ทะลุมิติมาเป็นคุณหนูใหญ่กลับต้องมาเลี้ยงน้องจนได้ดีแถมต้องเลี้ยงลูกอีกต่างหาก - บทที่ 521 มีเรื่องใหญ่อันใดกัน
- Home
- ทะลุมิติมาเป็นคุณหนูใหญ่กลับต้องมาเลี้ยงน้องจนได้ดีแถมต้องเลี้ยงลูกอีกต่างหาก
- บทที่ 521 มีเรื่องใหญ่อันใดกัน
บทที่ 521 มีเรื่องใหญ่อันใดกัน
วันต่อมา
เมื่อท้องฟ้าเริ่มสว่าง ลูกศิษย์ของจางอิงรั่ง เสี่ยวหลี่จื่อก็มาส่งข่าว บอกให้ไป๋เย่หานเข้าวัง
ซ่งชิงหลันถือโอกาสในตอนที่ไป๋เย่หานเปลี่ยนเป็นชุดพระราชพิธี เอ่ยถามเสี่ยวหลี่จื่อ “ท่านขุนนางเสี่ยวหลี่จื่อ ฝ่าบาททรงรีบร้อนเรียกตัวท่านอ๋องเข้าวัง มีเรื่องใหญ่อันใดกันหรือเจ้าคะ”
เสี่ยวหลี่จื่อติดตามจางอิงรั่ง ย่อมรู้ว่าจางอิงรั่งและซ่งชิงหลันนั้นมีความสัมพันธ์พึ่งพาต่อกัน จึงได้ยิ้มแล้วกล่าวเบา ๆ “ได้ยินว่าคุณหนูผิงหยางมาถึงเมืองหลวงก่อนเวลา ฝ่าบาทและคุณหนูผิงหยางกำลังพูดคุยกันอยู่ที่พระที่นั่งหย่างซิน จึงได้ให้ข้าน้อยมาตามท่านอ๋องเข้าวังขอรับ”
เมื่อพูดมาถึงตรงนี้ นางก็เข้าใจได้ด้วยตัวเอง
ดูท่าคุณหนูผิงหยางนี้จะสนใจไป๋เย่หานจริง ๆ
ไป๋เย่หานได้ยินบทสนทนาของพวกเขาแล้ว
จึงเปลี่ยนเสื้อผ้าแล้วออกมา จากนั้นจับมือซ่งชิงหลันแล้วเอ่ยว่า “เจ้าอย่าคิดมากไป ข้าไปเดี๋ยวก็กลับ”
ยามไป๋เย่หานมาถึงประตูพระที่นั่งหย่างซินก็ได้ยินเสียงหัวเราะราวกับระฆังเงินกับเสียงหัวเราะจริงใจของจิ่งกวงเยี่ยดังออกมาจากด้านใน
เขาขมวดคิ้ว สูดหายใจลึก ๆ แล้วเดินเข้าไป
“ลูกมาแล้วพ่ะย่ะค่ะเสด็จพ่อ”
จิ่งกวงเยี่ยโบกมือในทันที “ไม่ต้องพิธีรีตอง วันนี้พวกเราครอบครัวมาพูดคุยกัน ไม่ต้องเคร่งนักหรอก”
ไป๋เย่หานเงยหน้าไปมอง ก็เห็นว่าข้างกายของจิ่งกวงเยี่ยมีหญิงสาวอายุประมาณสิบสี่สิบห้าปีนั่งอยู่ บนร่างของนางสวมใส่ชุดสีแดงตามประเพณีชนเผ่า บนหัวใส่เครื่องตกแต่งแบบชนเผ่า ดูแล้วมีความเป็นท้องถิ่นเปล่งประกายวิบวับเป็นพิเศษ
คนธรรมดาเมื่อได้เห็นไป๋เย่หาน ไม่มากก็น้อยย่อมต้องสั่นกลัวกับรัศมีอันน่าเกรงขามของเขา หากแต่เด็กสาวชุดแดงตรงหน้ากลับไม่มีความคิดหวาดกลัวแม้แต่น้อย แต่กลับยังมองพิจารณาเขาอย่างสนอกสนใจเต็มที่ จากนั้นยกยิ้มมุมปากหยอกล้อ “ก่อนที่ข้าจะมาเมืองหลวง ท่านพ่อเคยบอกข้าเอาไว้ว่าหานอ๋องแตกต่างจากทุกคน วันนี้เมื่อได้พบ ดูน่าสนใจจริง ๆ เพคะ”
เมื่อได้ยินคำพูดนี้ของนาง ไป๋เย่หานอดไม่ได้ที่จะขมวดคิ้ว
ส่วนจิ่งกวงเยี่ยยิ้มพลางเอ่ยถาม “เป็นอย่างไร อินอินชอบหรือไม่”
“ชอบหรือไม่ชอบ ต้องลองจึงจะรู้เพคะ”
ทันทีที่กล่าวจบ เด็กสาวชุดแดงพุ่งตัวขึ้นมาจากที่นั่ง โจมตีเข้าใส่ไป๋เย่หาน
ไป๋เย่หานผู้มีสีหน้าเย็นชา เพียงเบี่ยงตัวหลบ ยั้งพลังไว้แล้วตอบโต้การโจมตีของนาง
หลังจากซูอินประมือกับเขาไปไม่กี่กระบวนท่าก็รู้สึกเบื่อจึงหยุดลง เบิกตาโตแล้วมองไป๋เย่หานอย่างหงุดหงิด “ท่านดูถูกข้าหรือ เหตุใดจึงไม่ใช้แรงทั้งหมดมาสู้กับข้า”
ไป๋เย่หานกล่าวตอบด้วยสีหน้าไร้อารมณ์ “หากทำคุณหนูผิงหยางบาดเจ็บ เกรงว่าเสด็จพ่อคงจะทรงให้ข้ารับผิดชอบ”
ซูอินหมุนตัวอย่างไม่พอใจ กลับไปนั่งลงข้างกายจิ่งกวงเยี่ย
จิ่งกวงเยี่ยมองนางราวกับมองบุตรสาวแท้ ๆ หัวเราะแล้วเอ่ยถาม “สุภาพบุรุษยามต่อสู้จะใช้แรงเพียงส่วนหนึ่ง เหตุใดเจ้าจึงโมโหเสียเล่า อารมณ์ของเจ้านี่ช่างเหมือนพ่อของเจ้าไม่มีผิด”
“เฮอะ!” ซูอินเงยหน้ามองไป๋เย่หานแล้วแลบลิ้น “น่าเบื่อ”
จิ่งกวงเยี่ยกวักมือเรียกไป๋เย่หาน “นั่งลงเถิด”
ไป๋เย่หานนั่งอยู่ด้านหนึ่ง มองจิ่งกวงเยี่ยและซูอินเริ่มพูดคุยกันอย่างคุ้นเคย ทันใดนั้นก็รู้สึกว่าตนนั้นเป็นส่วนเกิน และไม่รู้ว่าจะเรียกตนมาทำไม
เขาทำได้เพียงดื่มชาอยู่คนเดียว ไม่ต่างจากของประกอบฉาก
จิ่งกวงเยี่ยมองซูอินด้วยสีหน้าเอ็นดู กล่าวทอดถอนใจ “ไม่ได้เจอกันหลายปี อินอินของเราเติบโตเป็นหญิงสาวเสียแล้ว เป็นอย่างไร ถ้าหากมีชายที่ถูกใจ ข้าให้เจ้าตัดสินใจ”
“ไอ้หยา ฝ่าบาท เหตุใดพระองค์จึงทรงเหมือนพ่อหม่อมฉันเลยเพคะ เอาแต่พูดเรื่องนี้ ผู้หญิงเราจำเป็นต้องแต่งงานเท่านั้นหรือเพคะ หม่อมฉันคิดว่าตอนนี้หม่อมฉันอยู่คนเดียวก็ดีมากอยู่แล้ว”
“เจ้านี่นะ ไม่แปลกเลยที่พ่อเจ้าเอาแต่บอกมาในจดหมายว่าเจ้าน่ะติดแต่เล่น เลี้ยงเจ้าไม่ไหวแล้ว”
“ว่าอย่างไรนะเพคะ ท่านพ่อหม่อมฉันฟ้องพระองค์ด้วยหรือ” ซูอินมุ่ยปาก “ตาแก่นี่ร้ายเกินไปแล้ว”
“พ่อของเจ้าเป็นห่วงเจ้าไม่ใช่หรือ ท่านแม่ของเจ้าจากโลกนี้ไปเร็ว เขาที่เป็นนายท่านคนเดียวต้องเป็นทั้งพ่อทั้งแม่และเลี้ยงเจ้าจนโต ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย” กล่าวจบ จิ่งกวงเยี่ยก็ทอดถอนใจออกมา “ถ้านับดูแล้ว ข้ากับพ่อของเจ้าไม่ได้พบกันหลายสิบปีแล้ว ข้ายังคิดว่าครั้งนี้จะได้พบเขาสักครั้ง…”
ซูอินเองก็รู้สึกได้ถึงความเสียใจของจิ่งกวงเยี่ย
หลายปีมานี้ เพื่อหลบเลี่ยงความเคลือบแคลงและเพื่อไม่ให้ฝ่าบาทต้องลำบากใจ ต่อให้เป็นพระราชพิธีหมื่นพรรษาของฝ่าบาท หนานหยางอ๋องซูอวิ๋นเซี่ยวนั้นทำได้เพียงส่งคนมาถวายบรรณาการ ยึดมั่นถือมั่นกับคำสัญญาที่ว่าจะไม่มีวันก้าวขาออกจากเมืองหนานหยางแม้แต่ก้าวเดียว
ซูอินเองก็ดูออกว่าท่านพ่อของตนเสียใจเพียงใด
ดังนั้นในครั้งนี้ นางจึงเป็นตัวแทนของบิดา มาที่เมืองหลวงเพื่อถวายพระพรองค์จักรพรรดิด้วยตัวเอง
ซูอินหยิบเอาไหสุรามารินให้จิ่งกวงเยี่ยจอกหนึ่ง “ฝ่าบาทเพคะ พระองค์เองก็อย่าได้เสียพระทัยไปเพคะ ท่านพ่อรู้ว่าไม่อาจทำตามใจได้ อย่างไรหม่อมฉันมาก็ไม่ต่างกันกระมัง”
“อืม ๆ ใช่ ๆ ๆ ข้าเห็นว่าเจ้ามาก็มีความสุขเช่นกัน อ้อ จริงสิ ข้ารู้ว่าเจ้าชอบกินอาหารของเมืองหลวง จึงได้เตรียมอาหารดี ๆ ไว้ให้เจ้าเป็นพิเศษเลย”
เขามองจางอิงรั่งที่อยู่ด้านหลัง “จางอิงรั่ง เตรียมพร้อมแล้วหรือยัง”
จางอิงรั่งโค้งตัวลง ตอบเสียงเบา “ทูลฝ่าบาท เตรียมไว้เรียบร้อยแล้วพ่ะย่ะค่ะ รอเพียงฝ่าบาทตรัสมา”
“เช่นนั้นก็รีบไปยกอาหารมาเถิด”
จากนั้นเพียงไม่นาน อาหารที่หอมกรุ่นน่ากินก็ถูกยกขึ้นโต๊ะอาหารทีละจาน
มีพระกระโดดกำแพง นกพิราบย่าง ปลาไนต้มผักดองเสฉวน เนื้อวัวตุ๋น ปลาทอดตุ๋นสุราหมัก เป็ดแปดสมบัติ หมูผัดเปรี้ยวหวาน พริกชี้ฟ้าลายเสือ และอื่น ๆ…
ซูอินมองแล้วอดไม่ได้ที่จะกลืนน้ำลาย “ฝ่าบาท ตอนนี้อาหารในวังหลวงเยอะเพียงนี้เชียวหรือเพคะ”
ส่วนจิ่งกวงเยี่ยตักน้ำแกงไปตรงหน้านางด้วยตนเอง “ไม่ได้ทำมาจากทางห้องพระเครื่องต้นในวังหลวงหรอก แต่ซื้อจากภัตตาคารอวิ๋นหลายที่นอกวังให้มาส่ง ข้าจะบอกเจ้าให้ อาหารจากภัตตาคารอวิ๋นหลายนี้อร่อยเป็นพิเศษ เจ้าจะต้องชอบเป็นแน่ มา รีบชิมเร็วเข้า”
ซูอินมองท่าทางแนะนำอย่างสุดความสามารถของเขา อดหัวเราะออกมาไม่ได้ “ฝ่าบาท พวกเรานั้นช่างมีความคิดเหมือนกันจริง ๆ ขอทูลตามตรง เมื่อวานนี้หม่อมฉันไปกินที่ภัตตาคารอวิ๋นหลายมาแล้วเพคะ”
“ไอ้หยา เจ้าเด็กคนนี้ ฉลาดเพียงนี้เชียว เดิมทีข้ายังอยากจะทำให้เจ้าประหลาดใจเสียหน่อย”
“ขอบพระทัยฝ่าบาทเพคะ การไปกินข้างนอกกับกินร่วมกับฝ่าบาทย่อมไม่เหมือนกัน” ซูอินกล่าวอย่างปากหวาน
จากนั้นคีบเนื้อปลาชิ้นหนึ่งใส่ลงในชามของจิ่งกวงเยี่ย
ส่วนไป๋เย่หานที่อยู่ข้างๆ ทำตัวไม่ยี่หระ มองอาหารตรงหน้า จู่ ๆ มุ่นคิ้วขึ้นมาเสียอย่างนั้น
ในตอนนี้ซูอินดื่มน้ำแกงคำหนึ่ง แต่จู่ ๆ ก็พ่นออกมา มองจิ่งกวงเยี่ยอีกด้านด้วยสีหน้ากังวล และเมื่อเห็นว่าจิ่งกวงเยี่ยกำลังจะนำเนื้อปลาใส่ปาก นางก็รีบหยุดเอาไว้ “ฝ่าบาท อย่าเสวยเพคะ อาหารนี้มีบางอย่างแปลกไป”
ไป๋เย่หานใช้ฝ่ามือวายุทำให้เนื้อปลาที่อยู่ในตะเกียบของจิ่งกวงเยี่ยหล่นลง ใบหน้าของเขาเย็นชา เอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ “นี่ไม่ใช่อาหารจากภัตตาคารอวิ๋นหลาย”
อาหารที่พระชายาสุดที่รักของเขาทำ มองเพียงครู่สายตาเดียวเขาย่อมจำได้อยู่แล้ว