ทะลุมิติมาเป็นหวานใจของนายทหารคลั่งรักในยุค 70 - บทที่ 186 เปิดเผยความลับ
บทที่ 186 เปิดเผยความลับ
เยว่ซูเม่ยตื่นเต้นรับเสื้อโค้ตมา แล้วหันไปมองขวับใส่ลู่ซือเจี้ย “ขอบคุณ ไม่จำเป็นแล้ว ถ้าครูจะลงโทษก็ลงโทษไปเถอะ ถึงเวลาฉันจะไปอธิบายกับครูเอง ส่วนพวกเธอนี่สิ แค่มื้อเดียวก็ถูกซื้อตัวไปแล้ว ช่างไม่มีความคิดเอาเสียเลย”
ลู่ซือเจี้ย “…”
เธอไม่สนใจเยว่ซูเม่ยและพูดว่า “ไม่รู้ว่าใครกันแน่ที่ไร้ความคิด”
“เธอนั่นแหละ!”เยว่ซูเม่ยเถียงกลับทันที
ในตอนนี้ลี่เซียนเหมยยืนออกมาเหมือนคนไกล่เกลี่ย “พอเถอะ พอเถอะ พวกเราทุกคนเป็นเพื่อนร่วมห้องกัน อย่าทะเลาะกันเลย”
พูดจบ ลี่เซียนเหมยก็หยิบผ้าพันคอไหมสองผืนออกมาจากกระเป๋า แล้วยื่นให้ลู่ซือเจี้ยกับตู้เจียวเหม่ย “ไม่รู้จะซื้ออะไรดี นี่เป็นของที่ฉันเห็นในร้านสหกรณ์ ได้ยินว่าเป็นที่นิยมมาก เลยซื้อมาฝากพวกเธอสองคน”
ลู่ซือเจี้ยมองผ้าพันคอไหมแวบหนึ่ง แล้วจำได้ว่านี่เป็นลายที่กำลังฮิตที่สุดในตอนนี้แต่ด้วยเสื้อผ้าที่หลี่เฟยฮวาออกแบบ รสนิยมของลู่ซือเจี้ยก็ยกระดับขึ้นไปอีกหลายขั้น
แม้ว่าไม่อยากจะเด็กแบบนี้ แต่ลี่เซียนเหมยดูเหมือนกำลังพยายามเอาใจพวกเธอ เพื่อให้หลี่เฟยฮวาโดดเดี่ยว แต่เธอจะทำแบบนั้นได้ยังไงกัน!
“ไม่ต้องหรอก ฉันไม่ชอบใช้ผ้าพันคอ”
ตู้เจียวเหม่ยก็ส่ายหัวเช่นกัน “ฉันก็ไม่ใช้เหมือนกัน ฉันยังมีผ้าพันคอใหม่ที่ยังไม่ได้ใช้อยู่เลย”
ลี่เซียนเหมยยิ้มค้าง ยืนนิ่งอยู่ตรงนั้นทันที
สุดท้ายเธอก็ไม่ได้พูดอะไร มอบผ้าพันคอทั้งสองผืนให้กับเยว่ซูเม่ยไป
เยว่ซูเม่ยไม่สามารถมองเห็นความรังเกียจในดวงตาของลี่เซียนเหมย ยังคงจมอยู่ในความสุขที่ได้รับผ้าพันคอสองผืนและเสื้อผ้าใหม่หนึ่งชุดมาฟรี ๆ
วันถัดมา หลี่เฟยฮวาได้ดำเนินการเรื่องเอกสารกลับเข้ามหาวิทยาลัย
หลังจากที่เหวินเทียน ได้สอบถามถึงอาการบาดเจ็บของหลี่เฟยฮวาและทราบว่ามือของเธอสามารถเขียนหนังสือได้ เขาก็พูดอย่างไม่เกรงใจว่า
“ถ้าอย่างนั้นในช่วงครึ่งเดือนต่อจากนี้ เธอก็เขียนอีกสองบทออกมา รอให้ฉันกลับมาตรวจสอบ ถ้าเขียนไม่ดีก็ต้องเขียนเพิ่มอีกสองบท”
หลี่เฟยฮวา “???”
“อาจารย์คะ มือฉันบาดเจ็บค่ะ”
เหวินเทียนกำลังตรวจการบ้านอยู่ เมื่อได้ยินเช่นนั้นก็เงยหน้าขึ้นเล็กน้อย สายตามองไปที่มือของหลี่เฟยฮวา
“เธอไม่ได้บอกหรอกหรือว่ามันไม่รบกวนการเขียนของเธอ?”
หลี่เฟยฮวา “…ตอนนี้ฉันจะบอกว่าตัวเองเขียนไม่ได้ได้ไหมคะ?”
เหวินเทียนเอ่ยเสียงเรียบ “สายไปแล้ว”
หลี่เฟยฮวา “…”
เธอกลับเข้าห้องเรียนด้วยท่าทางหดหู่ ลู่อันหยางได้จองที่นั่งให้หลี่เฟยฮวาไว้แล้ว พอเห็นเพื่อนสาวตัวเองเดินมา เขารีบโบกมือเรียกทันที
หลี่เฟยฮวาชะงักฝีเท้าเล็กน้อย ดูเหมือนว่าเธอจะนึกอะไรขึ้นมาได้จึงตบศีรษะตัวเองเบา ๆ
เธอยังไม่รู้ว่าจะอธิบายกับลู่อันหยางอย่างไรดี
หลี่เฟยฮวาถอนหายใจ แล้วก็ยอมจำนนกลับไปนั่งที่เดิมแน่นอน หลังจากที่เธอนั่งลง ประโยคแรกของลู่อันหยางก็คือ “หลี่เฟยฮวาหลังเลิกเรียนอย่าเพิ่งรีบไปนะ ผมมีเรื่องอยากถามคุณหน่อย”
มาแล้ว!
หลี่เฟยฮวารู้ว่าตัวเองปิดบังไม่ได้แล้ว จึงพยักหน้า “ได้ พอดีฉันก็มีเรื่องจะคุยกับคุณเหมือนกัน”
สองคาบเรียนผ่านไปอย่างรวดเร็ว สำหรับหลี่เฟยฮวาแล้วมันเหมือนเพียงแค่พริบตาเดียวก็ผ่านไปแล้วเธอเก็บหนังสือเรียบร้อยแล้ว ตอนนี้เป็นเวลาเที่ยงแล้ว ถ้าจะต้องคุยกันตอนนี้ อาหารกลางวันคงไม่ได้กินแล้ว
ทั้งสองคนมาถึงสถานที่ที่มีคนน้อย
หลังจากนั่งลงแล้ว ทั้งสองคนไม่มีใครพูดอะไรหลังจากผ่านไปสักครู่หนึ่ง
“หลี่เฟยฮวา ผมมีเรื่องจะถาม…”
“ลู่อันหยาง ฉันมีเรื่องหนึ่งที่อยากจะบอกคุณ”พูดจบ ทั้งสองคนต่างตะลึงไปชั่วขณะ”
ทันใดนั้น ลู่อันหยางก็พูดเสียงเบาว่า “คุณพูดก่อนเถอะ”
หลี่เฟยฮวาเม้มริมฝีปากเล็กน้อย ความจริงแล้วเธอยังคงลังเลอยู่มาก
เรื่องการข้ามเวลามันช่างเหลือเชื่อเหลือเกิน ถึงแม้ว่าทุกครั้งที่เธอคิดว่าเข้าใจแล้ว แต่ไม่นานเธอก็จะจมอยู่ในวังวนความคิดอีกครั้ง
นี่ก็เหมือนกับว่าจู่ ๆ วันหนึ่งเพื่อนสนิทมาบอกเธออย่างจริงจังว่า หล่อนมาจากอนาคต และในอนาคตหล่อนกับเธอยังมีความเกี่ยวข้องกันอย่างลึกซึ้ง
ถ้าโชคดี คนอื่นอาจคิดว่ากำลังพูดเล่น แต่ถ้าโชคร้ายอาจถูกมองว่าเป็นคนบ้าไปเลยก็ได้
และการพิสูจน์ตัวเองก็เป็นกระบวนการที่ยุ่งยากมากเสมอเมื่อไม่จำเป็น หลี่เฟยฮวาไม่อยากพิสูจน์ตัวเองอย่างแน่นอน
หลี่เฟยฮวาถอนหายใจยาว ๆ ไม่นานก็ถอนหายใจอีกครั้ง
ลู่อันหยางเห็นท่าทางของเพื่อนก็ถามด้วยความเป็นห่วง “หลี่เฟยฮวา เธอมีเรื่องกังวลใจอะไรหรือเปล่า?”
เขาก็สังเกตเห็นว่าหลี่เฟยฮวาดูเหมือนจะมีเรื่องกังวลใจตลอดทั้งบ่ายวันนี้ แม้แต่การถอนหายใจเมื่อสักครู่ก็เพิ่มขึ้นหลายสิบครั้ง
ลู่อันหยางไม่เคยเห็น หลี่เฟยฮวาวิตกกังวลขนาดนี้มาก่อน
เขารู้สึกกังวลเล็กน้อย “คุณไม่สบายหรือเปล่า?”
นี่เป็นเรื่องเดียวที่ลู่อันหยางนึกออก หลี่เฟยฮวาส่ายหน้า แล้วถอนหายใจลึก ๆ “ช่วงนี้คุณสงสัยไหมว่าทำไมฉันถึงไปสถานีรถไฟอย่างกะทันหัน?”
ลู่อันหยางชะงักไปครู่หนึ่ง แล้วส่งเสียงรับในลำคอ “อืม”
“งั้นก็ดีแล้ว” หลี่เฟยฮวาพูดด้วยน้ำเสียงหนักแน่น บรรยากาศรอบข้างที่เคยอึกทึกครึกโครมเมื่อครู่ ตอนนี้ราวกับมีใครกดปุ่มปิดเสียงไปเสียอย่างนั้น
“ลู่อันหยาง…ฉันมาจากอนาคต”
ลู่อันหยางได้ยินคำพูดของหลี่เฟยฮวาอย่างชัดเจน แต่เนื้อหาในคำพูดนั้นทำให้เขาไม่รู้ว่าควรทำอย่างไรดี
ลู่อันหยางกะพริบตาแล้วถาม “คุณ… คุณพูดว่าอะไรนะ?”
หลี่เฟยฮวาไม่มีแววตาหลบเลี่ยงแม้แต่น้อย เธอไม่อยากโกหกครูที่ดีที่สุดของเธอในชาติก่อน
“คุณได้ยินไม่ผิด ฉันมาจากอนาคต มาจาก 47 ปีข้างหน้า ฉันเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านฟิสิกส์และอุตสาหกรรมทหารในอีก 47 ปีข้างหน้า และคุณ
ลู่อันหยางคุณก็เป็นอัจฉริยะด้านอุตสาหกรรมทหารเช่นกัน คุณคืออาจารย์ของฉัน”
ลู่อันหยางกลืนน้ำลาย ดวงตาสีดำสนิทเต็มไปด้วยความไม่อยากเชื่อ
“หลี่เฟยฮวา คุณไม่ได้กำลังล้อเล่นกับผมใช่ไหม?”
หลี่เฟยฮวาส่ายหน้า พลางตอบเสียงเรียบ “ดูสภาพฉันตอนนี้สิ คุณคิดว่าฉันจะมีอารมณ์มาล้อเล่นกับคุณหรือยังไง?”
ลู่อันหยางรู้สึกว่าหลี่เฟยฮวาไม่น่าจะล้อเล่น
หลี่เฟยฮวาพูดต่อ “ก่อนหน้านี้คุณน่าจะรู้เกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างฉันกับหวงหมิงลู่ในช่วงแรกสุด และความคิดเห็นของคนอื่น ๆ ในหมู่บ้านที่พักอาศัยที่มีต่อฉันใช่ไหม?”
ลู่อันหยางยังคงพยักหน้าอย่างงุนงง
แม้ว่าเขาจะไม่ได้ตั้งใจสืบเสาะ แต่ก็พอรู้มาบ้างไม่มากก็น้อย
ตอนแรกสุด หลี่เฟยฮวาเป็นคนหยิ่งยโสโอหัง เป็นเหมือนแมลงพิษในหมู่บ้าน ทุกคนต่างเรียกร้องให้กำจัดเธอแต่ต่อมา หลี่เฟยฮวากลายเป็นคนมีเหตุผล ฉลาด กล้าหาญ และใจเย็น
เธอเป็นคนละคนกันอย่างสิ้นเชิง
ลู่อันหยางเกือบจะร้องออกมาดัง ๆ “ดังนั้นคุณมาจากอนาคตจริง ๆ เหรอ?!”
ลู่อันหยางตระหนักได้ว่าที่นี่มีคนมากมายและมีดวงตาจับจ้องอยู่ เขาจึงรีบปิดปากตัวเองอย่างรวดเร็ว “ขอโทษนะ”
หลี่เฟยฮวาก้มตาลงพลางกล่าว “ที่ฉันไม่เคยพูดเรื่องนี้มาก่อน เพราะไม่รู้ว่าจะอธิบายให้คุณเข้าใจยังไงดี”
หลังจากพูดจบ หลี่เฟยฮวาก็พูดต่อว่า “ชาติที่แล้วฉันเป็นเด็กกำพร้า ต่อมาคุณได้รับฉันเป็นบุตรบุญธรรม ส่งฉันไปเรียนหนังสือ แล้วยังหางานให้ฉันทำ สอนฉันเรียนรู้สิ่งต่าง ๆ ดูแลฉันดีทั้งในเรื่องชีวิตความเป็นอยู่และความรู้สึก… ตอนนั้นคุณแก่มากแล้ว และหลังจากที่ฉันข้ามเวลามา ฉันก็ไม่ได้จำคุณได้ทันที เพราะคุณเปลี่ยนไปมากเมื่อเทียบกับในอนาคต”
ลู่อันหยางรู้สึกได้อย่างชัดเจนว่า หลี่เฟยฮวาดูเหมือนจะมีเรื่องบางอย่างที่พูดออกมาลำบากแม้ว่าคน ๆ หนึ่งจะเปลี่ยนแปลงไปมากแค่ไหน ก็ไม่น่าจะถึงขั้นจำไม่ได้นะ
ถ้าหลี่เฟยฮวามาจากอนาคต ตัวเองกับหลี่เฟยฮวาก็ถือว่าอยู่ด้วยกันตลอดเวลา หลี่เฟยฮวาควรจะคุ้นเคยกับตัวเองมากทีเดียว
อาจจะเป็นเพราะรู้ถึงความสงสัยในใจของลู่อันหยาง หลี่เฟยฮวาจึงพูดว่า
“ชาติที่แล้วคุณไม่ได้ชื่อลู่อันหยาง แต่ชื่อหลัวหยางเฉิง”
“ทำไมผมต้องเปลี่ยนชื่อด้วยล่ะ?” หลี่เฟยฮวาลังเลอยู่ครู่หนึ่ง หากจะพูดถึงเรื่องนี้ ก็เท่ากับเป็นการเปิดแผลในใจของลู่อันหยหางโดยไม่ตั้งใจ แม้ว่าลู่อันหยางในตอนนี้จะเป็นเพียงลู่อันหยางคนเดิม ไม่ใช่อาจารย์ในอีก 47 ปีข้างหน้าก็ตาม
“ผมอยากฟัง คุณจะเล่าให้ฟังได้ไหม?” ลู่อันหยางรู้สึกตื่นตระหนกขึ้นมาในใจอย่างกะทันหัน แต่ก็อดไม่ได้ที่จะถาม