พันธสัญญาลวงรัก - ตอนที่ 694 ไม่ควรได้รับการปฏิบัติที่ดี
ตอนที่ 694
ไม่ควรได้รับการปฏิบัติที่ดี
มู่อวี้เฉิงเงยหน้ามองเฉินจิ่วจิ่วที่อยู่ด้านข้างมาเป็นเวลานาน
เฉินจิ่วจิ่วที่เห็นเช่นนั้นหัวใจเต้นระรัว พลางคิดว่ามู่อวี้เฉิงอาจจะรู้เรื่องทุกอย่างแล้ว
เธอพยายามประคับประคองตัวเองให้มั่นคง
แต่เมื่อมองดูอีกที เธอก็เห็นว่ามู่อวี้เฉิงกำลังตรวจดูเอกสารอยู่
เฉินจิ่วจิ่วคิดว่าเธออาจจะคิดมากเกินไป
มู่อวี้เฉิงคงแค่อยากจะมองเธอเท่านั้น
หากเขารู้เรื่องทุกอย่างแล้วจริง ๆ คนที่ไม่ยอมก้มหัวให้ใครอย่างมู่อวี้เฉิงจะเก็บเธอไว้ใกล้ตัวจนถึงตอนนี้ได้อย่างไร
ยิ่งไปกว่านั้นมู่อวี้เฉิงยังยอมแข็งข้อกับถงเหมี่ยวเหมี่ยวเพื่อเธอ
เฉินจิ่วจิ่วมั่นใจมากและคิดว่ามู่อวี้เฉิงยังไม่รู้เรื่องทั้งหมดนี้
“พี่อวี้เฉิง ทำไมไม่ดื่มล่ะ?” เมื่อเห็นว่ามู่อวี้เฉิงไม่ยอมดื่ม เฉินจิ่วจิ่วก็พูดเร่งเร้าอย่างกระวนกระวาย
“กาแฟยังร้อนอยู่ เดี๋ยวค่อยดื่ม เธอกังวลอะไร?” มู่อวี้เฉิงก้มหน้ามองเอกสารแล้วพูดถามอย่างไม่เป็นทางการ
เฉินจิ่วจิ่วก็คิดว่าตนเองเผลอทำอะไรรีบร้อนจนเกินไป
เธอจึงคิดหาข้อแก้ตัวเพื่อป้องกันไม่ให้มู่อวี้เฉิงเข้าใจผิด “ฉันแค่อยากให้พี่อวี้เฉิงได้ลองฝีมือฉันบ้างน่ะ”
กาแฟสำเร็จรูปยังต้องใช้ฝีมือการชงอะไรอีกหรือ?
มู่อวี้เฉิงไม่อยากฟังคำโกหกหลอกลวงของเฉินจิ่วจิ่วอีกต่อไป
หลังจากเรื่องนี้จบลง เขาก็หวังว่าจะไม่ต้องเจอ เฉินจิ่วจิ่วอีก
นี่เป็นครั้งแรกที่เขาเกลียดใครสักคนเข้าไส้
“ใกล้แล้ว ไหนขอลองชิมหน่อยซิ” มู่อวี้เฉิงยกถ้วยกาแฟขึ้นมาและพบว่ากลิ่นหอมที่โชยขึ้นมากระทบใบหน้าของเขาคือกลิ่นของผงกาแฟคุณภาพต่ำ
มู่อวี้เฉิงขมวดคิ้วโดยไม่เปลี่ยนสีหน้า จากนั้นก็ยกกาแฟขึ้นมาดื่ม
พอเห็นว่าเขาดื่มกาแฟ เฉินจิ่วจิ่วก็ถอนหายใจอย่างโล่งอก
“เป็นยังไงบ้างคะ?” เฉินจิ่วจิ่วมองดูมู่อวี้เฉิงด้วยสายตาคาดหวัง
“รสชาติดีเลยนะ” มู่อวี้เฉิงพูดชม
เฉินจิ่วจิ่วรู้สึกอิ่มอกอิ่มเอมใจกับคำชมดังกล่าว และเชิดหน้าขึ้นอย่างภาคภูมิใจ
หลังจากดื่มกาแฟเสร็จแล้ว มู่อวี้เฉิงก็นั่งประมวลเอกสารอยู่อีกพักหนึ่งก่อนจะลงตัวลงนอนบนโต๊ะ
เฉินจิ่วจิ่วยังคงเฝ้าดูการเคลื่อนไหวอยู่ที่นี่
เมื่อเห็นท่าทางของมู่อวี้เฉิง เธอก็ยิ้มมุมปากแล้ววางโทรศัพท์มือถือลง
เธอเดินเข้าไปหามู่อวี้เฉิงแล้วร้องเรียก “พี่อวี้เฉิง ตื่นสิ พี่อวี้เฉิง”
เธอร้องเรียกอยู่นานแต่ก็ไม่มีเสียงตอบรับ
เฉินจิ่วจิ่วยิ้มแล้วใช้ปลายนิ้วลูบไล้ใบหน้าอันหล่อเหลาของมู่อวี้เฉิง “น่าเสียดายที่วันนี้ฉันไม่มีเวลา เอาไว้น้องจะมาเล่นด้วยวันอื่นนะคะ”
เฉินจิ่วจิ่วดึงมือกลับมาและครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะหยิบโทรศัพท์มากดโทรออก “แกแน่ใจนะว่าไม่มีกล้องวงจรปิดอยู่ในห้องของมู่อวี้เฉิง?”
หากกล้องวงจรปิดสามารถบันทึกภาพของเธอเอาไว้ได้ การกระทำของเธอก็จะสูญเปล่า
“ไม่มี มู่อวี้เฉิงเป็นคนที่มีความส่วนตัวสูง เขาไม่เคยติดตั้งกล้องวงจรปิดหรืออะไรเทือกนั้นในออฟฟิศของเขาหรอก” คนที่อยู่ปลายสายตอบกลับอย่างรวดเร็วราวกับว่าเขารู้ทุกอย่างเกี่ยวกับมู่อวี้เฉิงเป็นอย่างดี
“งั้นก็ดี” เฉินจิ่วจิ่วพูดแล้วกดวางสาย
จากนั้นเธอก็ก้มมองตู้ที่อยู่ใกล้เท้าของมู่อวี้เฉิง
เธอค้นพบว่าตู้ดังกล่าวถูกล็อคเอาไว้
เธอคิดว่ามันน่าจะอยู่ในนี้
กุญแจหลายดอกวางอยู่บนโต๊ะของมู่อวี้เฉิง เธอหยิบกุญแจขึ้นมาลองไขทีละดอก แต่กลับไม่มีดอกไหนที่เปิดตู้ได้เลย
เหลือเพียงแค่สองดอกสุดท้ายเท่านั้น
เฉินจิ่วจิ่วขมวดคิ้ว หรือว่ามู่อวี้เฉิงจะไม่ได้เก็บกุญแจเอาไว้ในบริษัท?
อีกอย่างของสำคัญแบบนั้นไม่ควรเอามาวางสุ่มสี่สุ่มห้าไว้ที่บริษัทแบบนี้
ช่างเถอะ รีบทำให้เสร็จ ลองดูก่อนก็ได้
จนกระทั่งถึงดอกสุดท้าย เฉินจิ่วจิ่วก็อดไม่ได้ที่จะกลั้นหายใจ
“แกร๊ก” แต่กลับนึกไม่ถึงว่าจะมีเสียงดังออกมาจากประตูตู้ ดวงตาของเฉินจิ่วจิ่วเป็นประกายขึ้นทันที
เปิดออกแล้ว
เธอมองดูกล่องสีเงินที่ถูกซ่อนเอาไว้ในตู้
นี่คือสิ่งที่เธอกำลังมองหา
เพียงแต่ว่ากล่องสีเงินนั้นถูกปิดหนาทึบทุกด้าน ไม่มีช่องให้ไขกุญแจ
แล้วเธอจะเอาของออกมาได้อย่างไร?
เฉินจิ่วจิ่วนอนราบบนพื้นแล้วมองดูกล่องสีเงิน
ในไม่ช้าเธอก็ตระหนักได้ว่าเธอโง่เขลามาก
เธอหยิบกล่องขึ้นมาดู ใครจะรู้ว่าทันทีที่เธอแตะกล่องทางด้านซ้าย แสงวูบวาบบนกล่องก็ปรากฏขึ้น
กลับกลายเป็นว่ามันให้สแกนลายนิ้วมือ
แบบนี้ก็ง่ายน่ะสิ
เฉินจิ่วจิ่วหยิบกล่องขึ้นไปแล้วจับมือของมู่อวี้เฉิงมาวางทาบบนหน้าจอที่มีแสงสว่าง
รหัสผ่านบนกล่องนี้น่าจะเป็นรอยนิ้วมือของมู่อวี้เฉิงเอง
คนธรรมดาไม่สามารถเข้าใกล้มู่อวี้เฉิงได้เลย
ดังนั้นเขาคงไม่ได้คิดถึงเรื่องนี้
คงไม่ได้คิดว่าวันหนึ่งเขาจะต้องสูญเสียทุกอย่างในบริษัทไป
และเขายังเป็นคนทำมันเอง
หลังจากเฉินจิ่วจิ่วเปิดกล่องได้สำเร็จ เธอก็หยิบตราประทับ เอกสารและยูเอสบีออกมา
เมื่อได้ของครบถ้วนแล้ว เฉินจิ่วจิ่วก็เอากล่องสีเงินดังกล่าวกลับไปวางไว้ที่เดิม จากนั้นก็ปิดประตูเบา ๆ และเดินออกไป
ในลานจอดรถของมู่กรุ๊ป มีชายคนหนึ่งสวมชุดสีดำนั่งอยู่ในรถยนต์
พอเห็นเฉินจิ่วจิ่วเดินออกมา ไฟหน้ารถก็กะพริบอยู่ครู่หนึ่ง
เฉินจิ่วจิ่วเข้าใจได้ในทันทีและรีบเดินออกไป เธอโยนข้าวของให้เขาและพูดอย่างเย็นชาว่า “บอกลุงหวางด้วยว่าฉันทำตามที่สัญญาไว้แล้ว หวังว่าเขาจะทำตามที่พูดไว้เหมือนกัน”
“เฉินจิ่วจิ่ว พอได้เข้าไปอยู่ในบ้านตระกูลมู่เข้าหน่อยก็คิดว่าตัวเองเป็นหงส์หรือไง? เธอก็กองโคลน ใครเขาจะมาจริงจังกับเธอ?” ชายชุดดำรับเอกสารไปและพูดถากถางเฉินจิ่วจิ่ว
“อย่าให้มันมากนักนะ!” เฉินจิ่วจิ่วเริ่มไม่สบอารมณ์
“เธอไม่มองสารรูปตัวเองด้วยซ้ำแต่กลับมาโทษที่ฉันพูดมาก ฉันก็แค่พูดแสดงความคิดเห็น ไม่รู้ว่าประธานมู่หลงผิดอะไรในตัวเธอนัก เพราะหน้าตาเหรอ? หรือว่าลีลาบนเตียง?” ชายชุดดำมองดูสีหน้าของเฉินจิ่วจิ่วแล้วพูดเยาะเย้ยต่อ
เฉินจิ่วจิ่วเม้มปาก “ยังไงก็แล้วแต่ ฉันช่วยลุงหวางดึงเสี้ยนหนามในหัวใจออกมาได้แล้ว ส่วนแก เกรงว่าแกจะทำอะไรไม่ได้เท่าฉันด้วยซ้ำ ถ้าฉันตกต่ำแกก็ต้องตกต่ำเหมือนกัน ไอสวะเอ๊ย!”
แค่มีปากก็อย่าคิดว่าจะพูดอะไรไร้สาระได้
ในเมื่ออีกฝ่ายพูดได้ เธอก็พูดได้เหมือนกัน
“เฉินจิ่วจิ่ว ปีกกล้าขาแข็งขึ้นหรือเปล่า? มันนานแล้วเธอเลยจำความรู้สึกที่อยู่บนเตียงฉันไม่ได้ใช่มั้ย? ทำไมถึงได้หยิ่งผยองขนาดนี้?” ชายชุดดำกวาดสายตามองร่างกายของ เฉินจิ่วจิ่วอย่างชั่วร้าย
“แกรู้จักคำว่ายางอายบ้างมั้ย? มีแต่ไอคนเฮงซวยแบบแกเท่านั้นแหละที่จะพูดเรื่องพรรค์นี้ได้” เฉินจิ่วจิ่วรู้สึกว่าถ้าเธอทำเรื่องนี้สำเร็จแล้ว สถานะของเธอต่อหน้าลุงหวางก็จะต้องสูงส่งขึ้นกว่าเดิมและเธอจะไม่เกรงกลัวผู้ชายตรงหน้าอีก
“ก็ได้ เฉินจิ่วจิ่ว ครั้งนี้ฝากไว้ก่อน รอฉันก่อนเถอะ!” ชายชุดดำอยากจะพูดบางอย่าง
แต่เมื่อเห็นเอกสารในมือ เขาก็หรี่ตาลง
สิ่งสำคัญในตอนนี้คือการส่งเอกสารพวกนี้ไปให้ลุงหวาง
ส่วนผู้หญิงคนนี้ เขายังมีเวลาลงโทษอีกมาก
คนที่ไม่เชื่อฟังก็ไม่ควรที่จะได้รับการปฏิบัติดี ๆ
เฉินจิ่วจิ่วแลบลิ้นยียวนชายที่อยู่ในรถยนต์
โดยปกติเธอจะต้องพูดประจบประแจง
แต่ตอนนี้ตัวตนและสถานะของเธอไม่เป็นเหมือนเมื่อก่อนอีกแล้ว และทำไมเธอจะต้องกลัวผู้ชายคนนี้ด้วย
เธอทำงานสำเร็จลุล่วงด้วยดี ต่อให้ไม่ได้รับความดีความชอบแต่เธอก็ยังตรากตรำทำงาน และนั่นจะเป็นเหตุผลให้ลุงหวางปกป้องเธอ