หญิงพาลผู้งามล่มเมือง กับสามีลึกลับริมบึง - บทที่ 633 จุดพลุฉลอง สนั่นเสียงประทัด
- Home
- หญิงพาลผู้งามล่มเมือง กับสามีลึกลับริมบึง
- บทที่ 633 จุดพลุฉลอง สนั่นเสียงประทัด
จวนฉีอ๋องปิดประตูงดรับแขกมาหลายวันแล้ว แม้แต่คนของจวนจิ้นกั๋วกงและจวนเหวินกั๋วกงที่ได้รับสัญญาณล่วงหน้าให้แสร้งทำเป็นมาเยี่ยมเยียนตามมารยาท ก็ยังถูกปฏิเสธกลับไปต่อหน้าธารกำนัล หลังจากนั้นก็ไม่มีใครกล้ามาเคาะประตูจวนอีก
เกลือคือสินค้าสำคัญที่เป็นรากฐานเศรษฐกิจของทุกแคว้น ยามนี้ยังเกี่ยวพันไปถึงความสัมพันธ์ระหว่างแคว้นบริวารและทูตต่างชาติที่เดินทางมาเยือน ทุกคนต่างร้อนใจจนนั่งไม่ติดพื้น
เดิมทีเหล่าตระกูลสูงศักดิ์ต่างดีดลูกคิดรางแก้วไว้ดิบดี หากวิชาถลุงเกลือด้วยการตากแดดนี้ถูกเผยแพร่ไปทั่วแคว้น และมีการส่งต่อความรู้ให้แก่แคว้นบริวารหรือแคว้นที่เป็นมิตร พวกเขาย่อมสามารถฉวยโอกาสทำกำไรมหาศาลได้อย่างชอบธรรม
แม้ว่าการผลักดันระบบใหม่จะทำให้กิจการเดิมของพวกเขาหดตัวลงบ้าง แต่หากเทียบกับกำไรที่จะได้จากการเดินเรือค้าเกลือแล้ว ก็นับว่าความสูญเสียนั้นเล็กน้อยนัก เพราะกำไรจากการค้าเกลือนั้นมหาศาลกว่าการยึดครองที่นาหลายเท่าตัว มิหนำซ้ำความเสี่ยงยังแทบจะเป็นศูนย์
ในเมื่อมีเรื่องดี ๆ เช่นนี้รออยู่ ทุกคนจึงเตรียมตัวกันพร้อมสรรพ รอเพียงให้การประชุมขุนนางครั้งใหญ่สิ้นสุดลง เพื่อจะได้ไปผูกสัมพันธ์กับทูตแคว้นต่าง ๆ และหารือเรื่องการค้าเกลือในภายภาคหน้า
แต่ใครจะคาดคิดว่า หลังจากเกิดเรื่องที่พระราชวังฤดูร้อน เมิ่งฉีฮ่วนกลับส่งฎีกาขอรื้อถอนโรงเกลือทิ้งเสียอย่างนั้น!
ซ้ำยังกล่าวอย่างตรงไปตรงมาว่า หากไม่รื้อถอนจะเกิดมหันตภัยร้ายแรง!
เรื่องเช่นนี้จะยอมได้อย่างไร!
เหล่าตระกูลสูงศักดิ์ต่างโกรธเกรี้ยวเป็นฟืนเป็นไฟ ทว่าฮ่องเต้หลิงอวิ๋นกลับไม่หวั่นไหว ซ้ำยังตรัสสนับสนุนเรื่องความเชื่อในที่ประชุมเช้าอย่างเป็นจริงเป็นจัง และมอบหมายให้จิ้นกั๋วกง หรือก็คือหลี่เจี้ยนโบ บิดาของหลี่เยว่หาน เป็นผู้ดำเนินการปิดโรงเกลือทันที
คราวนี้ทุกคนถึงกับอึ้งจนพูดไม่ออก
เมื่อลองตรองดูเพียงนิด ทุกคนก็รู้แจ้งทันทีว่าเรื่องที่พระราชวังฤดูร้อนคงทำให้เมิ่งฉีฮ่วนไม่พอใจอย่างมาก แม้จะไม่เข้าใจว่าเหตุใดฮ่องเต้หลิงอวิ๋นถึงยอมเชื่อคำพูดเหลวไหลในฎีกานั่น แต่ก็ไม่ขัดขวางการที่ทุกคนจะรุมพ่นโทสะใส่กู้หรูไห่
ตระกูลที่เคยมีความสัมพันธ์อันดีกับตระกูลกู้ต่างประกาศตัดสัมพันธ์กันถ้วนหน้า แม้แต่อยู่หลันที่เป็นอนุภรรยาสายรองของตระกูลเหมา ก็ถูกคนตระกูลเหมาบุกมาลับตัวกลับไปทันที
กู้หรูไห่คับแค้นใจจนทำได้เพียงระบายอารมณ์ใส่เพียงอวี๋หลัน
โชคดีที่ฟางจื่อหลันไหวตัวทัน ในวันรุ่งขึ้นหลังจากอนุภรรยาตระกูลเหมาถูกรับตัวกลับไป นางก็ใช้ข้ออ้างเรื่องการครรภ์รับตัวอวี๋หลันกลับไปยังจวนเดิมของนางเช่นกัน
ทุกวันนี้กู้หรูไห่ นอกจากจะก่นด่าสาปแช่งอวี๋หลันอยู่ในบ้านแล้ว ก็ทำได้เพียงหิ้วของกำนัลตระเวนไปประจบเอาใจผู้คนไปทั่ว
น่าเสียดายที่เขาได้กลายเป็นเป้านิ่งให้ทุกคนรุมกระหน่ำไปเสียแล้ว จึงไม่มีใครยอมคบค้าสมาคมด้วยอีก
ด้วยประการฉะนี้ กู้หรูไห่จึงต้องผ่านพ้นเทศกาลปีใหม่ท่ามกลางเสียงด่าทอและสายตาที่เย็นชาอย่างแสนรัดทด
…..
ในคืนวันสิ้นปี หลี่เยว่หานและเมิ่งฉีฮ่วนได้เชิญหลี่เจี้ยนโบมาที่จวนอ๋อง หลังจากร่วมรับประทานมื้อค่ำวันสิ้นปีด้วยกันแล้ว ทุกคนก็พาลูก ๆ ไปยังลานกว้างในสวนหลังจวนที่เคลียร์พื้นที่ไว้เรียบร้อย เหล่าบ่าวรับใช้ต่างพากันขนพลุดอกไม้ไฟที่เมิ่งฉีฮ่วนเตรียมไว้ล่วงหน้าออกมาวาง
โดยปกติในคืนวันสิ้นปีที่เมืองหลวงจะครึกครื้นมาก ทุกครัวเรือนนิยมจุดพลุเฉลิมฉลองกัน แต่ก็ไม่ได้จุดกันนานนักเพราะพลุมีราคาค่อนข้างสูง
ทว่าในคืนนี้ พลุดอกไม้ไฟของจวนฉีอ๋องกลับถูกจุดต่อเนื่องยาวนานไปจนถึงยามโฉ่ว
ทีแรกผู้คนต่างพากันวิพากษ์วิจารณ์ด้วยความตื่นตาตื่นใจ คิดว่าท่านอ๋องช่างใจป้ำยิ่งนัก จุดพลุได้อลังการกว่าใครเพื่อน
แต่พอผ่านพ้นยามจื่อ ทุกคนเริ่มเหนื่อยล้าและเตรียมตัวจะเข้านอน แต่พลุในจวนฉีอ๋องกลับยังคงระเบิดเสียงดังไม่ยอมหยุด หลายคนเริ่มขุ่นเคืองและภาวนาให้เมิ่งฉีฮ่วนเลิกจุดเสียทีเพื่อให้พวกเขาได้พักผ่อน
บางบ้านถึงขั้นส่งบ่าวรับใช้มาที่ประตูจวน เพื่อขอความกรุณาให้หยุดจุดพลุ
แต่คนเฝ้าประตูได้รับคำสั่งไว้แล้ว หากมีใครมาถามว่าพลุจะหยุดจุดเมื่อไหร่ ก็ให้ตอบไปว่าจะจุดต่อไปอีกนาน โดยอ้างว่าเป็นเพราะเทพเซียนเข้าฝันต้องจุดพลุให้ครบแปดสิบเอ็ดลัง มิเช่นนั้นเทพเซียนจะลงทัณฑ์เรื่องที่พวกเขาเปิดโรงเกลือและเผยแพร่วิชาถลุงเกลือ หากเกิดภัยพิบัติแก่แคว้นตงฮั่น ความเสียหายจะทวีคูณยิ่งกว่าเดิม
เมื่อได้รับคำตอบเช่นนี้ กู้หรูไห่จึงถูกผู้คนลากออกมาด่าทออีกรอบหนึ่ง
พลุตั้งแปดสิบเอ็ดลัง!
จุดยาวไปจนสิ้นสุดยามโฉ่วถึงได้สงบลง
ในขณะที่ทุกคนคิดว่าจะได้หลับใหลอย่างสงบเสียที จวนตระกูลสวีกลับเริ่มจุดประทัดต่อทันที!
เรื่องนี้อันที่จริงก็ดูไม่แปลกนัก เพราะในคืนวันสิ้นปีตอนยามจื่อ ทุกบ้านมักจะจุดประทัดเพื่อส่งท้ายปีเก่าและขจัดสิ่งอัปมงคล
ขณะเดียวกัน ทุกบ้านต่างก็แย่งชิงกันจุดประทัดเป็นคนแรกหลังเข้าสู่วันใหม่เพื่อความเป็นสิริมงคล โดยทั่วไปจะเริ่มจุดประทัดรับปีใหม่กันในช่วงยามโฉ่ว
แต่ที่ทำให้ผู้คนแทบคลั่งก็คือ… คืนนี้ไม่มีใครได้นอนเลยน่ะสิ!
และด้วยนิสัยใจคอของสวีซิ่งอี้ ประทัดของเขาต้องจุดลากยาวตั้งแต่ยามโฉ่วไปจนถึงยามเหม่าเท่านั้นถึงจะพอใจ
ด้วยเหตุนี้ ตลอดทั้งคืนที่ผ่านมา เหล่าขุนนางและผู้ลากมากดีในเมืองหลวงเกือบครึ่งหนึ่งจึงไม่ได้ข่มตาหลับเลยแม้แต่นิดเดียว
ใครสั่งใครสอนให้สวีซิ่งอี้เป็นคนโอหังเช่นนี้กันเล่า…
เขาไม่เพียงแค่จุดประทัดในจวน แต่ยังสั่งให้บ่าวรับใช้หามประทัดสายยาวเหยียดออกไปจุดตระเวนตามท้องถนนอีกด้วย
หากมีใครถาม เขาก็จะอ้างว่าจุดเพื่อขอพรให้บิดาที่อยู่แนวหน้าชายแดนภาคเหนือ
กตัญญูเป็นเลิศเช่นนี้ ใครจะกล้าตำหนิเขาได้ลงคอ?
ทว่าขบวนจุดประทัดของสวีซิ่งอี้กลับไม่เฉียดไปใกล้จวนเหวินกั๋วกง จวนฉีอ๋อง หรือจวนจิ้นกั๋วกงเลยแม้แต่น้อย แต่กลับเลือกเดินตระเวนไปตามตรอกซอกซอยรอบ ๆ ตระกูลเหมาเป็นหลัก
เจตนาช่างชัดเจนยิ่งนัก เช้าวันรุ่งขึ้นเหล่าตระกูลสูงศักดิ์ต่างต้องเปิดประตูต้อนรับเทพเจ้าแห่งโชคลาภด้วยขอบตาที่ดำคล้ำ
ส่วนกู้หรูไห่นั้น ในคืนเดียวเขาได้รับเสียงด่าทอสาปแช่งจากผู้คนนับไม่ถ้วน เพียงแต่เจ้าตัวกลับไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไรเลย
เพราะในช่วงสิ้นปีเขาต้องอยู่อย่างอดสูใจ พอถึงวันสิ้นปี กู้หรูไห่จึงบากหน้าไปที่ตระกูลเหมาเพื่อมารับตัวเขากลับจวน แต่กลับถูกคนตระกูลเหมาด่าทอให้อับอายและไล่ตะเพิดออกมา เขาจึงหนีไปดื่มเหล้าย้อมใจที่หอฝานเทียนตลอดทั้งคืน จนสุดท้ายอนุภรรยาอีกสองคนที่เหลือต้องส่งคนไปหามเขากลับบ้าน
คืนนั้นกู้หรูไห่นอนกอดหญิงงามซ้ายขวา หลับลึกจนไม่รู้ความ โดยไม่เฉลียวใจเลยว่าผ่านพ้นไปเพียงคืนเดียว เขาได้กลายเป็นที่เคียดแค้นของเหล่าตระกูลสูงศักดิ์เพิ่มขึ้นอีกหลายเท่าตัว
…..
แม้พลุดอกไม้ไฟจะถูกจุดมาตลอดทั้งคืน แต่ครอบครัวของหลี่เยว่หานกลับนอนหลับฝันดีอย่างยิ่ง
เป็นเพราะตอนที่หลี่เจี้ยนโบอยู่อำเภอฮัวซี เขาได้ประดิษฐ์ที่อุดหูไว้มากมาย ทุกคนในบ้านจึงมีติดตัวไว้คนละคู่ ต่อให้ภายนอกจะเสียงดังสนั่นราวกับฟ้าถล่มดินทลายเพียงใด ก็ไม่ส่งผลกระทบต่อการนอนของพวกเขาเลยแม้แต่น้อย
แม้แต่เมิ่งสืออี้และเมิ่งอิงหนิง เจ้าก้อนแป้งทั้งสองก็หลับปุ๋ยไปจนถึงยามตะวันโด่งถึงได้ตื่นขึ้นมา
ทั้งครอบครัวตื่นมาด้วยความสดชื่น ก่อนจะขึ้นรถม้าออกนอกเมืองเพื่อไปไหว้พระขอพรที่วัดหมื่นพุทธ
วัดหมื่นพุทธตั้งอยู่บนยอดเขา รถม้าจึงจอดได้เพียงเชิงเขาเท่านั้น ทุกคนต้องเดินเท้าขึ้นเขาไปเอง
ระหว่างทางขึ้นเขา พวกเขาได้พบกับกลุ่มสตรีจากตระกูลสูงศักดิ์หลายตระกูล เห็นแต่ละคนมีสีหน้าอิดโรยไร้เรี่ยวแรง แต่ก็ยังต้องฝืนทนทักทายตามมารยาท หลี่เยว่หานจึงแสร้งทำเป็นถามไถ่ด้วยความห่วงใยตามพิธี
“เมื่อคืนพระชายานอนหลับสบายดีหรือไม่เจ้าคะ?” ฮูหยินผู้จัดการจวนตระกูลเหมาถามขึ้นด้วยน้ำเสียงที่แทบจะเค้นผ่านไรฟัน
หลี่เยว่หานยิ้มบาง ๆ แล้วตอบว่า “ข้านอนหลับสบายดียิ่ง ท่านอ๋องบอกว่าต้องจุดพลุให้ครบแปดสิบเอ็ดลัง ท่านพ่อของข้าเกรงว่าข้าและเด็ก ๆ จะหนวกหู จึงให้ที่อุดหูที่ทำจากวัสดุนุ่มพิเศษมา อุดหูไว้แล้วไม่รู้สึกรำคาญ ทั้งยังไม่ได้ยินเสียงภายนอกเลยเจ้าค่ะ”
เมื่อได้ยินดังนั้น ฮูหยินตระกูลเหมาก็โกรธจนหน้าซีดเผือด “พระชายาช่างมีวาสนานัก ไม่เหมือนพวกข้าที่ต้องฝืนทนไม่ได้นอนเลยทั้งคืน”
หลี่เยว่หานทำหน้าประหลาดใจทันที “ท่านอ๋องบอกว่าพลุจุดเสร็จตั้งแต่ยามโฉ่วแล้วมิใช่หรือ เหตุใดฮูหยินเหมาถึงไม่ได้นอนทั้งคืนเล่าเจ้าคะ?”
“พอพลุของพวกท่านจบ ตระกูลสวีก็เริ่มจุดประทัดต่อทันทีอย่างไรเล่า!” คุณหนูใหญ่ตระกูลเหมาที่ไม่ได้นอนมาทั้งคืนเช่นกัน เมื่อได้ยินคำพูดของหลี่เยว่หานก็นึกฉุนจนหลุดปากด่าออกมา “พวกท่านทั้งสองบ้านช่างขาดคุณธรรมเกินไปแล้ว!”