ทะลุมิติมาเป็นคุณหนูใหญ่กลับต้องมาเลี้ยงน้องจนได้ดีแถมต้องเลี้ยงลูกอีกต่างหาก - บทที่ 385 เหตุใดจึงอ่อนแอเช่นนี้
- Home
- ทะลุมิติมาเป็นคุณหนูใหญ่กลับต้องมาเลี้ยงน้องจนได้ดีแถมต้องเลี้ยงลูกอีกต่างหาก
- บทที่ 385 เหตุใดจึงอ่อนแอเช่นนี้
บทที่ 385 เหตุใดจึงอ่อนแอเช่นนี้
อากาศบนภูเขาไม่สามารถคาดเดาได้ เมื่อครู่นี้ยังคงท้องฟ้าแจ่มใส ทว่าวินาทีต่อมาฝนกลับสาดซัดลงมาเสียแล้ว
ว่าแล้วฝนห่าใหญ่ก็เทลงมา หยาดฝนราวเมล็ดถั่วเขียวตกเปาะแปะ ๆ อย่างต่อเนื่อง ทำให้ไม่อาจหลบหนีได้ทัน
“อ๊ะ! ฝนตกแล้ว!”
กู่ต้าหู่อุทานออกมา เขาหันกลับไปมองซ่งชิงเป่ยที่อยู่ข้าง ๆ แล้วเอ่ย “เราจะทำอย่างไรดี?”
หากแต่ซ่งชิงเป่ยรีบคว้าข้อมือเขาแน่น “ไป! ตามข้ามา ข้าจำได้ว่าข้างหน้ามีศาลาอยู่”
สิ้นคำก็ดึงอีกฝ่ายตามไปโดยไม่ได้อธิบายใด ๆ เพิ่มเติมอีก
ดังคาด หลังจากฝนตกลงมาได้สักพัก พวกเขาก็มองเห็นศาลาหลังหนึ่งข้างหน้าพวกเขา
“มีศาลาอยู่จริง ๆ ด้วย!” กู่ต้าหู่อุทานออกมาอย่างดีใจ
ซ่งชิงเป่ยมองเขาด้วยรอยยิ้ม “เหตุใดเจ้าถึงได้ดูประหลาดใจนัก”
จากนั้นทั้งสองคนก็เข้าไปในศาลาด้วยกัน
ศาลาแห่งนี้ชื่อ ‘ศาลารอฝน’ กู่ต้าหู่กล่าวด้วยรอยยิ้ม “ดูเหมือนยอดเขาชิงอวิ๋นจะต้องฝนตกบ่อยมากเป็นแน่ ดังนั้นจึงได้มีคนสร้างศาลาแห่งนี้ขึ้นมา ให้คนได้ใช้เป็นที่กำบังลมฝน”
ซ่งชิงเป่ยหันกลับมามองเขา “เจ้าเด็กคนนี้ฉลาดไม่เบา”
สิ้นเสียงเขาก็ถอดเสื้อผ้าของเขาออกโดยไม่คิดอันใดให้มากความ
กู่ต้าหู่ตกตะลึงเมื่อเห็นการกระทำเช่นนี้ของอีกฝ่าย โพล่งขึ้นมาทันควัน “ซ่งชิงเป่ย เจ้า! เจ้าคิดจะทำอันใดน่ะ?”
หากแต่ซ่งชิงเป่ยมองเขาด้วยท่าทีแปลก ๆ และตอบอย่างเคร่งขรึม “ถอดเสื้อผ้าน่ะสิ ชุดเปียกขนาดนี้แล้ว เหตุใดไม่ถอดออกมาบิดให้แห้งเล่า? ต้าหู่ เจ้าก็ถอดเสื้อผ้าของเจ้าออกเร็ว มิเช่นนั้นจะจับไข้จากลมเย็นเอาได้ หากเป็นเช่นนั้นคงไม่ดีแน่”
กู่ต้าหู่ส่ายหัวรัว ๆ ยกมือขึ้นปิดหน้าอกของตน “ไม่! ไม่ต้อง ท่านแม่ของข้าเคยบอกไว้ว่า ถอดเสื้อเปลือยท่อนบนอยู่ข้างนอกมันไม่เหมาะสม”
ซ่งชิงเป่ยยิ้มน้อย ๆ “ที่นี่ไม่มีผู้อื่น มีเพียงข้าและเจ้า บุรุษอกสามศอกสองคน มีอันใดให้กังวลเล่า?”
“ไม่ล่ะ ไม่ดีกว่า ช่างข้าเถิด เจ้าทำอย่างที่เจ้าต้องการไปนั่นแหละ” กู่ต้าหู่สะบัดมือปฏิเสธไปมา และยังคงยืนกราน
“พวกเจ้าบุตรหลานตระกูลผู้ดีนี่มีกฎเยอะเสียจริง ยุ่งยากยิ่งนัก” ซ่งชิงเป่ยเบะปาก ไม่บังคับเขาอีกต่อไป เขาถอดเสื้อผ้าของตน แล้วบิดน้ำออกจากเสื้อผ้าจนหมาด
กู่ต้าหู่เบือนหน้าหนีอย่างรวดเร็ว หันหลังให้ชายหนุ่ม จากนั้นมองฝนพรำนอกศาลาอย่างเงียบเชียบ
เขามองดูแมกไม้ภูเขาที่เดิมทีเขียวชอุ่มถูกหยาดฝนชะล้างจนเขียวขจีเป็นประกาย เสียงฝนตกกระทบกับใบไม้ช่างไพเราะเสนาะหูยิ่งนัก หากไม่ติดอยู่ในศาลารอฝนแห่งนี้ บางทีเขาคงไม่มีโอกาสได้ชื่นชมทิวทัศน์ยามฝนพรำเช่นนี้
กู่ต่าหู่อดทอดถอนใจไม่ได้ “ฝนตกนี่ดีเสียจริง”
เขากล่าวพลางเดินออกไปข้างหน้า เดินไปยังฝั่งริมศาลา เอื้อมมือออกไป คว้าสายฝนที่ตกลงมาจากหลังคา
เมื่อสัมผัสได้ถึงฝนเย็นฉ่ำที่ตกลงบนฝ่ามือ กู่ต้าหู่พลันรู้สึกจั๊กจี๊ขึ้นมา อดที่จะหัวเราะออกมาไม่ได้ เล่นอยู่อย่างนั้นอย่างสนุกสนาน
ซ่งชิงเป่ยได้ยินเสียงหัวเราะร่าก็หันหน้ากลับมา เห็นเพียงปอยผมที่เปียกฝนระใบหน้า ปากที่แต่งแต้มไปด้วยรอยยิ้มบริสุทธิ์สดใสราวกับเด็ก ท่ามกลางฝนในภูเขาแห่งนี้ ยิ่งขับเน้นเสน่ห์เฉพาะตัวของอีกฝ่ายให้โดดเด่นมากขึ้น
ซ่งชิงเป่ยไม่รู้ว่าเพราะเหตุใด อยู่ ๆ จึงรู้สึกว่าบุรุษตรงหน้างดงามยิ่งนัก เขาถึงกับตะลึงงันไปชั่วขณะ
“ฮัดชิ้ว! ฮัดชิ้ว!”
ทันใดนั้นเอง กู่ต้าหู่ก็จามขึ้นมาหลายครั้ง
ซ่งชิงเป่ยจึงหลุดจากภวังค์ ถอนสายตาอย่างร้อนรน ตกตะลึงกับความคิดที่แวบเข้ามาในหัวของตน นึกไม่ถึงว่าอยู่ ๆ เขาจะเกิดความคิดอันไร้เหตุผลเช่นนั้นกับชายหนุ่ม นี่มันจะเกินไป…
คิดเช่นนี้แล้ว เขาก็หน้าแดงฉานขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว
กู่ต้าหู่ลูบจมูกของตน หันมองไปรอบ ๆ แล้วเห็นซ่งชิงเป่ยที่ใบหน้าแดงก่ำไปทั้งใบหน้า ก็อดงุนงงขึ้นมาไม่ได้ “ชิงเป่ย เจ้าเป็นอันใดไป? เหตุใดหน้าถึงได้แดงเพียงนั้นล่ะ?”
“หา? ข้า… คือข้า…” ซ่งชิงเป่ยเกิดพูดจาตะกุกตะกักขึ้นมา เขามองเห็นฝนนอกศาลาที่ค่อย ๆ หยุดตกแล้ว จึงเปลี่ยนเรื่องทันที “อ๊ะ! ต้าหู่ เจ้าดูสิ ฝนหยุดตกแล้ว!”
“เอ๊ะ? จริง ๆ ด้วย!” กู่ต้าหู่หันออกไปข้างนอกศาลาโดยทันที “ฝนในภูเขาช่างมาไวไปไวเหลือเกิน ฮะ… ฮัดชิ้ว! ฮัดชิ้ว!”
พูดแล้วเขาก็จามอีกสองสามครั้งติด ๆ กัน
ซ่งชิงเป่ยขมวดคิ้วเล็กน้อย และเอ่ยอย่างร้อนใจ “พวกเรารีบกลับเถิด หากเจ้าเป็นเช่นนี้ อีกประเดี๋ยวคงจับไข้เพราะลมฝนเป็นแน่”
กู่ต้าหู่ถูจมูกแล้วพยักหน้า จากนั้นทั้งสองจึงรีบลงเขาไปด้วยกัน
กลับมาถึงจวนแม่ทัพ กู่ต้าหู่ที่พึ่งลงมาจากม้า ก็จามอีกหลายครั้งติดกัน
ซ่งชิงเป่ยมองเขาอย่างเป็นห่วง “ต้าหู่ เจ้าคงไม่ได้เป็นไข้เพราะลมเย็นกระมัง? ร่างกายเล็ก ๆ ของเจ้าอ่อนแอเพียงนี้เชียวหรือ?”
กู่ต้าหู่ปรายตามองอีกฝ่าย และเดินตรงดิ่งเข้าไปในจวนโดยไม่แม้แต่กล่าวสิ่งใด
ในตอนนี้เอง แม่เฒ่าซ่งเดินออกมาพอดี เมื่อเห็นพวกเขาทั้งสอง จึงรีบเอ่ยถาม “โธ่เอ้ย พวกเจ้าสองคนไปที่ใดมา?”
หากแต่ซ่งชิงเป่ยรีบนำขวดใส่น้ำผึ้งร้อยบุปผาออกมา “ต้าหู่บอกว่าเขาอยากทานน้ำผึ้งร้อยบุปผา ข้าจึงพาเขาไปที่ยอดเขาชิงอวิ๋นขอรับ”
แม่เฒ่าซ่งเห็นว่ากู่ต้าหู่มีอาการผิดปกติ นางจึงคว้าแขนของเขามาแล้วเอ่ยด้วยความประหลาดใจ “อ๊ะ! ต้าหู่ เหตุใดเสื้อผ้าของเจ้าเปียกเล่า? บนภูเขาฝนตกหรือไร?”
“ขอรับ” ต้าหู่พยักหน้า “ฮัดชิ้ว…”
“โธ่… เจ้าจะทำเช่นนี้ไม่ได้นะ!” แม่เฒ่าซ่งเอ่ยอย่างกระวนกระวายใจ “เจ้ารีบกลับเข้าไปในห้อง ข้าจะให้คนในครัวนำน้ำร้อนไปให้ในห้องของเจ้า รีบไปอาบน้ำร้อน เปลี่ยนเสื้อผ้าเปียก ๆ นี่ออก เจ้าเด็กคนนี้ เช่นนี้ก็เป็นไข้ล้มป่วยเสียหรอก”
“ขอรับ ข้าจะไปเดี๋ยวนี้” สิ้นคำกู่ต้าหู่ก็หันตัวกลับเข้าไปในห้องของเขา
เมื่อเห็นเขาจากไปแล้ว แม่เฒ่าซ่งก็หันกลับมามองซ่งชิงเป่ยอีกครั้งด้วยสายตาตำหนิ “ชิงเป่ย เจ้าก็เช่นกัน เหตุใดมิดูแลต้าหู่ให้ดี”
ซ่งชิงเป่ยเผยสีหน้าไม่ได้รับความเป็นธรรมออกมา “ท่านย่า ท่านโทษข้าอีกแล้ว ข้าบอกให้เขาถอดเสื้อผ้าของเขาออกมาบิดแล้ว เขากลับยืนกรานไม่ยอมถอด ข้าก็มิมีวิธีแล้วนะขอรับ”
กล่าวจบเขาก็เอ่ยเพิ่มอีกหนึ่งประโยค “เช่นนั้นตอนนี้ข้าจะเข้าครัวไปทำน้ำขิงให้เขาสักถ้วยคงใช้ได้แล้วกระมัง?”
ด้วยเหตุนี้ ซ่งชิงเป่ยจึงเดินเข้าไปในห้องครัว
หลังจากได้อาบน้ำร้อนแล้ว กู่ต้าหู่ก็รู้สึกสดชื่นขึ้นมาก
เขาลุกขึ้นเดินออกจากอ่างอาบน้ำ ขณะที่กำลังจะคว้าผ้าที่อยู่ข้าง ๆ เพื่อเช็ดตัวนั้นเอง อยู่ ๆ สายตาของเขาพลันชะงักค้าง เมื่อได้ยินเสียงฝีเท้าที่รีบร้อนใกล้เข้ามาเรื่อย ๆ
ดังคาด วินาทีถัดมานั้นเองเสียงของซ่งชิงเป่ยก็ดังขึ้น
เขาไม่ได้เคาะประตู ทว่าผลักประตูเปิดเข้ามาแล้วตะโกน “ต้าหู่ ข้านำมาให้เจ้า…”
“ออกไป!” เสียงเยือกเย็นดังขึ้น
ก่อนที่ซ่งชิงเป่ยจะเอ่ยจบประโยค ก็รู้สึกได้ถึงลมจากฝ่ามือทรงพลังพุ่งเข้าปะทะหน้า ผลักเขาออกโดยไม่ทันได้ตั้งตัว แล้วปิดประตูลงอย่างหนาแน่น
อีกทั้งน้ำขิงร้อน ๆ ที่เขานำมาด้วยหกราดรดเขาเสียทั่วทั้งตัว
ซ่งชิงเป่ยที่อยู่นอกประตูยืนค้าง กะพริบตาปริบ ๆ แล้วตะโกนใส่คนที่อยู่ในห้อง “กู่ต้าหู่! เจ้าทำอันใดน่ะ?”