ทะลุมิติมาเป็นคุณหนูใหญ่กลับต้องมาเลี้ยงน้องจนได้ดีแถมต้องเลี้ยงลูกอีกต่างหาก - บทที่ 21 ต้องสู้จึงจะเอาชนะคนชั่ว (รีไรท์)
- Home
- ทะลุมิติมาเป็นคุณหนูใหญ่กลับต้องมาเลี้ยงน้องจนได้ดีแถมต้องเลี้ยงลูกอีกต่างหาก
- บทที่ 21 ต้องสู้จึงจะเอาชนะคนชั่ว (รีไรท์)
บทที่ 21 ต้องสู้จึงจะเอาชนะคนชั่ว (รีไรท์)
ใช่ว่าไป๋ต้าฉุยและคนที่เหลือจะไม่อยากเข้ามาช่วยไป๋เย่เฮย หากแต่พวกเขายังไม่เข้าใจว่านี่มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่
ทุกคนต่างอยู่ในอาการตะลึงงัน ด้วยไม่อาจเชื่อสายตากับสิ่งที่เห็น
พวกเขาจำได้ว่าซ่งชิงหลันเป็นเพียงสตรีขี้ขลาดไร้ทางสู้ นางไม่เคยแม้แต่จะเอ่ยปากปกป้องตนเองยามที่ถูกทุบตีหรือด่าทอ
ยิ่งไปกว่านั้น ร่างกายอันบอบบางของนางยังดูราวกับพร้อมจะล้มลงได้ทุกเมื่อ เพียงมีลมแรงพัดผ่าน ไป๋เย่เฮยย่อมสามารถกระทืบนางจนหมอบได้ด้วยเท้าเพียงข้างเดียว แต่เขากลับกลายเป็นฝ่ายถูกสตรีร่างบางผู้นี้ทุบตีจนน่วมเสียแล้ว
เสียงร้องโอดครวญของไป๋เย่เฮยช่วยดึงสติของพวกเขาให้กลับมาจากความตะลึงงันอีกครา
ไป๋ต้าฉุยร้องเสียงดังลั่น “นางตัวดี บังอาจมาตีลูกชายข้าอย่างนั้นหรือ ลูกเขย จัดการมัน ฉีกแขนขามันออกเป็นชิ้น ๆ”
“ขอรับ!”
ชายฉกรรจ์ทั้งสี่พากันปรี่เข้าไปหาซ่งชิงหลันตามคำสั่ง หวังจะหยุดนางด้วยแรงที่มี
หากแต่นางกลับเพียงแค่นยิ้มชั่วร้ายออกมา พลางกวาดสายตาไปรอบ ๆ ก่อนจะวาดขาเตะบุรุษทั้งสี่เสียจนหมอบลงกับพื้น
“อัก”
“โอ๊ย ๆ เจ็บ”
“นางนี่… เหตุใดแรงเยอะถึงเพียงนี้”
“หนีก่อนเถิดท่านพ่อ เราไม่อาจสู้นางได้หรอก”
เพียงชั่วพริบตา บรรดาลูกเขยทั้งสี่ของตระกูลไป๋ต่างพากันวิ่งหนีไป เร็วเสียยิ่งกว่าสายลมพัดผ่าน
“ประเดี๋ยว พวกเจ้า! กลับมาประเดี๋ยวนี้!”
ไป๋ต้าฉุยกระทืบเท้าด้วยความไม่พอใจ เจ้าลูกเขยพวกนี้ อย่างไรเสียก็เป็นเพียงคนนอก ไม่อาจพึ่งพาได้จริง เสียแรงที่เขาอุตส่าห์ไว้ใจ
ทางด้านไป๋เย่เฮยที่ล้มอยู่ เมื่อเห็นว่าซ่งชิงหลันย่างสามขุมกลับมาอีกครั้งก็พยายามคู้ตัวหลบ ถดร่างกายหนีห่างให้ได้มากที่สุด ภายในดวงตาสะท้อนความหวาดกลัวอย่างน่าสมเพช
“ยะ… อย่านะ… อย่าเข้ามา”
หญิงสาวยกเท้าเหยียบเข้าที่หลังมือของชายหนุ่ม พร้อมกดน้ำหนักลงมากขึ้น
“โอ๊ย”
เมื่อได้เห็นว่าใบหน้าของไป๋เย่เฮยบิดเบี้ยวด้วยความเจ็บปวด ซ่งชิงหลันพลันยกยิ้มด้วยความสะใจ “เจ้าสำนึกในความผิดที่เจ้าก่อหรือไม่?”
“โอ๊ยยย… ข้า..ข้าผิดไปแล้ว ข้าผิดไปแล้ว!”
“ต่อไปเจ้าจะเรียกข้าว่าอย่างไร”
“พี่ใหญ่*[1] ท่านเป็นพี่ใหญ่ของข้าขอรับ”
“ดี! หากยังมีหน้ามาสร้างปัญหาอีก พี่ใหญ่ผู้นี้จะหักขาเจ้า เอาให้ต้องคลานไปกับพื้นตลอดชีวิตเลย”
“ขอรับ… พี่ใหญ่… ข้าไม่กล้าอีกแล้ว”
ไป๋เย่เฮยรีบคุกเข่าต่อหน้าซ่งชิงหลันด้วยใบหน้าที่เปรอะเปื้อนไปด้วยน้ำตาและน้ำมูก
“ดี! เช่นนั้นเจ้าก็ไสหัวไปได้แล้ว”
“ขอรับ”
ไป๋ต้าฉุยเข้ามาช่วยบุตรชายคนเล็กของเขาให้ลุกขึ้นยืน จากนั้นเตรียมพากันวิ่งหนีไป
หากแต่ซ่งชิงหลันก็พลันนึกบางอย่างขึ้นมาได้ “หยุดก่อน”
ด้วยความหวาดกลัว ไป๋เย่เฮยไม่สามารถอดทนได้อีกต่อไป เขาปัสสาวะราด ไหลออกมาตามขาสองข้างที่สั่นด้วยความหวาดกลัว
“พี่ใหญ่… ท่าน…ท่านต้องการอันใดอีกหรือขอรับ”
“ข้าลืมบอกพวกเจ้าไป เจี่ยงชุ่ยเหลียนไปก่อเรื่องที่ประตูเมืองเมื่อเช้านี้ นางถูกเจ้าหน้าที่จับตัวไปแล้ว คงจะต้องถูกคุมขังสักครึ่งเดือน”
ผู้คนในเมืองต่างทราบกันดีว่า ใครก็ตามที่ก่อปัญหาที่ประตูเมืองจะต้องถูกลงโทษอย่างหนัก
ไป๋ต้าฉุยถอนหายใจเฮือกใหญ่ สตรีโง่เง่าเยี่ยงเจี่ยงชุ่ยเหลียนช่างไร้ซึ่งความอดทนอดกลั้นเสียเหลือเกิน
ซ้ำยังแค้นเคืองซ่งชิงหลันอย่างกัดไม่ปล่อย นางจิ้งจอกเจ้าเล่ห์ซ่งชิงหลันนี่จงใจไปตั้งร้านแถวประตูเมืองเพื่อการนี้สินะ
หลังจากสองพ่อลูกรีบหนีหายไป เพื่อนบ้านที่สังเกตการณ์อยู่ต่างพากันปรบมือให้นาง
“หลันหลัน เจ้าแข็งแกร่งมาก ต้องอย่างนี้ หากไม่ต่อสู้ก็เอาชนะคนชั่วเช่นนั้นไม่ได้”
“ข้าได้ยินมาว่าเจ้าเปิดร้านอาหารเช้า ในที่สุดครอบครัวของแม่เฒ่าซ่งก็มีเสาหลักแล้ว”
“บุปผาทุกดอกย่อมมีเวลาผลิบาน ครานี้เป็นคราวของบ้านแม่เฒ่าซ่งที่จะได้โอกาสพลิกชะตาแล้ว”
นอกจากคำชื่นชมแล้วก็ย่อมต้องมีน้ำเสียงแห่งความริษยาปะปนมา
“คนอย่างนางเป็นแค่เสือกระดาษ ทำได้เพียงขู่ให้กลัว ก็แค่สตรีธรรมดาผู้หนึ่ง เรื่องความสามารถก็ไม่เห็นจะเท่าไร จะมาพลิกชะตาตระกูลอย่างไรกันเล่า กล่าวเกินจริงไปเสียแล้ว เหอะ”
“ดุอย่างกับเสือถึงเพียงนั้น ไม่ต้องพูดถึงยามที่นางอยู่ที่บ้านแม่สามีเลย”
…
หลิวกุ้ยเสียที่กำลังลอบมองสถานการณ์ทั้งหมดผ่านช่องประตู ด้วยคาดหวังว่าตระกูลไป๋จะจัดการมอบบทเรียนแก่ซ่งชิงหลันอย่างสาสมเพื่อความสะใจส่วนตน
หากแต่ไม่คาดคิดเลยว่านางสารเลวนั่นจะมีฤทธิ์มากถึงขั้นเอาชนะบรรดาบุรุษตระกูลไป๋ได้ เจ้าคนพวกนั้นช่างไร้ประโยชน์เสียจริง
น่าเบื่อยิ่งนัก
เห็นทีครานี้นางคงต้องลงมือเองเสียแล้ว
[1] พี่ใหญ่ เป็นคำเรียกซ่งชิงหลันในเชิงเอาตัวรอดของไป๋เย่เฮย แต่หากตามลำดับญาติ ซ่งชิงหลันถือเป็นหลานของไป๋เย่เฮย