยว่หาน ทำเอาเมิ่งอิงหนิงที่นั่งข้าง ๆ หัวเราะร่า
ขณะที่แม่ลูกทั้งสามกำลังหยอกล้อกันอย่างสนุกสนาน เมิ่งฉีฮ่วนก็เลิกม่านเดินเข้ามา เขาถอดเสื้อคลุมขนสัตว์ที่เปี่ยมด้วยไอหนาวส่งให้เฮ่อเจิ้งเทียน ก่อนจะเดินยิ้มเข้ามาหาพวกเขา “ข้าได้ยินเสียงพวกเจ้าซนกันมาแต่ไกลเชียว ไม่ยอมกินข้าวดี ๆ จนทำท่านแม่โกรธอีกแล้วใช่หรือไม่?”
“ในสายตาท่านพ่อมีแต่ท่านแม่คนเดียว! เชอะ!” เมิ่งสืออี้เอ่ยอย่างน้อยใจและแสนงอน
“ในเมื่อเจ้าก็รู้อยู่แล้วว่าข้าเป็นพ่อ นี่คือแม่ หากในสายตาท่านพ่อไม่มีท่านแม่ แต่กลับมีสตรีอื่น พวกเจ้าจะพอใจหรือ?” เมิ่งฉีฮ่วนนั่งลงที่โต๊ะพลางยิ้มละไม แล้วโพล่งประโยคที่ทำเอาทุกคนอึ้งออกมา
“หากท่านพ่อมีสตรีอื่น อานิ่งก็ไม่เอาท่านพ่อแล้ว!” เมิ่งอิงหนิงเอ่ยด้วยน้ำเสียงเล็ก ๆ ทว่าฟังดูเด็ดขาดจริงจัง ก่อนจะมุดหัวเข้าไปในอ้อมกอดของหลี่เยว่หาน เมิ่งสืออี้เองก็ไม่ยอมแพ้ รีบปีนขึ้นไปนั่งบนตักของมารดาเช่นกัน เพื่อแสดงจุดยืนว่าตนอยู่ข้างท่านแม่และน้องสาว
เห็นดังนั้น เมิ่งฉีฮ่วนก็ได้แต่ส่ายหน้าอย่างอ่อนใจ
“เหตุใดท่านถึงกลับมาป่านนี้ล่ะ วันนี้เป็นวันสุดท้ายของการประชุมขุนนางครั้งใหญ่ มิใช่ว่าต้องยุ่งมากหรอกหรือ?” หลี่เยว่หานโอบกอดเจ้าก้อนแป้งทั้งสองไว้พลางถามสามี
“ข้าลาหยุดกับฝ่าบาทแล้ว บอกว่าจะกลับมาดูแลเจ้า เขาก็มิได้ปฏิเสธ พอช่วงเช้าเสร็จสิ้นข้าก็รีบกลับมาทันที” เมิ่งฉีฮ่วนเอ่ยพลางหยิบชามเปล่ามาตักน้ำแกงให้หลี่เยว่หาน จากนั้นก็เอื้อมมือไปอุ้มเมิ่งสืออี้ออกจากตักนางอย่างเป็นธรรมชาติ ไปวางไว้บนเก้าอี้ทรงสูงข้าง ๆ แล้วก็ตามด้วยการอุ้มเมิ่งอิงหนิงไปไว้ที่เก้าอี้สูงอีกตัว
เก้าอี้ทรงสูงเหล่านี้ หลี่เยว่หานออกแบบโดยอ้างอิงจากเก้าอี้เด็กในโลกอนาคต ปกติเวลาพวกเขากินข้าวพร้อมหน้าสี่คน พ่อแม่ลูก สองพี่น้องจะนั่งบนเก้าอี้นี้เสมอ
เพียงแต่ช่วงนี้พวกเขายิ่งซนหนักขึ้น หากพ่อแม่ไม่อยู่ด้วยก็จะไม่ยอมกินข้าวดี ๆ และไม่ยอมขึ้นไปนั่งบนเก้าอี้เด็กเด็ดขาด
“ฝ่าบาทได้ทรงถามเรื่องชนเผ่าเร่ร่อนบ้างหรือไม่?” หลี่เยว่หานก้มลงจิบน้ำแกงคำหนึ่งแล้วถามต่อ
“ถามสิ ข้าบอกพระองค์ไปแล้วว่าหลินเฟิงเดินทางไปแล้ว และเล่าเรื่องเหมืองทองให้ฟังด้วย” เมิ่งฉีฮ่วนมองภรรยาด้วยสายตาเปี่ยมรัก เห็นนางจิบน้ำแกงเสร็จก็รีบคีบกับข้าววางให้ “ฮ่องเต้ทรงมองโลกในแง่ดีทีเดียว ทรงเห็นด้วยว่าครั้งนี้ชนเผ่าเร่ร่อนมิได้พบโชคลาภจากการเจอทอง แต่กลับเป็นการพบกับวิบัติจากเหมืองมากกว่า”
“แต่ยามนี้ชายแดนทางเหนือยังคงวุ่นวาย ฝ่าบาทมิมีรับสั่งสิ่งใดเพิ่มเติมหรือ?” หลี่เยว่หานรับการปรนนิบัติจากสามีอย่างเป็นธรรมชาติพลางเอ่ยถามขณะกินข้าว
“ประเพณีและความเป็นอยู่ของเหลียวปี้เลี่ยตงต่างจากพวกเรานัก การตีชิงมานั้นง่าย แต่การจะปกครองนั้นยาก ฮ่องเต้ทรงมีพระประสงค์จะรอให้พ้นช่วงปีใหม่ไปก่อน แล้วจึงคัดเลือกผู้ที่มีความสามารถจากราชสำนักไปปกครอง แม้พวกชนเผ่าเร่ร่อนจะยังคงลอบโจมตีกองทัพรักษาชายแดนอยู่เนือง ๆ แต่เมื่อหลินเฟิงนำข่าวกลับไปถึงมือพวกเขา พวกเขาก็จะสงบลงเอง”
พูดจบ เมิ่งฉีฮ่วนก็คีบน่องไก่วางลงในชามของหลี่เยว่หานอย่างเต็มอกเต็มใจ
เมิ่งสืออี้ถึงกับอึ้งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะโวยวายออกมาทันที “ท่านพ่อ! นั่นมันน่องไก่ของข้านะ!”