คุณหนูใหญ่ผู้นี้ไม่ต้องการก้าวหน้า - ตอนที่ 1220 มีแต่คำพูดขัดหู ข้าอยากจะฆ่าเจ้า
ตอนที่ 1220 มีแต่คำพูดขัดหู ข้าอยากจะฆ่าเจ้า
………………..
ความทรงจำของฉินหลิวซีถอยหลังกลับไปอย่างรวดเร็ว นางนึกถึงคำเตือนที่อาจารย์บอกอยู่เรื่อยๆ นึกถึงคำที่อาจารย์ฮุ่ยเหนิงเคยชี้แนะ และยังมีผู้คนอีกมากมายอย่างเช่นราชาแห่งยมโลก
พวกเขาเคยกล่าวไว้ว่าอย่าเล่นกับไฟ
ใช่แล้ว อย่าเล่นกับไฟ เพราะหากนางสูญเสียการควบคุม ทุกคนจะต้องทุกข์ทรมาน ผลที่ตามมา บาปกรรมเหล่านั้น นางไม่อาจชดใช้ได้
ฉินหลิวซีรู้สึกอัดอั้นในใจ ราวกับเด็กที่ทำอะไรบางอย่างผิด ได้แต่ยืนอยู่ตรงนั้น บีบนิ้วมือ ทำตัวไม่ถูก
ไม่ใช่เช่นนั้น
นางเป็นเพียงคนที่มาจากโลกหนึ่ง แล้วก็ค่อนข้างฉลาด ทำได้ทุกอย่าง นางมีความใจอ่อน มีจุดอ่อน จะเป็นคนมีบาปมหันต์ที่ทำลายล้างโลกได้อย่างไร
บุญกุศลที่นางสั่งสม สั่งสมเท่าไหร่ก็ไม่มากพอ เป็นเพราะเหตุนี้หรือ
หากเป็นนาง นางจะมีหน้าไปพบอาจารย์กับผู้คนในโลกนี้ได้อย่างไร
ท่านอาจารย์ ตาเฒ่า…
จิตใจของฉินหลิวซีพังทลายลง ไฟทั่วทั้งร่างกายลุกไหม้ ซื่อหลัวมองดูมัน ดวงตาเป็นประกาย ลุกไหม้ให้มากขึ้นกว่านี้ จงอยู่กับข้า พวกเราก็จะกลายเป็นกฎแห่งสวรรค์ เช่นนั้นก็จะมีความสุขไม่ใช่หรือ
จิตใจของฉินหลิวซีพังทลาย ทันใดนั้นแสงสีทองราวกับดวงอาทิตย์อันอบอุ่นก็สาดส่องเข้ามา ราวกับฝ่ามือยักษ์ โอบอุ้มนางขึ้นมาจากการจมน้ำ
“เจ้าจำไว้ เจ้าคือเจ้า ฉินหลิวซีที่เป็นสายน้ำไหลย้อนกลับทางทิศตะวันตก และเป็นลูกศิษย์ที่ภาคภูมิใจของข้า”
เสียงแก่ชราที่มีเมตตาและเต็มเปี่ยมไปด้วยความรักดังก้องอยู่ในจิตของนางเพื่อปลอบโยนนาง
ชะตากรรมของนางคือลูกไฟที่มีไฟนรกบงกชแดง ลูกไฟยังอยู่ ย่อมเกิดไฟนรก นางเคยทำบาปที่ไม่อาจให้อภัยได้ แล้วอย่างไร ในชาตินี้นางเป็นเพียงแค่ฉินหลิวซี นางมาเพื่อลิ้มรสความทุกข์ยากของคนบนโลก การมีอยู่ของนางเพื่อกอบกู้โลกชดใช้บาป
ชาตินี้นางเป็นนักพรตหญิงฉินหลิวซี นามเต๋าว่าปู้ฉิว
ไม่ขอร้องให้ใครมาสงสาร ไม่ถามถึงความรุ่งโรจน์ในชีวิต ไม่ขออยู่เป็นอมตะ
ไฟนรกดับลง ฉินหลิวซีลืมตาขึ้น “เอ่ยมากพอแล้วหรือไม่”
ซื่อหลัวเลิกคิ้ว
“เอ่ยมามากมายขนาดนี้ เพื่ออยากจะบอกว่าข้ามีที่มาที่ไม่ธรรมดาแค่ไหนอย่างนั้นหรือ” ฉินหลิวซีมองเขา “ในเมื่อรู้ว่าข้ามีอยู่เพื่อปกป้องโลก เหตุใดเจ้ายังไม่ลงมือฆ่าข้า ข้าต้องเวียนว่ายตายเกิดสิบชาติเพื่อมาช่วยกอบกู้โลก เป็นดาวพิฆาตที่มาต่อกรกับเจ้าโดยเฉพาะ”
ซื่อหลัวหัวเราะพลางเอ่ย “ที่สวรรค์ยังเป็นสวรรค์ก็เพราะว่ามันเป็นคนกำหนดกฎเกณฑ์ เช่นนี้สัตว์ทั้งหลายย่อมเท่าเทียมกันภายใต้กฎเกณฑ์ ข้าถูกปราบปรามกำลัง เจ้าเองก็เช่นกัน ตอนนี้เจ้าเป็นเพียงนักพรตที่ฝึกบำเพ็ญอยู่ในโลกนี้ก็เท่านั้น จะต่อสู้กับข้า ก็ต้องพึ่งสิ่งที่เจ้าได้เรียนรู้ในชาตินี้เท่านั้น ข้าก็อยากรู้เหมือนกันว่าเจ้าจะขวางไม่ให้ข้าทำลายโลกได้หรือไม่”
“เจ้าไม่กลัวเลี้ยงลูกเสือลูกจระเข้หรือ”
“หากจะบอกว่ากลัวการเลี้ยงลูกเสือลูกจระเข้ มิสู้บอกว่าข้าอยากให้เจ้าเป็นคนของข้า ที่เจ้าต้องเวียนว่ายตายเกิดก็เป็นเพราะมีกฎแห่งสวรรค์ ถูกมันผูกมัดและปราบปราม หากเจ้าติดตามข้า เป็นผู้รับใช้เทพของข้า พวกเราก็จะกลายเป็นกฎแห่งสวรรค์ ถามหน่อยว่าใครจะสามารถทำอะไรพวกเราได้” ซื่อหลัวล่อใจอย่างเป็นขั้นตอน กล่าวว่า “หากเรากลายเป็นเจ้าของพื้นที่แห่งนี้ เป็นเทพเจ้า ไหนเลยยังต้องกังวลว่าจะถูกผูกมัด ถูกพิพากษา”
ฉินหลิวซีก็หัวเราะเช่นกัน สายตาที่มองเขาราวกับกำลังมองสิ่งที่น่าสมเพช กล่าวว่า “เมื่อเป็นเทพเจ้าแล้วจะไม่ถูกตัดสินหรือ ในสมัยโบราณมีหงเหมิง[1] และยังมีสงครามทำลายเทพเจ้าในสมัยโบราณอีกด้วย เจ้าบำเพ็ญทั้งพระพุทธศาสนาและลัทธิเต๋า ฉลาดเพียงนี้ แม้แต่ประวัติความเป็นมาของไฟประหลาดสิบดวงก็ยังจำได้อย่างชัดเจน เหตุใดจึงจำไม่ได้ว่าเทพก็เคยถูกประหาร”
ซื่อหลัวแสยะยิ้มอย่างเย็นชา
“หากเทพเจ้าไร้ความเมตตา ย่อมมีคนสังหารเทพ ใครบอกว่าเทพจะมีชีวิตคงอยู่ตลอดไป” ฉินหลิวซีมองเขา “ไม่ต้องพูดถึงเรื่องนี้ ต่อให้เจ้ากลายเป็นเทพ มีชีวิตอยู่เป็นอมตะ เจ้าคิดว่าจะมีความสุขหรือ”
“เจ้าอยากจะเอ่ยอะไรกัแน่”
“ถูกกักขังมาห้าพันปี เจ้าเหงาหรือไม่ แม้ว่าจะไม่มีร่างเนื้อ แต่ดวงวิญญาณของเจ้ายังคงอยู่ ตอนนี้เจ้าหนีออกมาจากมหานรกอเวจี หลบซ่อนตัวเพื่อที่จะเป็นเทพเจ้า ทำไปมากมายขนาดนี้ มีใครเห็นด้วยกับเจ้าบ้างหรือไม่ หลายปีมานี้มีใครพูดคุยกับเจ้าบ้างหรือไม่ เจ้าบอกว่ามองดูพวกข้าที่เป็นมดเหล่านี้ดิ้นรนต่อสู้ เหตุใดเจ้าจึงไม่ยอมรับว่าเจ้าเหงาแค่ไหน ซื่อหลัว ความเหงาก่อนที่เจ้าจะกลายเป็นเทพเจ้านั้นเจ้ายังรับมันไม่ไหว นับประสาอะไรกับการที่ได้มีชีวิตอยู่เป็นอมตะแล้ว คนเราอยู่อย่างมีความสุขไปตลอดชีวิตจะดีกว่า ดื่มสุราสักเหยือกกับสหายรู้ใจสามสี่คน จึงจะคุ้มค่าที่ได้มาเยือนโลกใบนี้”
หลังจากผ่านไปพักใหญ่เขาก็หัวเราะออกมาเสียงดัง “เจ้ากำลังใช้ไม้อ่อนกับข้า ใช้กลอุบายเห็นสัจธรรม เกลี้ยกล่อมให้ข้าวางดาบลงแล้วตั้งตนเป็นพุทธะในตอนนี้? เจ้ากำลังจะทรยศลัทธิเต๋าหรือ”
“เปล่า!”
“แล้ว?”
“มีแต่คำพูดขัดหู ข้าอยากจะฆ่าเจ้า!” ฉินหลิวซีเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็ว ศาสตราวุธเทพอยู่ในมือ พุ่งเข้าใส่เขาด้วยความเร็วดุจสายฟ้า
ฉึก
ศาสตราวุธเทพทะลุผ่านร่างกายเขา ดวงวิญญาณซื่อหลัวเจ็บปวด ลอยออกมาจากร่างกายนั้น กล่าวว่า “พูดอย่างทำอย่าง เด็กจอมเจ้าเล่ห์อย่างเจ้า ข้าประเมินเจ้าต่ำไม่ได้จริงๆ”
เขาใช้กระแสจิต พื้นที่นี้ถูกเขาพับโดยทันที ราวกับกรงขัง ภายในจิตวิญญาณมีกระดูกหลายชิ้นที่เปล่งพลังไร้ขีดจำกัด
“เจ้าทำร้ายข้าได้ หรือว่าไม่ได้อาศัยกำลังของข้า? เด็กเจ้าเล่ห์ เป็นคนไม่ควรทำเช่นนี้ เกลียดตัวกินไข่นั้นไม่เหมาะสม”
ซื่อหลัวเข้าใกล้นาง กลิ่นอายแห่งความชั่วร้ายผสมกับความอาฆาตพยาบาทที่ท่วมท้น ห้อมล้อมนางไว้อย่างหนาแน่น พยายามปลุกเร้าความเกเรแต่เดิมที่อยู่ลึกลงไปในใจของนาง
ฉินหลิวซีมองไปยังนิ้วชี้ซ้าย รู้สึกถึงความเคลื่อนไหวของกระดูกนั้น มีบางอย่างผ่านเข้ามาในหัว
“ไร้ยางอาย” นางใช้กระแสจิต พลังของศาสตราวุธเทพทะยานเพิ่มขึ้น พลังแห่งความชั่วร้ายพุ่งเข้าหาเขา
ดวงวิญญาณของซื่อหลัวสั่นคลอนเล็กน้อย แบ่งสมาธิครึ่งหนึ่งมาสกัดพลังของศาสตราวุธเทพพลางกล่าว “ดูเหมือนว่าพวกเราจะถูกกำหนดไว้ว่าไม่มีวันเป็นสหายกันแล้ว เช่นนั้นข้าจึงต้องขอของขวัญของข้าคืน”
ร่างกายของฉินหลิวซีร้อนระอุ อยากจะอัญเชิญไฟนรกออกมา เสียงภาษาสันสกฤตดังขึ้น เหมือนกับการจองจำ และเหมือนกับการผูกมัด ทำให้ดวงจิตของนางเจ็บปวดอย่างรุนแรง
“รู้ว่าเจ้ามีที่มาอย่างไร มีหรือข้าจะไม่เตรียมพร้อม พุทธะก็มีของดีเช่นกัน ไม่ว่าเจ้าจะดื้อรั้นแค่ไหน ก็จะมีเสียงปีศาจที่ปราบปรามเจ้าได้เสมอ ราวกับมนต์สะกดที่รัดแน่น” กระแสจิตของซื่อหลัวเคลื่อนไหว ปากกล่าวพึมพำอะไรบางอย่าง
มือซ้ายของฉินหลิวซีไม่สามารถหยุดการสั่นสะท้านได้ มองไปยังมือซ้ายของตัวเอง ราวกับถูกเขายกขึ้น นิ้วมือซ้ายถูกพลังจิตกรีดเนื้อ เลือดไหลออกมา
กึก
ตอนนางเชื่อมต่อกับกระดูกนี้นั้นเจ็บปวดแค่ไหน ตอนนี้ก็เจ็บปวดแค่นั้น
จิตวิญญาณเต๋าของฉินหลิวซีพุ่งทะยานไปทั้งร่างกาย ไม่สนความเจ็บปวดอย่างรุนแรงของดวงจิต ฝืนทำลายการจองจำของเสียงสันสกฤตนั้น ในขณะที่ไฟลุกโชน ศาสตราวุธเทพก็โจมตีเข้าใส่ซื่อหลัวด้วยพลังอันท่วมท้น
หวึ่ง
ดวงจิตของซื่อหลัวสั่นไหว รีบเอากระดูกนิ้วต่อลงบนนิ้วของตัวเองทันที ต้านทานพลังการโจมตีของศาสตราวุธเทพอีกครั้ง เมื่อกำลังจะโจมตีฉินหลิวซี ทันใดนั้นก็มีกลิ่นอายของราชาปีศาจปรากฏขึ้นกลางอากาศ
สองต่อหนึ่ง ไม่ ยังมีศาสตราวุธเทพด้วย เวลานี้ไม่ใช่โอกาสการทำสงครามอย่างดุเดือด ช่างเถิด
เขาหายตัวไปในท้องฟ้ายามค่ำคืนทันที เหลือไว้เพียงเสียงหัวเราะของเขา “ไม่ว่าจะพังพินาศไปด้วยกัน หรือว่าใครคนใดคนหนึ่งต้องตาย เด็กเจ้าเล่ห์ เจ้ากับข้าจะต้องสู้รบกันอย่างดุเดือดถึงขีดสุด”
ฉินหลิวซีได้รับการสะท้อนกลับอย่างรุนแรง กระอักเลือดออกมาเต็มปาก ตกลงมาจากกลางอากาศ
“หากข้าไม่อยู่ ร่างเล็กๆ ของท่านได้แตกละเอียดแน่!” เฟิงซิวรับนางด้วยความโกรธ เมื่อเห็นนางนิ้วขาด ดวงตาจิ้งจอกก็เปลี่ยนเป็นสีแดงก่ำ
สารเลวซื่อหลัว กล้าดีอย่างไรมาดึงกระดูกไป!
[1] หงเหมิง คือเป็นตำนานการสร้างโลกตามคติความเชื่อของจีน
………………..