ทะลุมิติมาเป็นคุณหนูใหญ่กลับต้องมาเลี้ยงน้องจนได้ดีแถมต้องเลี้ยงลูกอีกต่างหาก - บทที่ 240 ที่บ้านมีแขก
- Home
- ทะลุมิติมาเป็นคุณหนูใหญ่กลับต้องมาเลี้ยงน้องจนได้ดีแถมต้องเลี้ยงลูกอีกต่างหาก
- บทที่ 240 ที่บ้านมีแขก
บทที่ 240 ที่บ้านมีแขก
ไป๋เย่หานผู้เคยอยู่ในสนามรบฆ่าฟันศัตรูมามาก สองมือนั้นล้วนเคยฟาดฟันแต่ดาบและกระบี่ แต่ตอนนี้ในมือต้องมาถือไก่ย่างหอม ๆ ตัวหนึ่ง พาพวกเขาเข้าหมู่บ้าน ภาพนี้ดูแล้วช่างน่าตลกเสียจริง ๆ
ซ่งชิงหลันลอบมองเขาแวบหนึ่ง ก็อดไม่ได้ที่จะหัวเราะออกมา
ไป๋เย่หานสีหน้าทะมึน ยกไก่ย่างในมือขึ้นและกล่าว “หากเจ้ายังหัวเราะอีก ข้าจะโยนไก่ย่างนี้ทิ้งเสีย!”
“ไม่ได้นะ!” เพียงเด็กชายได้ยินก็ตื่นตัวขึ้นมาทันที รีบหยิบเอาไก่ย่างจากมือไป๋เย่หานพร้อมกล่าวด้วยสีหน้าจริงจัง “ไก่ย่างตัวนี้ให้ข้าถือจะปลอดภัยกว่า”
ไป๋เย่หานพยักหน้าอย่างยอมรับ “น่าจะเป็นเช่นนั้น”
ในตอนนี้ ซ่งชิงตงเอ่ยปากถามออกมา “จริงสิ น้องชาย ยังไม่รู้เลยว่าจะเรียกเจ้าอย่างไรดี”
“ข้าชื่อหลิ่วเจียหมิง พ่อข้าเป็นหัวหน้าหมู่บ้านหลิ่วขอรับ”
ขณะที่พวกเขาคุยกัน ก็เดินเข้าหมู่บ้านหลิ่วแล้ว
เมื่อเห็นว่าในหมู่บ้านนั้นมีผู้คนบางตา และทุกบ้านล้วนปิดประตูใหญ่ มองดูแล้วรกร้างเล็กน้อย
ซ่งชิงหลันขมวดคิ้ว เอ่ยถาม “หมู่บ้านหลิ่วนี้มีกี่ตระกูลกัน”
เรื่องนี้ สำหรับหลิ่วเจียหมิงที่เป็นบุตรชายหัวหน้าหมู่บ้าน แล้วเป็นเรื่องที่เขารู้อย่างดี
เขาตอบในทันที “หมู่บ้านหลิ่วของพวกข้ามีทั้งหมดสามสิบหกตระกูล”
หลี่ซิ่วซิ่วถามอย่างไม่เข้าใจ “แล้วเหตุใดในหมู่บ้านเหมือนกับว่าไม่มีคนเลยเล่า”
“อ้อ คนหนุ่มสาวในหมู่บ้านส่วนใหญ่ล้วนไปทำงานที่เมืองหลวง เพื่อหาเงินขอรับ จะกลับมาตอนค่ำเท่านั้น”
กล่าวถึงตรงนี้ พวกเขาก็เดินมาถึงหน้ากระท่อมหลังคาจากหลังหนึ่ง
ตลอดทางที่พวกเขาเดินมา นี่ก็เป็นบ้านที่ใหญ่และดีที่สุดแล้ว
หลิ่วเจียหมิงชี้ไปที่ประตูลานบ้าน กล่าวด้วยรอยยิ้ม “นี่คือบ้านของข้า เชิญพวกท่านขอรับ”
กล่าวจบ เขาก็กำลังจะผลักประตูเข้าไป ในตอนนั้นเอง อยู่ ๆ ประตูก็ถูกคนเปิดจากด้านใน
ชายวัยกลางคนแต่งตัวดีไว้หนวดคนหนึ่งเดินออกมาด้วยสีหน้าไม่พอใจ
ที่ด้านหลังเขามีชายสวมชุดผ้าหยาบสีครามคนหนึ่งตามมาติด ๆ นี่ก็คือหลิ่วฉางชิง หัวหน้าหมู่บ้านหลิ่ว
หลิ่วฉางชิงดึงชายไว้หนวดแต่งตัวดีเป็นระเบียบเอาไว้ และกล่าวอย่างสุภาพ “ท่านอาจารย์หู รบกวนท่านพิจารณาอีกครั้งเถิด หมู่บ้านของเราต้องการความช่วยเหลือจากท่านจริง ๆ ขอรับ”
ชายหนวดเขี้ยวผู้นั้นสะบัดมือของหลิ่วฉางชิงออก กล่าวด้วยสีหน้าหงุดหงิด “ข้าทำกิจการนะ ไม่ได้ทำโรงทาน หากจะร่วมงานกับข้า ก็รอให้พวกเจ้ามีค่าพอเสียก่อนค่อยว่ากัน!”
กล่าวจบก็รีบเดินจากไปอย่างโกรธเกรี้ยว
หลิ่วเจียหมิงมองเห็นท่าทางอัดอั้นของบิดาตน ก็อดไม่ได้ที่จะปวดใจ “ท่านพ่อ…”
หลิ่วฉางชิงที่เพิ่งสังเกตเห็นว่าบุตรชายกลับพาคนแปลกหน้าสองสามคนมา จึงเอ่ยถาม “เจียหมิง คนเหล่านี้คือ…”
“ข้า…”
ซ่งชิงหลันกำลังจะพูด หากแต่ไป๋เย่หานกลับเดินมาขวางหน้า และดันนางไว้ด้านหลังแล้วกล่าว “พวกข้ามาจากเมืองหลวง เมื่อครู่เพราะคุณหนูทั้งสองไม่รู้ความ ทำลายสวนหญ้าย้อมของพวกท่าน ดังนั้นพวกข้าจึงตั้งใจมาที่นี่เพื่อขอโทษ”
“ทั้งยังชดเชยให้พวกเราด้วยไก่ย่างหนึ่งตัวด้วยขอรับ!” หลิ่วเจียหมิงชูไก่ย่างในมือ สีหน้าเต็มไปด้วยความตื่นเต้น
หลิ่วฉางชิงกลับมีสีหน้าหวาดกลัว รีบกล่าวอย่างกังวล “เจ้าเด็กนี่ เหตุใดจึงทำเรื่องเช่นนี้ได้!”
กล่าวจบก็ดึงไก่ย่างในมือเขา ส่งให้ตรงหน้าไป๋เย่หาน “หญ้าย้อมพวกนั้นไม่ได้มีค่ามากนัก ไม่จำเป็นต้องชดใช้ด้วยไก่ย่างถึงหนึ่งตัว พวกท่านรีบเอากลับไปเถิด”
ซ่งชิงหลันยิ้มแล้วเอ่ย “ท่านพี่หลิ่วเจ้าคะ ไก่ย่างนั้นเดิมทีเป็นไก่ที่เกินมาพวกข้ากินไม่หมด หากท่านไม่รับ พวกเรากินไม่ไหวก็จะเสียไปเปล่าเจ้าค่ะ”
“เช่นนั้น…ก็ได้…” หลิ่วฉางชิงรับมาอย่างไม่เต็มใจนัก จากนั้นก็กล่าวกับทั้งสี่คน “ในเมื่อมาถึงบ้านแล้ว ถ้าหากพวกท่านไม่รังเกียจบ้านธรรมดา ๆ ของข้า ก็เข้าบ้านมาดื่มชาเสียหน่อยค่อยไปเถิด”
หลิ่วฉางชิงมองเสื้อผ้าพวกเขาก็รู้ว่าพวกเขาเป็นคนจากตระกูลร่ำรวย โดยเฉพาะชายผู้นั้นที่สวมชุดคลุมผ้าไหมสีน้ำเงิน ดูรูปงามเกินคน แน่นอนว่ามีรัศมีของความเป็นผู้ดี เพียงดูก็รู้ว่ามีภูมิหลังสูงส่ง
แต่อีกด้าน เพียงเข้ามาในเรือน ซ่งชิงหลันและหลี่ซิ่วซิ่วก็ถูกดึงดูดโดยผ้าที่ถูกตากแห้งไว้ตรงลานบ้าน รีบเดินตรงไปดูอย่างละเอียด
หลี่ซิ่วซิ่วกล่าวด้วยใบหน้าตื่นเต้น “พี่ชิงหลัน สีและรูปแบบของผ้าเหล่านี้ยอดเยี่ยมมากเจ้าค่ะ ทั้งยังมีวิธีการย้อมที่เหนือชั้น ทั้งสีอ่อน สีสันสดใส ไม่ใช่สิ่งที่โรงย้อมทั่วไปจะทำได้เจ้าค่ะ”
ซ่งชิงหลันพยักหน้า และกล่าวด้วยรอยยิ้ม “จริงด้วย ดูท่า สูตรลับในการย้อมของพวกเขาจะต้องแตกต่างออกไปเป็นแน่”
ส่วนหลิ่วเจียหมิงเมื่อกลับถึงบ้าน ก็วิ่งเข้าไปในห้องแล้วตะโกนอย่างตื่นเต้น “พี่ใหญ่! พี่รอง! น้องเล็ก! รีบออกมาสิ เรามีไก่ย่างกินแล้ว!”
จากนั้นก็มีเด็กสามคนโผล่หน้าออกมาจากด้านหลังผ้าที่แขวนอยู่ เมื่อได้ยินเช่นนั้นก็วิ่งออกมา
หญิงกลางคนที่สวมเสื้อผ้าเรียบง่าย บนหัวมีเพียงผ้าคาดเอาไว้ก็เดินออกมาจากห้องเช่นกัน เมื่อเห็นพวกซ่งชิงหลันก็ตกใจ กล่าว “นี่คือ…”
หลิ่วฉางชิงรีบโบกมือให้นาง “ฮูหยิน ที่บ้านมีแขกมา เจ้ารีบไปเอากาน้ำชามาเถิด”
“อืม…หอมเสียจริง…ไก่ย่างนี่อร่อยจัง…”
จากนั้นเด็ก ๆ เริ่มยกมือขึ้นกินทันที แต่ละคนมีสีหน้าพึงพอใจ
หลิ่วฉางชิงมองเด็ก ๆ กินเสียจนทั้งมือและปากมีแต่น้ำมัน ในใจก็ทั้งมีความสุขและรู้สึกผิดไปพร้อมกัน
เรื่องที่ดีใจก็คือ พวกเด็ก ๆ ได้กินไก่ย่างที่อยากกินมานานแสนนาน แต่ที่รู้สึกผิดก็คือเขาที่เป็นบิดากลับไม่สามารถเติมเต็มความต้องการของลูก ๆ ได้
ซึ่งซ่งชิงหลันดูออกถึงความคิดซับซ้อนในใจเขาตอนนี้ จึงได้เปลี่ยนประเด็น “ท่านพี่หลิ่ว ปกติพวกท่านทำกิจการย้อมผ้าขายหรือเจ้าคะ”
หลิ่วฉางชิงยิ้มพลางส่ายหน้า “ไม่ใช่หรอก เพียงเป็นงานฝีมือเพื่อเลี้ยงชีพเท่านั้น”
ในตอนนี้ ฮูหยินของหลิ่วฉางชิงก็นำน้ำชามาให้
ซ่งชิงหลันดื่มชาอึกหนึ่ง กล่าวอย่างไม่เร่งรีบ “คนที่เดินออกไปเมื่อครู่เป็นพ่อค้าเสื้อผ้ากระมัง ท่านพี่หลิ่วพูดคุยจะร่วมงานกับเขาหรือเจ้าคะ”
หลิ่วฉางชิงผงะไป จากนั้นก็จ้องมองหญิงสาวรูปงามตรงหน้าอย่างพิจารณาอีกครั้ง
จากนั้นจึงพบว่า เดิมทีสตรีผู้นี้ไม่เพียงแต่มีหน้าตาดีโดดเด่น แต่ยังมีรัศมีที่ไม่ธรรมดาอีกด้วย
เขาถอนหายใจออกมาเบา ๆ และเอ่ยตอบ “แม่นางช่างตามีแววจริง ๆ ใช่แล้ว ข้าตัดสินใจจะร่วมงานกับเขา หลายปีมานี้ พวกเราล้วนพึ่งพาการทำเสื้อผ้าเล็ก ๆ น้อย ๆ หาเลี้ยงชีพ ก็ถือว่าพอจุนเจือไปได้ ข้านั้นเป็นหัวหน้าหมู่บ้าน ก็ย่อมต้องอยากให้คนในหมู่บ้านมีชีวิตที่ดี จึงได้เชิญนายท่านหูมาคุยเรื่องร่วมงานกัน แต่ว่า…”
“แต่ว่า พวกท่านเป็นเพียงตระกูลเล็ก ๆ ไม่สามารถจัดส่งสินค้าตามที่พ่อค้าผ้าต้องการได้ ต่อให้ฝีมือการย้อมสูงส่ง ก็ยากที่จะพูดถึงการร่วมงานกัน” ซ่งชิงตงกล่าวต่อคำพูดของเขา
หลิ่วฉางชิงมองซ่งชิงตงด้วยสีหน้าไม่อยากเชื่อ เอ่ยว่า “ใช่…ใช่ ๆ… นายท่านหูเองก็กล่าวเช่นนั้น”
กล่าวจบ เขาก็ขมวดคิ้วอีกครั้ง “เดิมทีข้าตัดสินใจจะให้นายท่านหูวางเงินมัดจำส่วนหนึ่งก่อน เช่นนั้นข้าเองก็จะได้ไปซื้อวัสดุดี ๆ ให้คนในหมู่บ้านย้อมผ้าด้วยกัน แต่ว่านายท่านหูไม่เห็นด้วย ดังนั้น…”
“ข้าตกลงจะร่วมงานกับท่าน” ยังไม่รอให้หลิ่วฉางชิงกล่าวจบ ซ่งชิงหลันก็เอ่ยขัดเขาออกมาก่อน