ทะลุมิติมาเป็นคุณหนูใหญ่กลับต้องมาเลี้ยงน้องจนได้ดีแถมต้องเลี้ยงลูกอีกต่างหาก - บทที่ 22 ซ่งชิงหลันดูแปลกไปจากเดิม (รีไรท์)
- Home
- ทะลุมิติมาเป็นคุณหนูใหญ่กลับต้องมาเลี้ยงน้องจนได้ดีแถมต้องเลี้ยงลูกอีกต่างหาก
- บทที่ 22 ซ่งชิงหลันดูแปลกไปจากเดิม (รีไรท์)
บทที่ 22 ซ่งชิงหลันดูแปลกไปจากเดิม (รีไรท์)
หลิวกุ้ยเสียเปิดประตูออกไปแล้วเอ่ยเสียงดังลั่น “อย่างไรเล่า สุมหัวกันถึงเพียงนี้ เหตุใดพวกเจ้าจึงมาที่หน้าบ้านข้ากัน?”
ซ่งชิงหลันได้ยินก็แค่นหัวเราะอย่างขบขัน “ท่านอาสะใภ้ ท่านมิได้แอบดูเรื่องน่าตื่นเต้นจากในห้องของตนหรือเจ้าคะ?”
คำพูดเช่นนั้นทำเอาบรรดาเพื่อนบ้านพากันหัวเราะเยาะขึ้นมาโดยพลัน
ทุกคนที่นี่ต่างเป็นเพื่อนบ้านที่อยู่ด้วยกันมานาน ทุกคนต่างรู้ดีว่าหลิวกุ้ยเสียนั้นเป็นคนเช่นไร จึงสบโอกาสนี้ในการเยาะเย้ยถากถางนาง
“แม่นางซ่ง พูดอันใดเช่นนั้นเล่า แต่ข้าก็เห็นนางยืนดูเรื่องน่าตื่นเต้นอยู่ที่ประตูเช่นเดียวกับแม่นางนะ”
“ก็จริงของเจ้า เรื่องเช่นนี้มันน่าตื่นเต้นยิ่งนัก ถึงขนาดที่ว่าคนตระกูลไป๋มาหาเรื่องถึงหน้าบ้าน หากแต่หลิวกุ้ยเสียกลับเอาแต่มุดหัวอยู่ในห้องราวกับเต่าในกระดอง ยามนี้หลันหลันได้ไล่พวกตระกูลไป๋ไปหมดแล้ว นางจึงได้ออกมาแสร้งทำเป็นไม่รู้เรื่องอย่างนั้นหรือ?”
“หึ ทุกทีข้าก็เห็นว่าคนอย่างเจ้าไม่เคยกลัวผู้ใด ปากจัดซ้ำยังพูดจาได้ฉะฉาน หากแต่ยามนี้กลับมาขี้ขลาดได้อย่างไรกัน”
“ถูกต้อง คนปากจัดอย่างท่าน ไม่เคยมีผู้ใดรอดพ้น ยามปกติต้องรีบออกมาไล่กัดคนพวกนั้นที่มาสร้างเรื่องเป็นแน่”
….
“หนอย… อย่ามาพูดพล่อย ๆ กับข้านะ จะใส่ร้ายข้าหรือ”
หลิวกุ้ยเสียถ่มน้ำลายใส่เพื่อนบ้านที่มาหาเรื่องนาง พร้อมเท้าเอวแล้วรีบเถียงว่า “ข้าไม่มีอันใดต้องยุ่งเกี่ยวกับนางนานแล้ว คนบ้านเดียวกันรึก็ไม่”
“เรื่องของตระกูลไป๋กับซ่งชิงหลันไม่เกี่ยวอันใดกับข้า พวกเจ้าอย่าได้มาสาดโคลนแถวนี้”
บรรดาเพื่อนบ้านเหล่านั้นไม่ใช่คนที่จะยอมลดราวาศอกได้โดยง่าย จึงได้เอ่ยปากเถียงกลับทันควัน
“โธ่… หลิวกุ้ยเสีย คนอย่างเจ้านี่ช่างใจจืดใจดำเสียจริง ถึงจะหย่าขาดกันแล้ว แต่หลันหลันก็ยังนับว่าเป็นหลานสาวของเจ้านะ”
“ยามหลานสาวเจ้ากำลังโดนรุมรังแก ซ้ำนางยังเป็นมารดาของเด็กน้อยอีกสองคน ถึงจะไม่ใช่ครอบครัวเดียวกันแล้ว เจ้าก็น่าจะมีน้ำใจช่วยเหลือนางเสียบ้าง”
“ถูกต้อง ศีลธรรมในใจเจ้าไปที่ใดเสียหมด หรือเจ้าโยนให้สุนัขกินไปหมดแล้วหรือ”
“คนอย่างนางหรือจะมีสิ่งใดเช่นนั้น ไม่อย่างนั้นคงไม่บังคับให้ซ่งอวิ๋นเฟิงต้องแยกบ้านออกไป ปล่อยให้แม่เฒ่าซ่งอยู่กับหลานทั้งห้าของนางหรอก คนมีมนุษยธรรมเขาไม่ทำเรื่องแล้งน้ำใจเยี่ยงนี้”
“ยังดีที่เด็ก ๆ เป็นเด็กดีกันทั้งนั้น ถึงฝากผีฝากไข้ด้วยได้ โดยเฉพาะหลันหลันที่ตอนนี้นางเปิดร้านอาหารเช้าอยู่ ข้าเคยได้ลองกินเจียนปิ่งกั่วจือที่นางทำ อร่อยอย่าบอกผู้ใดเชียว”
“อ้อ ไม่ใช่แค่เจียนปิ่งกั่วจือทั่ว ๆ ไปด้วยนะ หากแต่เป็นเจียนปิ่งแบบม้วน ชิ้นใหญ่มากอีกต่างหาก”
“ข้าว่าแล้วเชียว หลันหลันเก่งถึงเพียงนี้ ถึงอย่างไรก็พาตระกูลซ่งให้รุ่งเรืองได้แน่”
ยิ่งได้ยินบุรุษร่างท้วมผู้หนึ่งเอ่ยชมซ่งชิงหลันไม่หยุดปาก หลิวกุ้ยเสียก็ยิ่งโกรธมากขึ้นเรื่อย ๆ
“เหตุใดพวกเจ้าถึงมายกย่องซ่งชิงหลันให้ข้าฟัง นางนั่นโดนวิญญาณร้ายสิงสู่ อีกไม่นานก็คงจะมาแหกอกพวกเจ้าทีละคน ถึงยามนั้นจะมาเสียใจภายหลังก็คงไม่ทันแล้ว”
นัยน์ตาของผู้ถูกกล่าวหาพลันเปลี่ยนเป็นเย็นชา ร่างบางก้าวไปด้านหน้า “ท่านอาสะใภ้ ข้าไม่รู้ว่าท่านกินขี้มากเสียจนมันขึ้นไปสมองหรือไม่ พูดจาไร้สาระเช่นนี้ออกมาไม่กลัวคนหาว่าเป็นบ้าหรือเจ้าคะ”
“นี่อย่างไร ๆ ดูท่าทางจองหองของนางสิ เช่นนี้โดนผีสิงเป็นแน่”
หลังจากโวยวายเช่นนั้นออกมา หลิวกุ้ยเสียก็กวาดตามองไปยังฝูงชนแล้วเอ่ยต่ออีกครา “ไม่เชื่อพวกเจ้าก็ลองดูเถิดว่านางเปลี่ยนไปเพียงใด สตรีขี้ขลาดตาขาวที่ไม่เคยทำอันใดเองเยี่ยงนาง แม้โดนทุบตีโดนด่าว่าก็เอาแต่นิ่งเงียบ อยู่ ๆ จะตื่นขึ้นมาเป็นคนร้ายกาจ เอาชนะบรรดาบุรุษได้อย่างไร หากไม่ถูกผีสิงแล้วจะเป็นอันใดไปได้อีก”
ชาวบ้านในชนบทค่อนข้างมีความเชื่อเรื่องเกี่ยวกับวิญญาณและเทพเจ้าอยู่ไม่น้อย
เมื่อได้ยินสิ่งที่หลิวกุ้ยเสียพูดออกมา หลายคนก็เริ่มมีท่าทีเปลี่ยนไป
“นี่เจ้า… แม่เฒ่าซ่งก็บอกชัดแล้ว ดังนั้นเจ้าไม่ควรจะ…”
“แต่มาคิดดูแล้ว หลันหลันก็แตกต่างไปจากเมื่อก่อนมากจริง ๆ”
“ไม่มีทาง นี่ไม่ใช่เรื่องจริงใช่หรือไม่”
กระทั่งแม่เฒ่าซ่งเองก็ใจเต้นแรงขึ้นมาอย่างกะทันหัน นางเองก็ฉุกคิดขึ้นมาในใจไม่ต่างกัน เหตุใดจู่ ๆ หลานสาวตนถึงได้เปลี่ยนไปมากถึงเพียงนี้