พันธสัญญาลวงรัก - ตอนที่ 676 เธอไม่ได้อยู่ตัวคนเดียว
ตอนที่ 676
เธอไม่ได้อยู่ตัวคนเดียว
“ชิ” เสียงเย้ยหยันดังขึ้นเบา ๆ ภายในห้องที่เงียบสงัด พร้อมกับแววตาที่ดูถูกเหยียดหยาม
ถงเหมี่ยวเหมี่ยวมองดูมู่อวี้เฉิงอย่างทำอะไรไม่ถูก “คุณไม่อยากหย่าก็ไม่ต้องหย่า ยังไงซะคุณมู่ก็ยิ่งใหญ่ไพศาลที่สุดในเมืองเป่ยอยู่แล้วนี่ ถ้าคุณไม่อยากทำใครจะไปบีบบังคับคุณได้?”
ความหมายของเธอนั้นชัดเจนมาก
หากมู่อวี้เฉิงไม่เต็มใจ เฉินจิ่วจิ่วก็จะไม่มีวันประสบความสำเร็จ
เธอคิดว่าเธอรู้จักนิสัยของมู่อวี้เฉิงเป็นอย่างดี
หลายปีก่อน มู่อวี้เฉิงเคยพูดจาไม่ไว้หน้าเธอและทิ้งเธอไว้ในวิลล่าเพียงลำพังโดยไม่สนใจไยดี
แม้แต่ผู้เฒ่ามู่ก็ไม่สามารถห้ามปรามเขาได้
และตอนนี้ เฉินจิ่วจิ่วไม่ใช่บุคคลที่เกี่ยวข้องกันจึงไม่สามารถทำให้มู่อวี้เฉิงเปลี่ยนใจได้ด้วยคำพูดเดียว
เธอจะไม่รู้จักนิสัยของมู่อวี้เฉิงเป็นอย่างดีได้อย่างไร?
“เหมี่ยวเหมี่ยว คุณจะเอาแบบนี้เหรอ? ผมกับจิ่วจิ่วไม่ได้อะไรกันสักหน่อย” มู่อวี้เฉิงเริ่มทนไม่ไหวจนเส้นเลือดบนข้อมือปูดโปนขึ้นมา
“ใครจะรู้ล่ะ? แต่มันก็ไม่เกี่ยวอะไรกับฉันหรอก มู่อวี้เฉิง ฉันรู้แค่ว่าถ้าคุณโกหกหลอกลวง ไม่ภักดีต่อการแต่งงานครั้งนี้ แล้วทำไมฉันจะต้องสนใจคุณด้วยล่ะ?” ถงเหมี่ยวเหมี่ยวพูดอย่างเฉยเมยและเดินเข้าไปในห้องพักที่มีไว้สำหรับรับรองแขก
เธอไม่ได้ล็อกประตูห้อง
เพราะไม่ว่าอย่างไรก็ตามมู่อวี้เฉิงจะสามารถเข้ามาได้
เธอไม่อยากทำอะไรมากความอีก
หัวใจของถงเหมี่ยวเหมี่ยวก็มีเลือดเนื้อเช่นกัน
เธอพันผ้าห่มไว้รอบตัวอย่างแน่นหนาและซุกตัวอยู่ภายใต้ผ้าห่ม
นี่คือจุดยืนที่ทำให้เธอรู้สึกไม่ปลอดภัยอย่างยิ่ง
เธอกัดริมฝีปาก พยายามห้ามน้ำตาที่โหมกระหน่ำลงมา
จนกระทั่งเที่ยงคืน เธอก็ผล็อยหลับไป
หลังจากนั้นไม่นาน เงาสูงใหญ่ก็เดินเข้ามาในห้อง
มู่อวี้เฉิงนั่งลงข้างเคียงถงเหมี่ยวเหมี่ยวแล้วจับมือเธอเอาไว้
เขาเลิกผ้าห่มออกเล็กน้อยจนเผยให้เห็นแก้มนวลของ ถงเหมี่ยวเหมี่ยวจากมุมผ้าห่ม
มู่อวี้เฉิงสังเกตเห็นรอยฟันฝั่งลึกบนริมฝีปากของเธอด้วย
มู่อวี้เฉิงถอนหายใจเงียบ ๆ และยื่นมือออกไปลูบไล้ริมฝีปากของเธอเบา ๆ
ความคิดของเขามั่นคงมาตลอด
เขาเพิ่งตระหนักถึงมันหลังจากที่ถงเหมี่ยวเหมี่ยวค้นพบเรื่องนี้
กุญแจหลักสำคัญของปัญหาไม่ใช่ใครอื่น
มันคือตัวเขาเองต่างหาก
เพียงแค่เห็นใบหน้าเศร้าสร้อยของถงเหมี่ยวเหมี่ยว เขาก็รู้สึกสั่นไหว
เขาคิดว่าตัวเองถูกเสมอ
แต่มาลองคิดดูตอนนี้
ทำให้ถงเหมี่ยวเหมี่ยวเสียใจด้วยเหตุการณ์นี้มันคุ้มแล้วเหรอ?
แต่มู่กรุ๊ป…
ไม่ได้ เขาไม่สามารถผ่อนผันได้
มันไม่ใช่เขาคนเดียว แต่ยังรวมถึงทุกคนในบริษัทด้วย
เขาจะต้องรับผิดชอบ
มู่อวี้เฉิงนั่งลงข้างเตียงเพียงเพื่อมองดูถงเหมี่ยวเหมี่ยวเฉย ๆ
มู่อวี้เฉิงนั่งนิ่งจนกระทั่งรุ่งสางและไม่ได้จากไปไหน
เมื่อเสียงนาฬิกาปลุกดัง ถงเหมี่ยวเหมี่ยวก็ลุกขึ้นนั่ง
โดยปกติเธอจะตื่นเช้า
แต่เมื่อวานเธอนอนดึก เธอจึงไม่ได้ลุกมาทันที
เธอนวดคลึงหน้าผากที่ปวดตุบ ๆ ลุกขึ้นจากเตียงและเดินไปปิดนาฬิกาปลุก
อย่าปล่อยให้เรื่องอื่นมากระทบเรื่องงาน
ตอนนี้งานเป็นเพียงสิ่งสนับสนุนเดียวของเธอ
เธอไม่สามารถสูญเสียงานไปได้
ถงเหมี่ยวเหมี่ยวให้กำลังตัวเอง ลุกขึ้นมาแต่งตัวแต่งหน้า ปกปิดใบหน้าที่ซีดเซียวของเธอ
อาหารเช้าน่าอร่อยมากมายวางเรียงรายอยู่บนโต๊ะ ถงเหมี่ยวเหมี่ยวเพียงแค่เหลือบมองและเดินผ่านอย่างเฉยเมย
เธอไม่ได้แตะต้องอาหารเช้าแม้แต่น้อย
กระทั่งมาถึงบริษัท ถงเหมี่ยวเหมี่ยวก็ตระหนักได้ว่าปล่อยให้ท้องว่างไม่ดี เธอจึงเดินไปซื้อซาลาเปาสองลูกและนมถั่วเหลืองอีกหนึ่งถ้วย
หลังจากกินอาหารเช้าเสร็จ เธอก็ได้ยินว่าลู่ซีจวี๋เรียกหาเธอ
ลู่ซีจวี๋น่าจะอยู่กับอินอวี่โหรวในตอนนั้นด้วย
เรียกเธอไปพบแต่เช้าคงเป็นเพราะเรื่องรูปถ่าย
เธอทำความสะอาดเศษขยะบนโต๊ะ
จากนั้นถงเหมี่ยวเหมี่ยวก็เดินไปที่ห้องทำงานของลู่ซีจวี๋
เธอพยายามทำให้ตัวเองดูปกติที่สุด
จนกระทั่งเดินเข้าไปในห้องทำงาน ถงเหมี่ยวเหมี่ยวก็เห็นลู่ซีจวี๋จ้องมาทางเธอ
ถงเหมี่ยวเหมี่ยวยิ้ม “รุ่นพี่ จ้องฉันทำไมคะ?”
“เรื่องของมู่อวี้เฉิงน่ะ เธอคิดยังไงล่ะ” ลู่ซีจวี๋ลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะพูดถาม
“จะคิดหรือรู้สึกยังไงมันก็ไปบีบบังคับอะไรไม่ได้หรอกค่ะ แต่ไม่ว่ามันจะลำบากแค่ไหน ฉันจะผ่านมันไปให้ได้” ท้ายที่สุดแล้วเธอก็ต้องยืนหยัดคนเดียว
ถงเหมี่ยวเหมี่ยวพูดราวกับรู้สึกสบายใจ แต่ในใจกลับคล้ายว่ามีบางอย่างขาดหายไป
ความว่างเปล่า แม้ไม่อันตรายถึงชีวิตแต่ก็ยังรู้สึกอยู่เสมอ
“ถ้าเธอต้องการความช่วยเหลือมาบอกฉันได้นะ เหมี่ยวเหมี่ยว อยากให้พี่ไปตามสืบให้มั้ย?” ตอนนี้ลู่ซีจวี๋ปล่อยวางเรื่องของถงเหมี่ยวเหมี่ยวได้แล้ว
แต่มิตรภาพที่มีมายาวนานยังคงอยู่
หากถงเหมี่ยวเหมี่ยวต้องการความช่วยเหลือ เขาก็จะยื่นมือออกไปช่วยอย่างแน่นอน
“ไม่จำเป็นค่ะรุ่นพี่ อะไรที่ควรรู้เดี๋ยวฉันก็จะรู้เอง จะตามสืบไปทำไม?” สำหรับถงเหมี่ยวเหมี่ยว พฤติกรรมของมู่อวี้เฉิงเมื่อคืนนี้เกือบจะเป็นการยอมรับโดยปริยายแล้ว
หากยังตามสืบต่อไปก็เท่ากับว่าเธอหลอกลวงตัวเอง
“ไม่สืบก็ไม่สืบ ให้ฉันโทรตามอวี่โหรวมาอยู่เป็นเพื่อนมั้ย?” ลู่ซีจวี๋ถาม
“รุ่นพี่ เหมือนว่าพี่จะอยากเจออวี่โหรวมากกว่าใช่มั้ย?” ถงเหมี่ยวเหมี่ยวอดไม่ได้ที่จะรู้สึกเศร้าเมื่อเห็นความสัมพันธ์ระหว่างพวกเขาหวานเยิ้มและตัวติดกันตลอดเวลา
“เธอคิดว่าฉันเป็นคนยังไง?” ลู่ซีจวี๋อดไม่ได้ที่จะยิ้ม
“ช่างเถอะ ช่วงนี้อวี่โหรวต้องอ่านหนังสือ ฉันไม่รบกวนเธอหรอก” ถงเหมี่ยวเหมี่ยวโบกมือปฏิเสธ
ในเวลานี้เธอเลือกที่จะเงียบ
เธอมีความสามารถในการรักษาตัวเองและเธอจะเลียบาดแผลของเธอเอง
บางทีในขณะที่เธอกำลังซึมเศร้าอยู่ มู่อวี้เฉิงอาจจะมีความสุขสำเริงใจ
เธอไม่รู้ว่าจะแสดงหน้าเศร้าไปให้ใครมอง
มันไม่มีความหมายเลย ไม่มีความหมายเลยจริง ๆ
“งั้นก็แล้วแต่เธอ แต่ถ้าเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นแล้วยังไม่โทรหาอวี่โหรว อวี่โหรวก็จะคิดว่าเธอไม่เห็นเขาเป็นเพื่อน วันนั้นเขามาร้องไห้ถามฉันว่าตัวเองไร้ประโยชน์หรือเปล่า” เมื่อหวนนึกถึงท่าทางเปราะบางของอินอวี่โหรว ใบหน้าของลู่ซีจวี๋ก็ดูเคลิบเคลิ้มขึ้น
“ไม่หรอก อวี่โหรวคิดเองได้ อย่าพูดถึงมันเลย เกิดเรื่องแบบนี้กับฉันแล้วพี่ยังพูดอวดแต่คู่ตัวเองอยู่ได้ รุ่นพี่ ใจร้ายเกินไปแล้วนะ” ถงเหมี่ยวเหมี่ยวพร่ำบ่น
แต่ในความเป็นจริงดวงตาของเธอค่อย ๆ กลายเป็นรูปเสี้ยวพระจันทร์
ถงเหมี่ยวเหมี่ยวเป็นคนใจกว้างและความรักไม่ใช่สิ่งเดียวในชีวิตเธอ
อย่างน้อยเธอก็รู้แล้วว่ามีคนห่วงใยเธอ
“เธอก็รู้ว่าเวลาเราควบคุมตัวเองไม่ได้และได้ครอบครองคนที่ได้มายาก ๆ ก็ต้องอยากอวดเป็นธรรมดา” ลู่ซีจวี๋พูดออกไปอย่างมั่นใจ
ถงเหมี่ยวเหมี่ยวทำอะไรไม่ถูก นึกไม่ถึงว่าเขาจะยอมรับเร็วขนาดนี้
“โอเค ๆ ฉันรู้แล้วว่าพวกพี่ราบรื่นกันดี มีอะไรอีกมั้ย?” ถงเหมี่ยวเหมี่ยวกลอกตาอย่างไม่สบอารมณ์
เมื่อเห็นว่าเธอดูสดใสดี ลู่ซีจวี๋ก็รู้สึกโล่งใจมากขึ้น
ดูเหมือนว่าเรื่องของมู่อวี้เฉิงจะไม่ส่งผลกระทบต่อเธอมากนัก
“เหมี่ยวเหมี่ยว พี่รู้ว่าเธอเศร้า ไม่ต้องปิดบังกันหรอก พี่เข้าใจเธอ เอาแบบนี้ดีกว่า อีกสองวันจะต้องเดินทางไปดูงาน เดิมทีพี่จะส่งคนอื่นไป แต่พี่คิดว่าเธอใช้เวลานี้ออกไปพักผ่อนหน่อยก็ดีนะ” ลู่ซีจวี๋เพิ่งนึกแผนการนี้ออกหลังจากมาถึงบริษัท
“ได้ค่ะ ขอบคุณนะคะรุ่นพี่” เมื่อเห็นว่าลู่ซีจวี๋ห่วงใยมากแค่ไหน ถงเหมี่ยวเหมี่ยวก็รู้สึกสบายใจขึ้น
เธอน้อมรับความห่วงใยของทุกคนและมันก็ทำให้เธอรู้สึกหวาดกลัวน้อยลง
เพราะอย่างน้อยเธอก็ไม่ได้อยู่ตัวคนเดียว